โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'แผนกคดีปิดไม่ลง ของคนไม่เปิดใจ' Dept. Q ซีรีส์สืบสวนที่สืบคดีลงลึกถึงจิตใจตัวละคร

The MATTER

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 04.08 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 11.00 น. • Entertainment

คงไม่เกินเลยถ้าจะบอกว่าซีรีส์ Dept. Q (2025) มาผิดจังหวะไปหน่อยสำหรับผู้ชมชาวไทย เพราะในวันที่ 29 พฤษภาคม 2025 หรือวันแรกที่ Dept. Q ลงจอฉายบน Netflix คือวันเดียวกันกับที่ สงคราม ส่งด่วน (2025) ซีรีส์ฝืมือทีมงานไทยลงจอให้ได้ดูเช่นกัน หลังจากนั้นเราต่างรู้กันว่า สงคราม ส่งด่วน ได้กลายเป็นซีรีส์สร้างปรากฏการณ์ โดยเฉพาะในไทย คนที่ดูจบต่างพูดถึงและแตกประเด็นมากมายจากตัวซีรีส์จนตามอ่านตามดูกันไม่หวาดไม่ไหว

มองดูแล้ว สงคราม ส่งด่วน (Mad Unicorn) และแรงตอบรับที่ตัวซีรีส์ได้ฝากไว้คงเป็นเหมือนยูนิคอร์นไฟลุกที่วิ่งควบมาเติมไฟให้ทั้งคนดูและคนทำงานสร้างสรรค์ในไทยไปพร้อมๆ กัน หากดูจากความบ้าระห่ำ ความเดือดดาลในโลกธุรกิจ แทรกด้วยโมเมนต์โรแมนติกและอารมรณ์ขัน ซีรีส์ Dept. Q คงเรียกได้ว่าเป็นขั้วตรงข้าม ไม่ว่าจะการดำเนินเรื่องที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ให้อารมณ์ดุเดือดสุดขีด เรื่องรักๆ ก็ดูจะน้อยนิด หากจะตลกก็ไปทางตลกร้ายเสียมากกว่า ทว่าสิ่งที่ทั้งสองเรื่องนี้มีให้เหมือนกัน (นอกจากวันฉายตรงกัน) อาจจะเป็นการดึงให้คนดูตกอยู่ในภาวะดูรวดเดียวจบ หรือ binge watch นั่นเอง

ความน่าสนใจแรกของ Dept. Q คือมันเป็นซีรีส์โดยฝีมือ สก็อตต์ แฟรงก์ (Scott Frank) และ จันทนี ลักขณี (Chandni Lakhani) ผลงานก่อนหน้านี้ของแฟรงก์ที่คุ้นเคยกันคงหนีไม่พ้น The Queen's Gambit (2020) ซีรีส์ว่าด้วยชีวิตและการแข่งขันของนักหมากรุกหญิง ย้อนกลับไปไกลอีกหน่อย แฟรงก์คือหนึ่งในทีมเขียนบท Logan (2017) หนังที่เล่าช่วงวัยชราของวูล์ฟเวอรีนแห่ง X-Men และถ้าจะย้อนไปให้ไกลอีก Minority Report (2002) หนังไซไฟโลกอนาคตก็เป็นอีกเรื่องที่เขามีส่วนร่วมเขียนบท จะบอกว่าแฟรงก์สร้างผลงานหลากหลายแนวก็คงได้

Dept. Q ซีรีส์เรื่องใหม่แฟรงก์และลักขณีมาในแนวสืบสวนสอบสวน ดัดแปลงจากชุดนิยายอาชญากรรม Department Q ของนักเขียนชาวเดนมาร์ก ยุสซี แอดเลอร์-โอลเซน (Jussi Adler-Olsen) ว่าด้วย ‘คาร์ล มอร์ค’ นำแสดงโดย แมทธิว กู๊ด (Matthew Goode) สารวัตรนักสืบแห่งเอดินบะระ สกอตแลนด์ ที่ต้องมารับหน้าที่หัวหน้าแผนก Department Q แผนกใหม่ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสืบสวนคดีปิดไม่ลง แม้เขาจะมีฝีมือเก่งกาจ แต่นี่คือการกลับมารับหน้าที่หลังเหตุยิงที่ทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส ‘เจมส์ ฮาร์ดี’ รับบทโดย เจมี ไซฟส์ (Jamie Sives) เพื่อนร่วมงานของเขาต้องเป็นอัมพาต และมีนายตำรวจเสียชีวิตอีกหนึ่งนาย มอร์คกลับมาทำงานในขณะที่เขายังปฏิเสธบาดแผลภายในใจ แถมยังได้รับแววตาเพ่งเล็งจากคนในสถานีตำรวจด้วยความหมั่นไส้ต่อมอร์คที่มีอยู่เป็นทุนเดิม นั่นก็เพราะมอร์คมักมองว่าตัวเองเหนือกว่า และมีมาตรฐานในการทำงานสูงส่งกว่าใครอยู่ตลอดเวลา

คดีใหญ่ที่ Department Q ต้องรับผิดชอบคือการตามหา ‘เมอร์ริตต์ ลิงการ์ด’ รับบทโดย โคลอี พีรี (Chloe Pirrie) ทนายความที่หายตัวไปกว่าสี่ปี ทิ้งให้น้องชายที่เคยประสบเหตุร้ายแรงจนได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองต้องอยู่คนเดียวในสถานดูแลผู้ป่วย เรื่องน่าสงสัยในคดีนี้คือเธอหายตัวไปขณะขึ้นเรือข้ามฟากกลับไปยังเกาะบ้านเกิดพร้อมน้องชาย โดยที่กล้องวงจรปิดบนเรือไม่สามารถบันทึกภาพของเธอไว้ได้เลย

