ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถเวทได้นิดหน่อย
นิยาย Dek-D
อัพเดต 17 ก.พ. 2568 เวลา 10.49 น. • เผยแพร่ 16 ม.ค. 2568 เวลา 11.38 น. • หลินหลินสาวน้อยนักผจญภัยข้อมูลเบื้องต้น
ไป๋เฟิ่งมี่ เด็กน้อยวัยสามหนาว ผู้มีความทรงจำจากชาติภพก่อนที่เคยเป็นแม่มดผู้เก่งกาจติดตัวมา ชาตินี้แม้ร่างยังเล็กแต่นางกลับสามารถหลอมโอสถวิเศษและใช้เวทมนตร์ขั้นสูงได้ตั้งแต่อายุยังน้อย นางคิดเพียงว่าจะใช้ชีวิตที่สองนี้ให้คุ้มค่า อยู่กับครอบครัวที่รัก และหาความสุขเล็กน้อยให้หัวใจ ก่อนที่ชะตาจะพานางสู่ความตายอีกครั้ง
ทว่าชีวิตที่คิดว่าเรียบง่ายกลับพลิกผันอย่างไม่คาดฝัน เมื่อชะตาของนางพันเกี่ยวกับบุรุษทั้งสามคน เรื่องราวความรัก การหลอมโอสถ และชะตากรรมของไป๋เฟิ่งมี่จะดำเนินไปเช่นไร?
ติดตามได้ใน "ไป๋เฟิ่งมี่ ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถเวทได้นิดหน่อย"
นิยายที่เต็มไปด้วยความลึกลับ พลังเวท และชะตารักอันแสนอลเวง!
***คำเตือน****
นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรท์ที่อยากจะสร้างสรรค์ผลงานในแนวจีนโบราณ แฟนตาซี ไม่ใช่ชีวิตจริง ตัวละคร ฉาก สถานที่ ชื่อยา หรือพลังเวท ทุกอย่างในนิยายล้วนแต่งขึ้นมาเพื่ออรรถรสในการอ่าน ดังนั้นขอคนไม่จริงจังกับชีวิตนะคร้า ตัวละครแนวเด็กเทพมาเกิด 3ขวบใช้พลังได้ใช้ชีวิตแบบสบายๆๆ เน้นอ่านเพื่อความสุขในชีวิตคร้า
และ…นิยายเรื่องนี้มีฉาก หวาบหวิว NC ใครไม่ชอบไม่ควรอ่านนะคะ ขอบคุณคร้า
บทที่1
ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ มีโลกใบหนึ่งที่เต็มไปด้วยพลังเวทมนตร์ ท้องฟ้าสีครามแต่งแต้มด้วยสัตว์ในตำนานบินวนเวียนอย่างอิสระ นอกจากนกฟิกนิกที่มีขนสีรุ้งและเปล่งแสงระยิบระยับ ยังมี มังกรเงา สัตว์ขนาดใหญ่ที่มีเกล็ดสีดำเงาเรืองแสงในความมืด และ ยูนิคอร์นเพลิง ที่มีกรงเล็บแหลมคมและแผงคอเปล่งประกายไฟลุกโชน
ในโลกแห่งนี้ เมืองพ่อมดแม่มดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือเมือง เครสเซนเซีย เมืองที่เต็มไปด้วยพลังเวทมนตร์และความรุ่งเรือง หอคอยสูงตระหง่านใจกลางเมืองเป็นสถานที่สำคัญที่ผู้คนต่างเฝ้ารอชมทุกครั้งที่มีการเฉลิมฉลอง
บนยอดหอคอยนั้น หญิงสาวที่งดงามราวราชินียืนอยู่ เธอคือ อิซาเบลล่า หญิงสาวที่ผู้คนต่างขนานนามว่าเป็นผู้มีพลังและงดงามที่สุดในเมืองเครสเซนเซีย เธอกำลังจะก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัวในโลกนี้เมื่อครบ 200 ปี
อิซาเบลล่ามีเส้นผมสีดำสนิทยาวสยายดั่งแพรไหม ผิวขาวเนียนละเอียดราวกับหิมะตัดกับดวงตาสีฟ้าสดใสที่ดูลึกลับ ริมฝีปากสีแดงระเรื่อและจมูกโด่งเป็นสันทำให้ใบหน้าของเธอดูเฉี่ยวคมและมีเสน่ห์จนยากจะละสายตา
เธอยืนทอดสายตามองออกไปยังเมืองเบื้องล่าง ผู้คนใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง เสียงหัวเราะและความคึกคักของเมืองตัดกับความเงียบสงบบนยอดหอคอยที่เธอยืนอยู่
แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ เลือนหาย ดวงจันทร์เริ่มปรากฏบนฟ้า พร้อมกับความเย็นเยียบที่แทรกซึมเข้ามาในหัวใจของอิซาเบลล่า
ดวงตาสีฟ้าจ้องมองไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ราวกับกำลังค้นหาคำตอบในความเงียบงัน ความทรงจำอันขมขื่นในหัวของเธอ ฉายชัดเหมือนเงาที่ไม่มีวันลบเลือน
อิซาเบลล่าเกิดมาในครอบครัวที่พิเศษ ครอบครัวที่ผู้คนต่างยกย่องและเคารพนับถือ ครอบครัวของเธอคือผู้พิทักษ์ที่ถูกกำหนดโดยโชคชะตาให้เป็นผู้ถือครองพลังวิเศษ ทุกชีวิตในครอบครัวของเธอคือความหวังของเมือง
ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ว่าทายาทแต่ละคนจะมีพลังอะไร จนกว่าพลังนั้นจะตื่นขึ้น แต่เพียงการมีอยู่ของพวกเขา ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย
แต่แล้วในคืนหนึ่ง คืนที่นางยังเป็นเด็ก คืนที่เธอยังยิ้มร่าเริงและวิ่งเล่นในห้องนอน ความสงบสุขทั้งหมดก็ถูกทำลายลง
เสียงกรีดร้องดังก้องไปทั่วอาณาเขต เปลวไฟลุกโชนรอบตัว แผ่ความร้อนระอุจนแทบหายใจไม่ออก บ้านหลังใหญ่ที่เคยอบอวลด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่นกลับกลายเป็นสนามรบ เงามืดนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าทำลายทุกสิ่ง ทุกชีวิตในนั้น โดยไม่มีใครแม้แต่คนเดียวเข้าช่วยเหลือ….
อาร์คเทอัส พ่อของอิซาเบลล่า ชายผู้เป็นที่เคารพรักของทุกคน ผู้ปกป้องเมืองด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ ยืนอยู่เบื้องหน้าเธอ เขาต่อสู้สุดกำลัง แต่ศัตรูที่ไม่มีใครรู้จักนั้นร้ายกาจเกินต้านทาน
“ท่านพ่อ!”
อิซาเบลล่าร้องเสียงสั่น ใบหน้าของเธอเปื้อนคราบน้ำตา
อาร์คเทอัส หันกลับมา ดวงตาอ่อนโยนมองลูกสาวคนโตเป็นครั้งสุดท้าย เขายกมือขึ้นช้า ๆ ร่ายปราการเวทมนตร์ที่แข็งแกร่งล้อมรอบอิซาเบลล่าไว้
“ชู่…อลิซอย่าร้อง..ลูกต้องตั้งสติ มันคือชะตากรรมของพวกเรา อย่ากลัว อย่าได้โทษตัวเอง…”
เสียงของเขาแผ่วเบา แต่หนักแน่น
“และจงจำไว้ ว่าพ่อรักลูกสุดหัวใจ…”
“ไม่! ท่านพ่อ!”
