โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ฟิลลิป แนะปรับกลยุทธ์ลงทุน รับผู้ว่าธปท.คนใหม่

หุ้นวิชั่น

อัพเดต 22 ก.ค. 2568 เวลา 13.16 น. • เผยแพร่ 22 ก.ค. 2568 เวลา 06.16 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น

หุ้นวิชั่น-ทีมข่าวหุ้นวิชั่น รายงาน บล.ฟิลลิปฯ ระบุ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ คือ นายวิทัย รัตนากร ซึ่งเป็นผู้มีผลงานสำคัญในการขับเคลื่อนธนาคารออมสิน ในฐานะ ผู้อำนวยการ ธนาคาร โดยเน้นการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราต่ำ และ ผลักดันความช่วยเหลือธุรธุรกิจ SMEs ในระบบมากขึ้น

"ธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องเป็นอิสระ แต่ไม่โดดเดี่ยว" คือ วิสัยทัศน์ที่คุณวิทัย แสดงซึ่งบทบาทจะเปลี่ยนไปจากในอดีตที่เน้นความเป็นอิสระเพื่อให้มีความเป็นกลางในการดำเนินนโยบายการเงิน อย่างไรก็ดีธปท. ยังต้องดำรงไว้ซึ่งเป้าหมายในระยะยาว และ มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่สามารถแก้ไขด้วยนโยบายทางการเงินเพียง อย่างเดียว โดยเน้นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับ กระทรวงการคลัง BOI กระทรวงพาณิชย์ และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

มุมมองต่อท่าทีในอนาคตของธปท.

อิสระที่ไม่โดดเดี่ยว กลายเป็นโจทย์ใหม่ที่น่าสนใจ เนื่องจากธปท.โดยปกติแล้วมีหน้าที่ หลัก คือ รักษาเสถียรภาพทางการเงิน กำกับดูแลสถาบันการเงิน รักษาเสถียรภาพ อัตราแลกเปลี่ยน และ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน/คลังให้รัฐบาล ซึ่งการประกาศความต้องการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานต่างๆ เป็นหนึ่งใน Big Move สวนทางกับท่าที ของ ธปท.ในอดีต เนื่องจากโดยปกติ นโยบายการเงิน และ การคลังมักมีไทม์ไลน์ที่ต่างกัน โดยนโยบายการเงินจะเน้นเสถียรภาพในระยะยาวเป็นหลัก ขณะที่นโยบายการ คลังจะเน้นสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจใบระยะสั้น และ กลาง ควบคู่กับการวางแผน ระยะยาว การมองไทม์ไลน์ให้สอดคล้องกันมากขึ้นนับเป็นมิติใหม่ของทิศทางการ ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ขับเคลื่อนนโยบายการเงิน

ทางฝ่ายมองการส่งสัญญาณว่าธปท.จะดำเนินงานร่วนร่วมกับกระกรวงการคลัง เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้เห็นภาพนโยบายการเงินในเชิงผ่อนคลายมากขึ้น เนื่องจากโจทย์ใหญ่ของกระกรวงการคลังในปัจจุบัน คือ เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวที่ช้าหลัง COVID-19 โดยถูกซ้ำเติมจากประเด็นกำแพงภาษี และ การท่องเกี่ยวชะลอตัว ทำให้อาจเห็นนโยบายแบบสอดคล้องมากขึ้น คือ สองแรงแข็งขันช่วยกันผลักดันเศรษฐกิจ ทั้งการเงิน/การคลัง ทำให้อาจคาดหวังการเบนทิศทางนโยบายการเงินไปในเชิงผ่อนคลาย เนื่องจากหากต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดการะให้ระบบเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่รมต.กระทรวงการคลังเรียกร้องมาโดยตลอด จึงเป็นไปได้ที่อาจเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยถึง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ทำให้ดอกเบี้ยปลายปีอาจลดลงไปที่ระดับ 1.25%

กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดรับประโยชน์

1) กลุ่มการเงิน: หนึ่งในหุ้นที่รับประโยชน์โดยตรงหากดอกเบี้ยปรับตัวลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนเงินทุนที่ยืนมาปล่อยกู้ เป็นบวกต่อกำไรสุทธิของบริษัท ทางฝ่ายมอง MTC และ KTC เป็น Top Pick

2) กลุ่มอสังหา: อีกอุตสาหกรรมที่รับประโยชน์จากการที่ต้นทุนการกู้ยืมเพื่ออสังหา ซึ่งมีแนวโน้มปรับลดลดลงตามทิศทาง ดอกเบี้ยนโยบาย ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้อสังหาริมทรัพย์มองหุ้น Top Pick เป็น AP SPALI และ SIRI

3) กลุ่มที่มีหนี้สูง: การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจะช่วยลดต้นทุนให้บริษัทที่มีปริมาณหนี้สูง ผ่านการลดลงของดอกเบี้ย Floating Debt และ เปิดโอกาสในการทำ Refinancing ของบริษัท ปัจจุบันหุ้นที่มีหนี้สูง ได้แก่BTS BEM CRC BGRIM GULF และ TRUE

4) หุ้นบาทอ่อน/ส่งออกสินค้าและบริการ: ทิศทางดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับลดลง จะลดผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนในประเทศนั้นๆ และมีโอกาสกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลง เปิดโอกาสให้หุ้นที่พึ่งพิงการส่งออกจะได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ทางฝ่ายมอง HANA DELTA KCE AOT CENTEL และ MINT

5) นิคมอุตสาหกรรม : ดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลง จะช่วยลดต้นทุนการเงินของภาคธุรกิจ เป็นบวกต่อภาพการลงทุนในระยะถัดไป ทางฝ้ายมอง WHA AMATA และ WHAIR เป็น Top Pick

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...