ความสนุกข้อหนึ่งของการดูซีรีส์สืบสวนคดีอาชญากรรมมักอยู่กับการที่คนดูอย่างเราๆ พยายามคาดเดาเหตุการณ์และตัวคนร้ายที่อาจเป็นไปได้ ถ้าตั้งความหวังไว้ไม่มากเท่าไหร่ก็อาจจะได้เจอกับความเซอร์ไพรส์ แต่ถ้าจินตนาการมากไปก็อาจผิดหวังในช่วงเฉลยตอนสุดท้าย เทคนิคในการเล่าเรื่องจึงสำคัญมากกับการพาคนดูคลายปมไปทีละเปลาะ คาดเดาความเป็นไปได้ไปทีละขั้น โจทย์ข้อสำคัญของซีรีส์สืบสวนสอบสวนจึงคือการที่ตัวเรื่องอาจไม่จำเป็นต้องเล่าคดีที่ซับซ้อนยุ่งเหยิงหรือพิสดาร แต่อาศัยการลำดับเรื่องและการตัดต่อที่แม่นยำ ในแง่นี้ Dept. Q นับว่าประสบความสำเร็จในการสร้างบาลานซ์ระหว่างความสงสัย สับสน และการเผยความจริงได้ตลอดซีรีส์ทั้งเก้าตอน

นอกจากการพยายามเปิดเผยความจริงของคดีคนหาย จุดเด่นที่สุดของตัวซีรีส์น่าจะอยู่ที่ตัวเรื่องเปิดเผยความเป็นมนุษย์ในแทบจะทุกตัวละคร ไม่ใช่ว่าทีมนักแสดงเป็น AI หรืออะไร แต่ความเป็นมนุษย์ที่หมายถึงคือการที่ตัวละครนั้นมาพร้อมกับบาดแผลทั้งทางกายและทางใจ รวมถึงความวายป่วงในชีวิตที่ต้องเจอในแต่ละวัน

มอร์คมีแผลจากรอยกระสุนบริเวณลำคอ อีกทั้งต้องกดข่มความรู้สึกผิดที่ทำให้เพื่อนร่วมงานต้องเป็นอัมพาต ห้ามตัวเองไม่ให้สืบคดีที่ตนเป็นผู้เคราะห์ร้าย ไหนจะต้องรับมือกับลูกชายที่ดูจะนอกลู่นอกทาง, เจมส์อดีตเพื่อนร่วมงานต้องรับมือกับอาการอัมพาตในขณะเดียวกันกลับเข้าใจความรู้สึกที่มอร์คแบกรับเป็นอย่างดี, ‘แอคราม ซาริม’ รับบทโดย อเล็กซี มานเวลอฟ (Alexej Manvelov) ผู้ช่วยที่เข้ามาในแผนกจังหวะเหมาะเจาะพอดี แต่มีอดีตในซีเรียที่เข้าปิดบังไว้, 'โรส ดิคสัน’ ที่รับบทโดย ลีอาห์ เบิร์น (Leah Byrne) ผู้ช่วยอีกคนที่ประสบปัญหา PTSD จากการปฏิบัติหน้าที่, หรือแม้แต่ เมอร์ริตต์ ลิงการ์ด ทนายสาวที่หายตัวไปก็ต้องเจอกับความกดดันจากการทำงานและอดีตอยากจะหลีกหนี

เสน่ห์ของ Dept. Q จึงไม่ใช่การได้เห็นซูเปอร์ฮีโร่ที่แข็งแกร่งทั้งกายใจใช้ชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้คนแล้วแฮปปี้เอนดิ้ง แต่คือการได้มองเห็นความไม่สมบูรณ์แบบในตัวละครแต่ละตัว มองดูตัวละครที่บกพร่องค่อยๆ ยอมรับบาดแผล ความเจ็บปวด และข้อเลวร้ายของตัวเอง เช่น มอร์คที่ในทีแรกมีนิสัยไม่เปิดใจให้ใคร ไม่ยอมเข้าพบจิตแพทย์ สื่อสารกับคนอื่นด้วยท่าทีไม่เข้าอกเข้าใจ จนเมื่อเวลาผ่านไป มอร์คก็รับรู้ว่าตัวเขาเองก็มีข้อบกพร่องที่หนักหนา และอาจจะเป็นเขาเองที่ทำอะไรๆ ได้ต่ำกว่ามาตรฐานที่ตัวเองตั้งไว้

สัญญะหนึ่งที่ตัวเรื่องใช้เป็นตัวแทนของกระบวนการที่ว่าคือลูกเทนนิสที่มอร์คได้รับจาก ‘เรเชล เออร์วิง’ รับบทโดย เคลลี แมคโดนัลด์ (Kelly Macdonald) จิตแพทย์ที่รับหน้าที่ดูแลอาการของมอร์ค เธอมอบให้เขาบีบมันเพื่อระบายความรู้สึกที่คั่งค้างและไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูด มอร์คปฏิเสธและมองว่ามันไม่ได้ช่วยอะไร แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็พกมันไปทุกที่และกำมันไว้บ่อยครั้งในยามเขาเผชิญความตึงเครียด

หากในตอนท้ายของเรื่องแต่ละตัวละครไม่พยายามเปิดใจยอมรับความเปราะบางที่มี แผนก Department Q ก็คงกลายเป็นแผนกที่ไม่มีทางปิดคดีได้ลงไปตลอดกาล
Graphic Designer: Phitsacha Thanawanichnam
Editorial Staff: Paranee Srikham

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...