อิซาเบลล่าส่ายหัวระรัว เธอพุ่งตัวเข้าหาปราการเวทมนตร์ พยายามทุบมันเพื่อออกไปช่วยพ่อของเธอ
“ไม่! ได้โปรด! ท่านพ่อ!”
อิซาเบลล่ากรีดร้องลั่น น้ำตาอาบเต็มสองแก้ม เธอมองภาพที่พ่อและแม่ของเธอถูกเงามืดพุ่งเข้าใส่จากทุกทิศทาง
ร่างของ อาร์คเทอัส ทรุดลงช้า ๆ แต่แววตายังคงจับจ้องมายังเธอ
“จงมีชีวิตต่อไป…และปกป้องทุกคนแทนข้า…”
คำพูดสุดท้ายของเขาดังก้องในหัว
“ท่านพ่ออย่าทิ้งข้าไป…ได้โปรด…อย่าทิ้งข้าไป!”
อลิซร้องไห้แทบขาดใจ สองมือยังคงทุบปราการเวทมนตร์อย่างสุดกำลังแต่กลับไร้ผล
อิซาเบลล่าหันไปมองมารดา ผู้หญิงที่เป็นทั้งความรัก ความอบอุ่น และความปลอดภัยในชีวิตของเธอ ดวงตาของมารดายังเปี่ยมด้วยความอ่อนโยน แม้ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต
นางกำลังโอบกอดบิดาไว้แน่น ราวกับว่าแม้ความตายก็ไม่อาจพรากพวกเขาออกจากกัน มือเรียวของนางกลับสั่นระริก ขณะที่ส่งพลังทั้งหมดเข้าสู่ปราการเวทมนตร์ที่ล้อมรอบอิซาเบลล่า
“ท่านแม่…ได้โปรด”
อิซาเบลล่าพึมพำเสียงสั่น น้ำตาไหลไม่หยุด
“อลิซ…”
เสียงของนางเบา แต่กลับชัดเจนในใจของอิซาเบลล่า
“แม่รักเจ้า…และแม่ดีใจที่มีเจ้าเป็นลูก…”
คำพูดที่ราวกับปลิดวิญญาณของอิซาเบลล่า สะท้อนก้องอยู่ในปราการเวทมนตร์ ดวงตาสีฟ้าของเธอเบิกกว้าง เมื่อเห็นมารดายังคงส่งพลังเข้าสู่ปราการ ทั้งที่ร่างกายของนางแทบจะทรงตัวไม่ไหว
“ไม่…..กรี๊ดดดด”
“ท่านแม่!”
อิซาเบลล่ากรีดร้องอีกครั้ง เสียงแหลมสูงของเธอกรีดแทงความเงียบงัน เธอแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เงาดำจำนวนมากพุ่งเข้าสู่ร่างของมารดา และน้องชาย ราวกับสัตว์ร้ายที่ตะครุบเหยื่อโดยไร้ความปรานี ภาพรอยยิ้มสุดท้ายของมารดาที่ร่วงล่นราวกับหัวใจถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ
นานนับชั่วโมงที่เธอพยายามปลดปราการเวทมนตร์ แต่พลังที่ล้อมรอบเธอนั้นแข็งแกร่งเกินไป
ท่ามกลางเสียงสะอื้นที่เคยดังอยู่ในปราการ เสียงนั้นค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว
อิซาเบลล่า เด็กน้อยวัยเยาว์ นั่งทรุดลงกับพื้น ร่างเล็ก ๆ ของเธอแนบชิดกับปราการเวทมนตร์ที่ยังคงปกป้องเธอจากเงาดำและเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำอยู่รอบตัว
เธอจ้องมองภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า เปลวเพลิงที่แผดเผาทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึงร่างของบิดา มารดา และน้องชายที่เพิ่งเกิดได้ไม่นาน เสียงไฟลุกไหม้ผสานเสียงลมเหมือนเสียงกรีดร้องที่ดังระงม แต่เธอกลับไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว
ดวงตาสีฟ้าของเธอจับจ้องไปยังร่างของผู้ที่เธอรักที่สุด ร่างที่เคยอบอุ่นเคียงข้าง ตอนนี้กำลังค่อย ๆ ถูกกลืนหายไปในกองไฟ
อิซาเบลล่าไม่ได้กรีดร้องอีกต่อไป เสียงของเธอแหบแห้ง น้ำตาที่เคยไหลรินกลับหยุดนิ่ง เธอนั่งจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ราวกับเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ในฝันร้ายที่ไม่มีวันสิ้นสุด
หัวใจของเธอเต้นช้าลงจนแทบไม่รู้สึก ร่างกายเล็ก ๆ ของเธอชาหนึบจนแม้แต่ลมหายใจยังดูยากลำบาก
เปลวเพลิงยังคงลุกโชน แสงของมันสะท้อนในดวงตาของเธอที่ไร้ประกาย
"ทำไม…"
คำถามที่ไม่มีคำตอบวนเวียนอยู่ในหัวของเธอ
ความหนาวเย็นแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ความร้อนของเปลวไฟ ร่างของอิซาเบลล่าชาไปหมดจนไม่รู้สึกอะไร เธอยังนั่งนิ่งอยู่ในปราการเวทมนตร์ ทอดสายตามองซากเถ้าธุลีของครอบครัว
ร่างเล็กไม่ได้ส่งเสียงใดอีกต่อไป ไม่มีคำพูด ไม่มีน้ำตา มีเพียงความเงียบที่หนักอึ้งและลมหายใจที่แผ่วเบา
ร่างของเธอเหมือนถูกพันธนาการไว้ด้วยความเจ็บปวดที่ไม่มีวันลบเลือน เด็กหญิงที่เคยวิ่งเล่นอย่างไร้กังวลคนนั้นได้หายไปแล้ว เหลือเพียงอิซาเบลล่าที่นั่งอยู่กับความว่างเปล่า
เมื่อแสงแรกของวันสาดส่องเข้ามา ความมืดมิดของค่ำคืนที่เต็มไปด้วยการสูญเสียก็จางหายไป ท้องฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนสีจากดำสนิทเป็นสีครามจาง แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ทอประกายลงมายังพื้นดินที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังและเถ้าถ่าน เศษซากของความหวังและความสุขในอดีตถูกกลืนหายไปในภาพความโศกเศร้า
ท่ามกลางเถ้าถ่านที่ปลิวตามสายลม ปราการเวทมนตร์ที่ปกป้องอิซาเบลล่าไว้ค่อย ๆ สลายตัว เศษละอองแสงระยิบระยับโปรยปรายกลางอากาศ คล้ายเสียงกระซิบสุดท้ายของผู้ที่จากไป เธอยืนนิ่ง มองดูปราการเวทมนตร์ที่เคยเป็นดั่งเกราะป้องกันสุดท้ายของเธอ มันค่อย ๆ กลายเป็นคริสตัลรูปหยดน้ำสีฟ้าใสลอยอยู่กลางอากาศ
