“LTF” ผลงาน 10 ปี “น่าผิดหวัง” เฉลี่ย +0.13% ต่อปี... ใครถืออยู่ทำไงดี “ขาย-ถือต่อ-ลงทุนเพิ่ม” !!!
Wealthy Way: รู้หรือไม่?…ปี2025 ที่กำลังจะมาถึงเร็วๆ นี้นั้น จะเป็นปีที่ “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” (LTF) ครบ “เงื่อนไขการขาย” ทั้งระบบ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมกันกว่า 2.4 แสนล้านบาท
มาดูผลงาน “LTF” กันบ้าง ย้อนหลัง 5 ปี เฉลี่ย -0.85% ต่อปีและย้อนหลัง 10 ปี เฉลี่ย +0.13% ต่อปี(ที่มา: morningstarthailand.com, วันที่ 29 พ.ย. 24)
ในช่วงกว่า 5 ปี หลังกองทุน “LTF” หมดอายุไปในปี2019 นั้น ขนาดก็ลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 4.06 แสนล้านบาท เหลือ 2.41 แสนล้านบาท หรือลดลง -1.65 แสนล้านบาท ลดลง -40.60% หรือมีขนาดลดลงเฉลี่ยปีละ -3.3 หมื่นล้านบาท นั่นเอง !!!
แม้ปีหน้ากองทุน “LTF” จะ “ครบเงื่อนไขการขาย” ทั้ง 100% ในระบบแต่ก็ใช่ว่าเงินจะเทออกทั้งหมดแต่ประการใด เพียงแต่แนวโน้มในช่วงที่ผ่านมาก็สะท้อนว่าเป็นแนวโน้มของ “การไหลออก” มากกว่า จะด้วยการขายหรือผลกระทบจากราคาที่ลดลงก็ตาม
แล้วปีหน้า ใครที่ถือ “LTF” อยู่ จะทำยังไงดี? วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีคำตอบมาฝากกัน
“LTF” ผลงาน 10 ปี น่าผิดหวัง เฉลี่ย +0.13% ต่อปี…ใครถืออยู่ทำไงดี “ขาย-ถือต่อ-ลงทุนเพิ่ม”
ก่อนอื่นต้องพาย้อนกลับไปดูวัตถุประสงค์เริ่มแรกของการลงทุนใน “LTF” กันเลย ทั้งหมดเข้ามาลงทุนเพื่อ “ประโยชน์ทางภาษี” เป็นสำคัญ ซึ่งจะช่วยเซฟภาษีได้ตั้งแต่ 5 – 35% ขึ้นกับฐานภาษีของแต่ละคนนั่นเอง
ผลตอบแทนคาดหวังก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนคาดหวังด้วยเช่นกัน เพราะตามตำราว่าไว้ การลงทุนในหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ เช่น ตราสารหนี้ หรือเงินฝาก โดยเปรียบเทียบ ส่วนจะได้แค่ไหนก็ขึ้นกับฝีไม้ลายมือของ “ผู้จัดการกองทุน” เป็นสำคัญ นี่ก็จะเป็นประโยชน์อีกส่วนหนึ่งและเป็นส่วนสำคัญที่เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่ให้น้ำหนักเป็นอันดับแรกเลยทีเดียว
ซึ่งผลงานของ “LTF” ในภาพรวมต้องถือว่าค่อนข้างน่าผิดหวัง ย้อนหลัง 5 ปี เฉลี่ย -0.85% ต่อปี(ดีสุด +9.59% ต่อปี, แย่สุด -4.97% ต่อปี) มีกองทุน 71% ผลงาน “ติดลบ” และย้อนหลัง 10 ปี เฉลี่ย +0.13% ต่อปี(ดีสุด +2.64% ต่อปี, แย่สุด -2.99% ต่อปี) มีกองทุน 47% ผลตอบแทน “ติดลบ”