คริสตัลนั้นเปล่งแสงอ่อนโยน แต่ความงดงามนั้นกลับเพิ่มความปวดร้าวให้หัวใจของอิซาเบลล่า ดวงตาสีฟ้าของเธอเปียกชื้นจากน้ำตาที่ไม่มีวันหยุดไหล ราวกับหัวใจของเธอถูกบีบรัดจนแทบเต้นต่อไปไม่ไหว เธอเพ่งมองคริสตัลใสบริสุทธิ์นั้น ราวกับมองเข้าไปในหัวใจที่เต้นครั้งสุดท้ายของครอบครัวที่เคยคุ้มครองเธอ
ในคริสตัลนั้น ปรากฏสิ่งล้ำค่า ไข่มังกรใบจิ๋วสีทองซ่อนตัวอยู่ในแสงสีฟ้าของคริสตัล ใบหน้าของอิซาเบลล่าแสดงความไม่เชื่อ ริมฝีปากของเธอสั่นเทา
“นี่คือสิ่งสุดท้ายที่พวกท่านทิ้งไว้ให้ข้าหรือ…”
เธอกระซิบกับตัวเอง เสียงของเธอแผ่วเบา น้ำเสียงสั่นเครือ เธอค่อย ๆ ยกมือเรียวบางขึ้น รับคริสตัลหยดน้ำที่ลอยลงมาสัมผัสมือของเธอ
มันเย็นและใสบริสุทธิ์ ราวกับเป็นตัวแทนของความรัก ความหวัง และความเสียสละทั้งหมดที่ครอบครัวของเธอหลงเหลือไว้ เธอกำมันไว้แน่น ราวกับกลัวว่ามันจะหลุดลอยไป
“ข้าจะทำตามที่ท่านต้องการ ท่านพ่อ…”
เธอกล่าวด้วยเสียงเบาราวกับคำสาบาน แววตาที่เคยเศร้าหมองเริ่มปรากฏประกายแห่งความตั้งใจ
ตั้งแต่วันนั้น ชีวิตของอิซาเบลล่าเปลี่ยนไปตลอดกาล เธอถูกพาตัวเข้าสภาเวทมนตร์ สถานที่ที่เต็มไปด้วยพ่อมดแม่มดผู้สูงวัยและทรงอำนาจที่สุดในเมือง ดวงตาหลายคู่จับจ้องเธอ ไม่ใช่ในฐานะเด็กหญิงผู้สูญเสียครอบครัว แต่ในฐานะเครื่องมือของเมือง
“เจ้าคือความหวังเดียวของเรา”
คำพูดนี้ถูกกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากผู้คนรอบข้าง เธอถูกเคี่ยวเข็ญให้ใช้พลังเพื่อปกป้องผู้คน ถูกบังคับให้แข็งแกร่ง ชีวิตในแต่ละวันเต็มไปด้วยการเรียนรู้เวทมนตร์อันซับซ้อน การฝึกฝนพลังอย่างเข้มงวด และการทดสอบความสามารถอย่างไม่หยุดยั้ง
ร่างเล็กที่เคยเปราะบาง กลับแข็งแกร่งขึ้นจากภายใน แต่หัวใจของเธอยังคงปวดร้าวและโดดเดี่ยว สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเธอ คือ อากริมัส มังกรสหายเพียงหนึ่งเดียวของเธอ
เด็กคนอื่นอาจวิ่งเล่นกลางแสงแดด มีอ้อมกอดของพ่อแม่ แต่เธอกลับต้องอยู่ในห้องมืด ๆ ฝึกฝนเวทมนตร์จนร่างกายอ่อนล้า เสียงของผู้ฝึกสอนดังก้องในหัว
“เจ้าไม่มีสิทธิ์ล้มเหลวอลิซ"
ทุกคนต่างเฝ้ามองเธอด้วยความหวัง การมีเธออยู่ทำให้ผู้คนรู้สึกอุ่นใจ ผู้คนเชื่อมั่นว่าอิซาเบลล่าคือผู้ที่จะนำพาความสงบสุขมาสู่เมือง
แต่…แล้วเธอล่ะ?
เธอถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในคืนที่เงียบสงัดที่สุด เธอมักนั่งอยู่เพียงลำพัง น้ำตาที่ไม่มีใครเคยเห็นร่วงหล่นจากดวงตาสีฟ้าของเธอ
“อิซาเบลล่า…"
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความเศร้าดังมาจากด้านหลัง อิซาเบลล่าไม่หันกลับไป แต่เอ่ยตอบเสียงเบา
“ท่านลุง… ข้าจะอายุครบ 200 ปีแล้ว…”
เดเมเทรียนจ้องมองเงาหลังของหญิงสาวด้วยความเจ็บปวด เขาเป็นเพื่อนสนิท อาร์คเทอัส พ่อของอลิซ
เขามองดูเด็กสาวที่ครั้งหนึ่งเคยร่าเริงสดใส แต่บัดนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นหญิงสาวผู้แบกรับภาระอันหนักหน่วง เด็กที่เคยหัวเราะอย่างไร้กังวล ไม่เคยยิ้มได้เต็มใบหน้าอีกเลยตั้งแต่วันที่สูญเสียครอบครัว
เด็กน้อยผู้เคยร่าเริงคนนั้นหายไปแล้ว เหลือเพียงหญิงสาวที่แบกรับภาระอันหนักหนา ข้าหวังเหลือเกินว่าเจ้าจะยิ้มได้อีกครั้ง… เดเมเทรียนพึมพำในใจ แต่เขารู้ดีว่าคำอวยพรนั้นช่างห่างไกลเหลือเกิน
“ท่านลุง…"
อลิซเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความจริงจัง ดวงตาสีฟ้าของเธอจ้องมองเดเมเทรียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
"พลังของพ่อมดมืดกำลังแข็งแกร่งขึ้นมาอีกครั้ง ท่านไม่ควรละเลยเรื่องนี้"
เดเมเทรียนหันมามองหลานสาวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด
"อลิซ ลุงรู้ แต่ทางสภานั้นยังไม่ออกคำสั่ง เราทำอะไรได้ไม่มากนัก…"
อลิซหัวเราะเยาะในลำคอ ยกยิ้มขมขื่นบนใบหน้าที่งดงามจนสะกดสายตาของผู้คน
"ท่านพ่อ…ท่านให้ข้าปกป้องสิ่งใดกัน ข้านั้นไม่เข้าใจท่านเลยสักนิด"
เธอพูดพลางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ากว้างราวกับต้องการให้บิดาที่จากไปได้ยิน
“ท่านปกป้องคนที่จดจำท่านไม่ได้ด้วยซ้ำ…"
บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่าน แต่ไม่นาน เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้น พร้อมเสียงเรียกที่กระหึ่มมาแต่ไกล
“ท่านพ่อ! อลิซ!"
เซเวียร์ พ่อมดหนุ่มร่างสูงใหญ่ปรากฏตัวขึ้น ดวงตาสีเทาของเขาส่องประกายราวกับพายุที่คุกรุ่น ใบหน้าหล่อเหลาคมคายถูกย้ำด้วยความโกรธและห่วงใย
เขามีโครงหน้าชัดเจน คิ้วหนา ดวงตาที่แหลมคมดุจเหยี่ยว จมูกโด่ง ริมฝีปากหยักได้รูป รูปร่างสูงสง่าเต็มไปด้วยมัดกล้ามของผู้ที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก ชุดคลุมพ่อมดสีดำสนิทที่เขาสวมทับตัดกับเส้นผมสีน้ำตาลเข้ม
“ทางสภาไม่อนุมัติคำขอเสริมปราการของท่าน!"
เซเวียร์ตะโกนด้วยน้ำเสียงเดือดดาล
"พวกเขามันบ้าไปแล้ว! อ้างแต่ว่าไม่จำเป็น เพราะล่าตะเวนกี่ครั้งก็ไม่พบเงามืดสักครั้ง พวกเขาไม่เชื่ออลิซสักนิด!"
“ใจเย็น ๆ เซเวียร์…"
เดเมเทรียนเอ่ยเสียงเรียบ แต่ดวงตาของเขาฉายแววเคร่งขรึม
"อาจจะต้องใช้เวลา"
อลิซหันไปมองเซเวียร์ ดวงตาของเธอสั่นไหวเล็กน้อย เธอรู้ดีว่าเขาเป็นทั้งเพื่อนและผู้ที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอด ตั้งแต่เดเมเทรียนรับเลี้ยงเธอ เซเวียร์เปรียบเสมือนพี่ชายอีกคน
เธอยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ย
"ช่างพวกเขาเถอะ เซเวียร์… เตรียมตัวตามที่ข้าบอกไว้ก่อนก็พอ"
“อลิซ แต่…"
เซเวียร์เอ่ยค้าน แต่ถูกขัดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลของเธอ
“ไม่เป็นไร"
เธอพูดพลางยกสายตามองไปยังท้องฟ้า
"อย่างน้อยข้าก็ได้ทำตามที่ท่านพ่อต้องการ…"
คำพูดของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ปิดซ่อน แต่ในดวงตาสีฟ้ายังคงแฝงแสงแห่งความมุ่งมั่น ราวกับเธอยังยืนหยัดที่จะปฏิบัติหน้าที่สุดท้ายที่บิดามอบหมายไว้ให้
บทที่2
ท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือเมืองแห่งเวทมนตร์เปล่งประกายราวกับผืนผ้าประดับด้วยดวงดาว แสงจันทร์สีเงินทอประกายอ่อนโยนลงมาสู่ลานกว้างใจกลางเมือง
โคมไฟหลากสีลอยละล่องเหนือศีรษะราวกับลูกแก้วคริสตัลมีชีวิต โคมระย้ากลางลานส่งแสงระยิบระยับเหมือนดวงดาวที่ส่องสว่างเหนือขอบฟ้า
โต๊ะยาวที่จัดไว้ล้อมรอบลานกลางเมืองถูกปูด้วยผ้าสีเงินลวดลายวิจิตร จานอาหารและแก้วไวน์ลอยขึ้นลงเบา ๆ เสิร์ฟเหล่าพ่อมดแม่มดที่นั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
บางคนหัวเราะอย่างอารมณ์ดี บางคนใช้ไม้กายสิทธิ์ร่ายคาถาเล็ก ๆ เพื่อสร้างลูกบอลแสงลอยขึ้นประดับท้องฟ้า
เสียงดนตรีบรรเลงจากวงดนตรีเวทมนตร์ เสียงแตรที่เปล่งท่วงทำนองแสนไพเราะ กลมกลืนไปกับเสียงไวโอลินที่ขับขานด้วยเวทมนตร์ที่ไม่มีผู้ใดสัมผัส ดอกไม้ไฟหลากสีพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ประกายแสงของมันทอดเงาให้เมืองแห่งนี้ดูราวกับดินแดนในเทพนิยาย
บนอาคารที่ลอยอยู่เหนือพื้นดิน แม่มดบางคนใช้ไม้กายสิทธิ์บังคับอาหารและเครื่องดื่มให้ลอยมาส่งถึงมือ พ่อมดบางคนใช้พลังสร้างภาพลวงตาเป็นสัตว์เวทมนตร์ตัวเล็ก ๆ ลอยล่องไปในอากาศ เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นอยู่
อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานของน้ำผึ้งเวทมนตร์ และเครื่องดื่มที่บ่มพิเศษในถังไม้โอ๊คอายุนับร้อยปี เสียงเพลง เสียงหัวเราะ และเสียงแก้วไวน์ที่ชนกันดังไปทั่ว สร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขและชีวิตชีวา
ผู้คนทุกเพศทุกวัยในเมืองต่างแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอันวิจิตรตระการตา เพื่อนำของขวัญและคำอวยพรมาให้อิซาเบลล่า สตรีที่พวกเขารักและเคารพ วันเกิดปีที่ 200 ของเธอถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ดวงตาของทุกคนต่างเปล่งประกายยามพูดถึงนาง
อิซาเบลล่า ผู้ที่ยืนอยู่กลางลานในชุดสีเงินลวดลายดวงดาว งดงามราวกับเทพธิดา สายตาของเธอทอดมองผู้คนที่รื่นเริงในงาน ใบหน้างดงามของเธอประดับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ
แต่ภายใต้ความงดงามนั้น ใจของเธอกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้
ความสุขที่เคยเปี่ยมล้นในลานกว้างเริ่มจางหาย เมื่อสายลมเย็นยะเยือกพัดผ่าน เสียงหัวเราะค่อย ๆ เงียบลง ผู้คนเริ่มมองไปรอบ ๆ อย่างหวาดระแวง
"เกิดอะไรขึ้น…"
เสียงกระซิบดังขึ้นจากมุมหนึ่ง
ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวถูกปกคลุมด้วยเงาดำหนาทึบ ดวงจันทร์ที่เคยส่องแสงเจิดจ้าถูกบดบังจนลับหายไปในพริบตา เปลวไฟจากโคมไฟที่ลอยอยู่เริ่มดับทีละดวง ราวกับมีมือมืดปิดมันทีละดวง
ทันใดนั้น เงามืดจำนวนมากพุ่งเข้ามาจากทุกทิศทาง รูปร่างของมันบิดเบี้ยว ราวกับปีศาจจากฝันร้ายที่หลุดออกจากขุมนรก เสียงกรีดร้องดังระงม เหล่าพ่อมดแม่มดที่เคยสนุกสนานในงานเลี้ยงต่างวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต
อิซาเบลล่ายกมือเรียวขึ้นร่ายเวทมนตร์ ปราการเวทสีทองส่องประกายลุกขึ้นครอบคลุมเหล่าพ่อมดแม่มดทั้งหมดในพริบตา ปราการแก้วขนาดใหญ่ที่เปล่งประกายราวกับแสงอาทิตย์ช่วยปกป้องผู้คนจากเงามืดที่พุ่งเข้ามา
เงาดำจำนวนมหาศาลพยายามพุ่งชนปราการเวท ร่างบิดเบี้ยวของพวกมันกรีดร้องอย่างเกรี้ยวกราด เสียงการกระแทกดังก้องราวกับสายฟ้าฟาด แต่ปราการของอิซาเบลล่าก็ยังคงอยู่
"พ่อมดมืด!"