แต่ต้นทุนของนักลงทุนแตกต่างกันออกไป บางคนอาจจะมี “กำไร” แล้ว แต่เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังคง “ขาดทุน” อยู่ มากน้อยแตกต่างกันไปเท่านั้นเอง
สำหรับใครที่ถือกองทุน “LTF” อยู่ แล้วครบ “เงื่อนไขการขาย” แล้วนั้น มีทางเลือก 3 ทาง ขึ้นกับมุมมองและเงื่อนไขของนักลงทุนแต่ละคนเองเป็นสำคัญ ประกอบด้วย
1) “ขาย”: จากตัวเลขการปรับตัวลดลงของขนาดกองทุน “LTF” เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่น่าจะเลือกทางนี้ บางคนอาจจะขายเพราะมีกำไร ก็ต้องยินดีด้วย บางส่วนอาจมีความจำเป็นต้องขายแม้จะ “ขาดทุน” อยู่ก็ตาม เพราะต้องการใช้เงิน
“หรือบางส่วนอาจจะตัดสินใจขายแม้จะ ‘ขาดทุน’ ก็ตาม (แต่ถ้าขายมีกำไรก็ยิ่งดี) เพราะจะได้มีเงินไปลงทุนใน ‘กองทุนประหยัดภาษี’อื่นๆ ที่มีอยู่ เพื่อเซฟภาษีนั่นเอง กลับมาได้ทั้งลดหย่อนภาษีและโอกาสรับผลตอบแทนอีกครั้ง”
2) “ถือต่อ”: อย่างที่บอกว่านักลงทุนบางส่วนที่ลงทุนมานานแล้ว ปัจจุบันอาจจะมีกำไรอยู่และพอใจกับกำไรที่ได้อีกทั้งไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินแต่ประการใด ก็อาจจะถือต่อมาเรื่อยๆ อีกส่วนคือ “ถือลืม” คือ ลงทุนไว้ในปีแรกที่ใช้ประโยชน์ทางภาษีแล้วก็ทิ้งลืมไปเลย ไม่เคยสนใจกลับมาดูว่าจะกำไรหรือขาดทุนอีกเลย ปล่อยไว้ไม่ได้ทำอะไร
“อีกส่วนอาจจะถือเพราะยังขาดทุนทำใจไม่ได้ เพราะขาดทุนมากกว่า ‘ประโยชน์ทางภาษี’ ที่ใช้ไปนั่นเอง”
3) “ลงทุนเพิ่ม”: เป็นอีกทางเลือกที่สามารถทำได้เช่นกัน แต่การลงทุนในกองทุน “LTF” หลังปี2019 นั้นจะ “ไม่มีประโยชน์ทางภาษี” เท่านั้นเอง แต่ทางเลือกนี้น่าจะมีไม่มากนักถ้าดูจากขนาดของกองทุน “LTF” ที่ลดลงต่อเนื่อง
“ที่สำคัญ ด้วยผลงานของกองทุน ‘LTF’ ในภาพรวมที่น่าผิดหวัง เชื่อว่าไม่ได้ดึงดูดใจนักลงทุนเท่าไร แต่สำหรับใครที่ชื่นชอบการลงทุนใน ‘หุ้นไทย’ต้องบอกว่า ‘LTF’ มีกองทุนให้เลือกหลากหลายและครบครันเลยทีเดียว ซึ่งนักลงทุนบางส่วนก็ชื่นชอบนโยบายของ ‘LTF’ แล้วกลับมาลงทุนอีกครั้งแม้จะไม่มีประโยชน์ทางภาษีแล้วก็ตาม”
ทั้งนี้ หากใช้ “ประโยชน์ทางภาษี” ที่เซฟได้ 5 – 35% มาบวกลบกับ “ผลตอบแทน” ที่กองทุน “LTF” ที่คุณลงทุนอยู่นั้น บวกลบแล้วมี “กำไร” หรือ “ขาดทุน” ก็อาจจะทำให้คุณตัดสินใจง่ายขึ้นว่าจะเลือกจัดการกับ “LTF” ที่ถืออยู่ยังไงดี ทั้งนี้ขึ้นกับมุมมองและเงื่อนไขของนักลงทุนแต่ละคนเองเป็นสำคัญ