เสียงผู้คนตะโกนด้วยความหวาดกลัว เหล่าผู้อาวุโสในสภาที่เพิ่งตระหนักได้ถึงคำเตือนของอิซาเบลล่า ก็นึกเสียใจ
อิซาเบลล่ามองดูสถานการณ์ด้วยความสงบแต่หากใครสังเกตเห็น จะพบรอยยิ้มปรากฏที่มุมปากน้อย
“ถึงเวลาแล้วสินะ”
เหล่าพ่อมดแม่มดใช้ไม้กายสิทธิ์ของตนพยายามโจมตีเงามืดผ่านปราการเวท แต่ต้องตกตะลึงเมื่อเวทมนตร์ที่ปล่อยออกไปกลับสลายหายไปในอากาศ ราวกับมันเป็นเพียงสายลมอ่อนสำหรับเงามืดเหล่านั้น
บนท้องฟ้า ดวงตาสีแดงฉานขนาดมหึมาปรากฏขึ้นราวกับเป็นศูนย์กลางของความมืด มันจับจ้องลงมาที่เมือง ราวกับสัตว์ร้ายที่จ้องมองเหยื่อ เปลวไฟสีดำพุ่งลงมาจากฟ้า เผาผลาญอาคารและทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า
เหล่าผู้อาวุโสของสภารวมตัวกันกลางลานเมือง พวกเขาร่ายเวทมนตร์ที่ทรงพลังที่สุดเพื่อปกป้องเมือง ปราการเวทถูกเสริมให้แข็งแรงมากขึ้น แต่เมื่อร่างเวทโจมตีเงามืดพลังของพวกเขากลับถูกสะท้อนกลับราวกับไร้ความหมาย
เงามืดคืบคลานเข้ามาใกล้จนพวกเขาต้องถอยร่น แม้มีปราการเวทปกป้องอยู่ แต่เพียงแค่จ้องมองดวงตาสีแดงบนท้องฟ้า เข่าของพวกเขาก็ทรุดลงด้วยความหวาดกลัว
อิซาเบลล่ามองภาพนั้นด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง แต่ดวงตาสีฟ้าของเธอฉายแววเกลียดชังลึกซึ้ง
"เฮลมอร์ทิส…"
เธอกระซิบชื่อที่เปี่ยมไปด้วยความเกลียดชัง
ทันใดนั้น ร่างสูงใหญ่ของเซเวียร์ปรากฏตัวข้างกายของเธอ เขายกไม้กายสิทธิ์ขึ้นพร้อมปกป้องเธอจากเงามืดที่อยู่รอบตัว
"อลิซ ปราการนี้จะอยู่ได้นานเท่าใด?”
เซเวียร์ถามเสียงเข้ม สายตาจับจ้องไปยังดวงตาสีแดงบนท้องฟ้า
"อีก 30 นาที…"
อิซาเบลล่าตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ดวงตาของเธอไม่ละไปจากดวงตาสีแดงบนท้องฟ้า
เซเวียร์ขมวดคิ้ว
"เจ้า…เจ้าจะทำอะไร?”
อิซาเบลล่ายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะเปล่งเสียงผิวปากแหลมสูง
“วี๊ดดดด”
เสียงปีกกระพือดังสนั่นไปทั่วบริเวณ มังกรขนาดมหึมาสีดำสนิทพุ่งทะยานลงมาจากหอคอยกลางเมือง ร่างของมันใหญ่โตจนผู้คนต่างหลบหนี ดวงตาสีทองของมันส่องประกายราวกับเปลวไฟ
เกล็ดของมันเป็นประกายราวกับหินออบซิเดียน แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า ปีกกว้างจนราวกับครอบคลุมท้องฟ้าทั้งหมด เล็บที่แหลมคมราวกับมีดของมันสะท้อนแสงไฟ
"อากริมัส…"
อิซาเบลล่าเรียกชื่อของมังกรแห่งความมืดที่อยู่คู่กับเธอเสมอมา
มังกรคำรามเสียงก้อง พ่นลมหายใจสีดำพุ่งขึ้นฟ้าราวกับคำท้าทายต่อดวงตาสีแดง มันหมุนตัวในอากาศก่อนจะร่อนลงเคียงข้างอิซาเบลล่า ราวกับเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้อันดุเดือดที่กำลังจะเกิดขึ้น
“ไม่ อลิซ เจ้าไม่สามารถสู้พวกมันได้เพียงลำพัง!”
เซเวียร์รีบเอ่ยรั้งเสียงดัง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรน
เสียงลมหายใจของ อากริมัส ดังสะท้อน ทันทีที่มันพ่นลมหายใจแรงออกมา ร่างมหึมาของมังกรดำที่ยืนข้างกายอิซาเบลล่าก็ดูสง่างามและทรงพลัง ดวงตาสีทองของมันฉายแววแน่วแน่ คล้ายกำลังบอกทุกคนว่าการต่อสู้ครั้งนี้ อิซาเบลล่าไม่ได้อยู่ลำพัง
อิซาเบลล่ายกยิ้มจาง มือเรียวเอื้อมไปลูบปลายจมูกของมังกรดำด้วยความรักใคร่ อากริมัสก้มหัวลงต่ำตอบรับสัมผัสนั้น ราวกับทั้งสองเป็นหนึ่งเดียว
“ในโลกนี้ ข้า…อิซาเบลล่า…ไม่เคยผิดต่อผู้ใด”
นางเอ่ยเสียงนุ่ม แต่แฝงด้วยความหนักแน่น ดวงตาสีฟ้าของนางเต็มไปด้วยแสงประกาย
“แต่หากจะติดค้างผู้ใดในชีวิตนี้ ก็มีเพียงเจ้า…อากริมัส”
ดวงตาของมังกรดำปิดลงช้า ๆ อิซาเบลล่าแนบหน้าผากของตนกับจมูกของมัน น้ำเสียงที่เปล่งออกมานุ่มนวลราวสายลม
“ชาติหน้าข้าจะชดใช้ให้เจ้า…ดีหรือไม่?”
ดวงตาของเซเวียร์เบิกกว้าง ราวกับเริ่มเข้าใจเจตนาที่แท้จริงของอิซาเบลล่า
“ไม่ อลิซ!”
เซเวียร์ตะโกนลั่น
“อย่าทำแบบนี้!”
อิซาเบลล่าค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความแน่วแน่ และใบหน้านั้นประดับด้วยรอยยิ้มสดใสที่เซเวียร์ไม่ได้เห็นมานานหลายปี
“ข้าสัญญากับท่านพ่อไว้…ย่อมรักษาสัญญานั้นเซเวียร์”
นางเอ่ยพร้อมกับปล่อยมือจากมังกรชั่วครู่เพื่อสะบัดชุดคลุมของตนเอง ชุดสีขาวที่นางสวมใส่ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเกราะสีดำประกาย ราวกับนักรบในตำนานที่ฟื้นคืน
เซเวียร์ชะงักค้าง ความงดงามและความกล้าหาญของนางในตอนนี้ทำให้เขาหายใจไม่ออก
“อากริมัส ไปกันเถอะ”
อิซาเบลล่ากล่าวก่อนกระโดดขึ้นบนหลังมังกร มันแผ่ปีกขนาดใหญ่และกระพือขึ้นสู่อากาศ ร่างของอิซาเบลล่าและมังกรดำพุ่งทะยานออกไปนอกปราการอย่างสง่างาม
อากริมัสพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูง เป้าหมายคือดวงตาสีแดงบนท้องฟ้าที่มองลงมาอย่างเหยียดหยาม เปลวไฟสีทองพุ่งออกจากปากของมังกร มันเผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางหน้า เงามืดนับพันที่พยายามเข้ามาใกล้ถูกทำลายในพริบตา
อิซาเบลล่าร่ายเวทมนตร์จากบนหลังมังกร พลังของนางกวาดผ่านเงามืดที่เหลือรอด ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ภายในปราการ เหล่าพ่อมดแม่มดมองดูการต่อสู้ด้วยความละอายใจ บางคนกล้าหาญพอที่จะพุ่งออกไปช่วยเหลือ บ้างร่ายเวทมนตร์สนับสนุนจากด้านใน
“อลิซจะต้องการกำลังเสริม!”
เซเวียร์กล่าวเสียงเข้ม ก่อนจะร่ายเวทเรียกมังกรคู่ใจของตน มังกรสีเงินที่มีเกล็ดเป็นประกายดุจแสงจันทร์ปรากฏตัว เซเวียร์กระโดดขึ้นหลังมังกรและพุ่งออกไป
“พวกเราไม่อาจปล่อยให้พวกเขาสู้เพียงลำพัง!”
เสียงพ่อมดคนหนึ่งกล่าวขึ้น เหล่าพ่อมดแม่มดที่กล้าหาญต่างพุ่งออกจากปราการตามไป ร่วมต่อสู้เคียงข้างอิซาเบลล่า
อิซาเบลล่ามองเงามืดจำนวนมากที่พุ่งเข้ามา นางยกยิ้มเล็กน้อย
“ในที่สุด…ก็พบกันอีกครั้ง”
นางกระซิบ
“เรามาจบเรื่องนี้กันเถอะ”
เสียงคำรามของ อากริมัส ดังก้องฟากฟ้า ร่างมหึมาของมันเผชิญหน้ากับดวงตาสีแดงที่กำลังบิดเบี้ยวด้วยความร้อนรน
เงามืดนับพันที่พยายามเข้ามาขวางทางถูกเปลวไฟสีดำเผาผลาญจนสลายหายไปในพริบตา
บนหลังของอากริมัส อิซาเบลล่า ยืนมั่นคง ใบหน้างดงามของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ดวงตาสีฟ้าจ้องตรงไปยังเป้าหมายที่อยู่เบื้องหน้า นางจับจี้รูปหยดน้ำสีฟ้าแน่น แสงจากจี้ค่อย ๆ สว่างขึ้นจนกลายเป็นประกายสีทองที่เจิดจ้าครอบคลุมทั้งร่างของนางและมังกรคู่ใจ
"ถึงเวลาแล้ว…"
เสียงหวานแผ่วเบาดังขึ้น
ทันใดนั้น ดอกไม้สีทอง ที่ซ่อนอยู่ในตัวของอิซาเบลล่าปรากฏขึ้น มันลอยออกมาจากกลางอกของนาง กลีบดอกทั้งสามเปล่งแสงเจิดจ้าเหมือนดวงอาทิตย์ดวงน้อยที่ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางความมืด
ดวงตาสีแดงบนท้องฟ้าเริ่มขยับเคลื่อนไหว เปลวไฟสีดำพุ่งลงมาหมายทำลายล้าง แต่กลับถูกแสงจากดอกไม้สีทองสลายไปอย่างง่ายดาย เงามืดรอบตัวเริ่มถอยร่น แต่ก็ยังคงพยายามรวมตัวเข้าหาดวงตาสีแดงเพื่อสร้างเกราะป้องกัน
“เจ้าคือจุดจบของมัน…”
เสียงของบิดาดังก้องอยู่ในหัวของอิซาเบลล่า
นางหลับตาลงอีกครั้ง ก่อนที่ดวงตาสีฟ้าของนางจะเปิดขึ้นพร้อมแสงที่เปล่งประกายออกมาจากจิตใจ นางเอื้อมมือออกไปข้างหน้า ดอกไม้สีทองหมุนวนในอากาศ ก่อนพุ่งตรงไปยังดวงตาสีแดง
ตู้ม!!!
ในวินาทีนั้น ดอกไม้สีทองระเบิดพลังออกมา แสงสีทองที่เปล่งออกมากลืนกินทุกสิ่ง ฟากฟ้าสั่นสะเทือนราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ พลังแห่งความมืดและแสงสว่างปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นวงพลังทำลายล้างที่แผ่ขยายไปทั่ว
เซเวียร์เบิกตากว้างเมื่อเห็นร่างของอิซาเบลล่าและอากริมัสถูกกลืนหายไปในแสงนั้น ในวินาทีสุดท้ายใบหน้าของนางหันมามองเขาด้วยแววตาขอโทษ เซเวียร์พุ่งตัวออกไปแต่กลับถูกแรงพลังมหาศาลสะท้อนกลับ
"ไม่!!! อลิซ!!!"
เขาตะโกนลั่น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
เมื่อแสงสว่างดับลง เงามืดทุกสายสลายไปในทันที ดวงตาสีแดงที่เคยคุกคามบนท้องฟ้าหายไปเหลือเพียงความว่างเปล่า
เซเวียร์คุกเข่าลงกับพื้น เขายื่นมือออกไปคว้าบางสิ่งที่ไม่มีอยู่แล้ว ละอองแสงสีทองที่ยังคงลอยอยู่ในอากาศเหมือนเศษเสี้ยวของตัวตนของอิซาเบลล่า
"ข้ายังไม่ได้บอกเจ้าเลย…ว่า…"
น้ำตาของเขาหลั่งไหล
“ข้ารักเจ้า อลิซ…”
เขาพึมพำเสียงสั่น ร่างของเขาสั่นไหวด้วยความสิ้นหวังและโศกเศร้า
ลมเย็นพัดผ่านลานกว้าง เศษซากของเงามืดและซากอาคารที่ถูกทำลายยังคงอยู่ แต่ท้องฟ้าค่อย ๆ คืนแสงจันทร์ที่สดใสกลับมา
แต่สำหรับเซเวียร์…โลกของเขาไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมอีกต่อไป
บทที่3
แสงสีทองสว่างจ้าราวกับจะแผดเผาทุกสิ่งในมิติ เศษละอองแสงลอยวนเหมือนเกล็ดหิมะที่ไม่มีจุดสิ้นสุด
อลิซ และ อากริมัส ถูกดูดเข้าไปในห้วงแห่งกาลที่ไม่รู้จัก ดอกไม้สีทองที่คิดว่าสหลายไปแล้วกับปรากฏอยู่ตรงหน้า สายลมแห่งมิติว่างเปล่าเริ่มพัดแรงเหมือนพายุ แรงเหวี่ยงมหาศาลทำให้พวกเขาแยกออกจากกัน
"อากริมัส!!!"
เสียงกรีดร้องของอลิซดังก้อง เธอพยายามเอื้อมมือคว้าร่างมังกรคู่ใจที่ถูกแรงดึงลากไปในทิศทางตรงข้าม น้ำตาเอ่อคลอในดวงตา แต่ไม่อาจยื้อไว้ได้
"ข้าจะตามหาเจ้าให้เจอ!!!"
อลิซพยายามตะโกน แต่เสียงของเธอถูกกลืนหายไปในความว่างเปล่า
แรงดึงดันสุดท้ายฉุดร่างของเธอให้หมุนคว้างจนหมดสิ้นการควบคุม ทุกอย่างกลายเป็นความมืด
เฮือก! อลิซหายใจเฮือกใหญ่เมื่อรู้สึกถึงอากาศที่ไหลเข้าปอดอย่างแรง ร่างกายของเธอหนักอึ้งและแปลกประหลาด แต่สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ เสียงที่เธอเปล่งออกมานั้นกลับไม่ใช่เสียงของเธอ
“อุแว๊ๆๆ!"
เสียงร้องของทารกที่ดังกังวานพร้อมเวลาที่เธอพูดทำให้เธอชะงัก ดวงตาเบิกกว้าง แต่การมองเห็นกลับไม่ชัดเจน ภาพที่เห็นตรงหน้าเบลอราวกับอยู่ในหมอก
“ไป๋เฟิ่งมี่ ลูกแม่…"
เสียงอ่อนโยนของหญิงสาวคนหนึ่งที่คุ้นเคย ดังขึ้นในความสลัว อ้อมกอดที่อบอุ่นโอบล้อมร่างเล็ก ๆ ของเธอไว้ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสมุนไพรและผ้าฝ้ายที่นุ่มนวลทำให้เธอรู้สึกถึงความปลอดภัย
“ท่านแม่…"
อลิซพยายามเปล่งเสียง แต่สิ่งที่ออกมาคือเสียงร้องไห้แหลมสูง
"อุแว๊ๆๆ!"
เธอพยายามจะขยับตัว แต่กลับพบว่าร่างกายเล็กจิ๋วและไม่มีเรี่ยวแรง แขนขาที่เคยแข็งแกร่ง กลับกลายเป็นแขนขาของทารกน้อยที่อ่อนแอ
“บุตรสาวของข้า!"
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำของชายหนุ่มดังขึ้น ราวกับน้ำเสียงแห่งความภาคภูมิใจที่ไม่อาจซ่อนได้
“คุณหนู แข็งแรงมากเจ้าค่ะ!"
เสียงของใครอีกคนเอ่ยขึ้นด้วยความยินดี
อลิซพยายามมองไปยังใบหน้าของผู้คนเหล่านั้น แต่กลับเห็นเพียงภาพเลือนลาง ผู้หญิงที่มีน้ำเสียงอ่อนโยน ผู้ชายที่เปล่งเสียงหัวเราะอย่างปลื้มปิติ
ในชั่วขณะนั้น เธอรู้สึกถึงมืออุ่น ๆ ที่ลูบหัวเล็ก ๆ ของเธอ และริมฝีปากที่จุมพิตเบา ๆ ลงบนหน้าผาก
“ไป๋เฟิ่งมี่ ลูกแม่…"
น้ำเสียงนี้ทำให้อะไรบางอย่างในใจของอลิซสั่นไหว
“เฟิ่งมี่…"
เธอคิดในใจ รู้สึกถึงบางสิ่งที่แตกต่างและแปลกใหม่ แต่แล้วความอ่อนล้าที่ถาโถมเข้ามาทำให้เธอค่อย ๆ หลับตาลง เสียงที่แผ่วเบาลงเรื่อย ๆ และกลิ่นอายแห่งความรักอบอวลไปทั่ว
อย่าให้มันเป็นเพียงแค่ความฝันเลย… เธอคิดในใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ความมืดมิดและความอบอุ่นจะครอบคลุมจิตใจของเธอ
ดวงตาเล็ก ๆ ของเฟิ่งมี่ค่อย ๆ ลืมขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ นางกลับเห็นทุกสิ่งอย่างชัดเจน ท่ามกลางแสงอบอุ่นในห้องเล็ก ๆ ดวงตากลมโตของนางจับจ้องไปยังใบหน้าของหญิงสาวผู้หนึ่ง
ใบหน้าเหมือนมารดาของนางไม่ผิดเพี้ยน ใบหน้างดงามอ่อนโยนประดับรอยยิ้มบาง ๆ มารดาของนางกำลังอุ้มนางไว้แนบอก ดวงตาของนางส่องประกายอ่อนโยนราวกับเป็นแสงแรกของวัน
“ลูกแม่…”
เสียงอ่อนหวานของมารดาเอ่ยเรียกเบา ๆ ขณะที่มือลูบศีรษะเล็ก ๆ ของนางด้วยความทะนุถนอม
เบื้องหลังมารดา ชายร่างสูงผู้หนึ่งกำลังโอบร่างของมารดาไว้แน่น เขาชะโงกหน้าเข้ามามองนาง ใบหน้าคมเข้มที่ดูแข็งแกร่ง แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและรักใคร่ ราวกับโลกทั้งใบของเขาหยุดหมุนเมื่อได้เห็นเด็กน้อยในอ้อมกอด
“ลูกสาวของเรา…”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างแผ่วเบา
เฟิ่งมี่จ้องมองทั้งสอง ดวงตากลมโตของนางเอ่อคลอด้วยน้ำตาที่ร่วงไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกอันอบอุ่นและโหยหาในใจที่ถูกกักเก็บไว้เป็นร้อยปีพุ่งเข้าถาโถมใส่นางอย่างไม่อาจควบคุม ความทรงจำถึงครอบครัวในอดีตทำให้นางรู้สึกเหมือนหัวใจถูกปลดปล่อย ข้าพบพวกท่านแล้ว
เสียงร้องไห้จ้าของเด็กน้อยดังขึ้น กึกก้องไปทั่วห้อง เฟิ่งมี่ส่งเสียงร้องที่เปี่ยมไปด้วยความคิดถึงและความรู้สึกหลากหลายที่ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง ร่างเล็ก ๆ ที่สั่นสะท้านในอ้อมกอดของมารดา ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความตื่นตระหนก
หยางจวิ้นขยับตัวไปมาอย่างร้อนรน ใบหน้าคร่ำเคร่งเต็มไปด้วยความเป็นห่วง มือใหญ่แตะเบา ๆ ที่ไหล่ของอี้หลันพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจ
"เรียกหมอมา! เดี๋ยวนี้!"
อี้หลันที่แม้จะเป็นหญิงสงบเยือกเย็น แต่ก็อดหลุดขำออกมาไม่ได้เล็กน้อย นางยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ท่านพี่…ท่านเป็นหมอหลวงนะเจ้าค่ะ"
หยางจวิ้นชะงักเล็กน้อย ราวกับเพิ่งตระหนักถึงข้อเท็จจริงนั้น แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยสิ่งใด เสียงร้องไห้จ้าของเฟิ่งมี่กลับหยุดลงอย่างกะทันหัน
ห้องที่เคยเต็มไปด้วยเสียงสะอึกสะอื้นพลันเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในลำคอของเด็กน้อย
ดวงตากลมโตที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำตาจับจ้องไปยังมารดาและบิดาของนาง ริมฝีปากเล็ก ๆ สั่นระริก ราวกับพยายามจะพูดสิ่งใด แต่กลับเปล่งได้เพียงเสียงแผ่วเบาไร้ความหมายของเด็กแรกเกิด
มารดาของนางยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ ดวงตาอ่อนโยนของนางจ้องมองบุตรสาวด้วยความรัก มือเรียวยกขึ้นลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเด็กน้อยเบา ๆ
"ลูกของแม่…อย่าตกใจไปเลย แม่อยู่นี่แล้ว"
หยางจวิ้นที่ยังยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจยาว มือใหญ่ของเขาเอื้อมมาลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเฟิ่งมี่บ้าง น้ำเสียงที่เคยตื่นตระหนกเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ
"เจ้าตัวน้อย…"
ดวงตากลมโตของเฟิ่งมี่ยังคงมองพวกเขาทั้งสอง น้ำตายังคงไหลอาบแก้มเล็ก ๆ ของ ท่านพ่อ… ท่านแม่…
เฟิ่งมี่อยากจะเอ่ยคำนี้ แต่สิ่งที่ออกจากปากของนางกลับมีเพียงเสียงสะอื้นเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายเกินจะเอื้อนเอ่ย
**ห้าเดือนผ่านไป***
ผ่านมาเพียงห้าเดือน ไป๋เฟิ่งมี่ตัวน้อยกลับกลายเป็นที่รักของทุกคนในจวนอย่างน่าประหลาดใจ นางเป็นเด็กเลี้ยงง่ายเสียจนทุกคนตกใจ ไม่มีเสียงร้องไห้งอแงให้ได้ยิน เว้นแต่ในยามที่นางขับถ่าย ซึ่งนางจะร้องเสียงแอ๊ แอ๊ เบา ๆ เป็นสัญญาณ บ่าวไพร่ต่างรีบเข้ามาดูทันทีราวกับกลัวว่านางจะไม่สบาย
เมื่อใดที่ไป๋หยางจวิ้น หรือไป๋อวี้หลัน อุ้มนางไว้ในอ้อมแขน เฟิ่งมี่ตัวน้อยจะส่งยิ้มกว้างจนทุกคนในจวนรู้สึกอบอุ่นหัวใจ รอยยิ้มเล็ก ๆ ของนางสามารถทำให้คนที่เหนื่อยล้าทั้งวันกลายเป็นสดชื่นขึ้นมาได้ในทันที
นางจะชูนิ้วเล็ก ๆ พร้อมทำเสียงอ่อ แอ้ คล้ายกับกำลังพยายามพูดบางสิ่ง ร่างเล็ก ๆ ของนางส่ายไปมาอย่างน่ารัก จนไม่ว่าใครที่มองเห็นต่างก็ใจละลาย
อย่างไรก็ตาม ความน่ารักของเฟิ่งมี่ไม่ได้สงบสุขเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อพี่ชายของนาง ไป๋เจี้ยนหาน เด็กชายวัยห้าปีที่คลั่งไคล้ในตัวน้องสาว เขามักพยายามอุ้มนางออกจากอ้อมแขนของบิดามารดาเพื่ออวดความเก่งของตนเอง
"น้องเฟิ่งมี่ต้องให้พี่ใหญ่อุ้มบ้าง!"
เสียงไป๋เจี้ยนหานพูดด้วยน้ำเสียงทะนงตน ขณะพยายามเข้ามาแย่งเฟิ่งมี่จากอ้อมอกของมารดา
ทันใดนั้นเอง เฟิ่งมี่ตัวน้อยที่ยิ้มหวานอยู่กลับเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็ว นางเบะปากน้อย ๆ ก่อนจะเริ่มพ่นน้ำลายใส่ไป๋เจี้ยนหานเป็นการตอบโต้ ราวกับเป็นวิธีปกป้องพื้นที่ของนาง
“มี่มี่ พ่นน้ำลายใส่พี่อีกแล้ว!”
ไป๋เจี้ยนหานอุทานเสียงดังพลางถอยหนีเล็กน้อย ใบหน้าเขามีทั้งความตกใจและน้อยใจ
ไป๋อวี้หลันที่เห็นเหตุการณ์กลับหลุดหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะอุ้มนางขึ้นลูบหลังปลอบโยน
“โอ๋ ๆ เจ้าตัวน้อย แม่อยู่นี่แล้ว”
แต่เฟิ่งมี่ตัวน้อยกลับชูนิ้วเล็ก ๆ และทำเสียงอ่อ แอ้ คล้ายจะบอกมารดาว่า ข้าไม่ผิด! เขามายุ่งกับข้าเอง!
ไป๋เจี้ยนหานที่ยืนเช็ดหน้าอยู่อีกมุมส่งเสียงฮึดฮัด
“มี่มี่ พี่จะรักเจ้าน้อยลง…เอ่อนิดนึงแล้วนะ!”
เฟิ่งมี่ตัวน้อยไม่ได้ตอบอะไรนอกจากส่งเสียงหัวเราะคิกคักเบา ๆ ดูเหมือนจะรู้ดีว่าตนเองชนะอีกครั้งในการปกป้องบิดามารดาจากการแย่งชิงของพี่ชาย
ผ่านมาแล้ววันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ไป๋เฟิ่งมี่ตัวน้อยบัดนี้อายุครบ 3 หนาว นางเติบโตขึ้นเป็นเด็กหญิงที่งดงามจนใครต่อใครในจวนต่างหลงรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
เฟิ่งมี่มีเส้นผมสีดำเงางามที่ถูกจัดแต่งเป็นมวยผมจุกสองข้าง ดูราวกับตุ๊กตาน้อย ผิวของนางขาวเนียนราวหิมะที่ปกคลุมภูเขาในฤดูหนาว แก้มทั้งสองข้างอมชมพูเหมือนกลีบดอกเหมยที่เพิ่งผลิบาน ดวงตากลมโตของนางเปล่งประกายราวกับลูกกวางน้อยที่มองโลกด้วยความใสซื่อและอยากรู้อยากเห็น
วันนี้เฟิ่งมี่สวมชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนประดับลวดลายดอกไม้เล็ก ๆ ดูเรียบง่ายแต่งดงามเหมือนเจ้าหญิงตัวน้อยในนิทาน ชุดคลุมผืนบางที่ปักลวดลายดอกเหมยสีขาวเพิ่มความอ่อนหวานให้กับรูปลักษณ์ของนางยิ่งขึ้น รองเท้าปักลายสีเดียวกันพอดีกับเท้าเล็ก ๆ ยิ่งขับความน่ารักให้กับร่างน้อย
เฟิ่งมี่กำลังนั่งอยู่กลางลานสวน เด็กน้อยหัวเราะคิกคักเสียงใส ขณะพยายามไล่จับผีเสื้อสีเหลืองที่บินวนไปมา ดวงตากลมโตของนางเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น ทุกก้าวย่างของนางเต็มไปด้วยพลังและความสดใสที่ทำให้ใครที่มองต้องยิ้มตาม
"มี่มี่! อย่าวิ่งเร็วไป!"
เสียงเจี้ยนหานในวัย 8 หนาว ตะโกนเรียกน้องสาว ขณะที่เฟิ่งมี่หันมายิ้มหวานให้เขาก่อนจะหันกลับไปวิ่งไล่ผีเสื้ออย่างมีความสุข
แสงแดดที่ส่องลอดผ่านกิ่งไม้ลงมากระทบกับผมดำเงางามและชุดสีชมพูอ่อนของเฟิ่งมี่ ดูราวกับนางเป็นดวงดาวเล็ก ๆ ที่เปล่งประกายท่ามกลางสวนกว้าง เด็กน้อยผู้มีรอยยิ้มสดใสจนสามารถละลายหัวใจของทุกคนที่ได้พบเห็น
แต่ใครเล่าจะรู้ ว่าเด็กหญิงตัวน้อยที่วิ่งเล่นอยู่กลางสวนกลับไม่ได้เพียงแค่ไล่จับผีเสื้ออย่างที่ทุกคนเห็น หากแต่กำลังเจรจาอย่างเงียบ ๆ กับเจ้าผีเสื้ออสูรตัวหนึ่งแทน
ความสามารถเวทมนตร์ที่ซ่อนเร้นในตัวของเฟิ่งมี่เริ่มเผยออกมา นางสามารถใช้พลังเวทบางส่วนในโลกใหม่นี้ได้ แม้ไม่สมบูรณ์เช่นเดิม แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้นางมองเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของเจ้าผีเสื้ออสูรตัวนี้
ผีเสื้อที่ปรากฏในสายตาของคนทั่วไปเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กจิ๋วสีเหลืองสดใส แต่ในดวงตาของเฟิ่งมี่กลับเห็นเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีปีกเปล่งประกายแสงจาง ๆของแสงจันทร์ รูปร่างลึกลับราวกับมีอำนาจเวทซ่อนอยู่
ดวงตากลมโตของเฟิ่งมี่จับจ้องไปยังผีเสื้อ พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงใส
"เจ้าผีเสื้อ เจ้าทำพันธะสัญญากับข้าดีหรือไม่?”
ผีเสื้อหยุดชะงักบินในอากาศ ดวงตาเล็ก ๆ ของมันจับจ้องเด็กน้อยด้วยท่าทีประหลาดใจ
"หากข้าทำพันธะสัญญาแล้ว ข้าจะได้อะไร?”
เฟิ่งมี่ยิ้มน้อย ๆ
"อืม…เจ้าอยากได้อะไรล่ะ?”
เจ้าผีเสื้ออสูรบินวนไปมาเหมือนกำลังครุ่นคิด มันเอ่ยด้วยเสียงที่แฝงความขี้เล่น
"หากข้าจะทำพันธะสัญญา ข้าขอสิ่งหนึ่ง…ข้าต้องการสวนดอกไม้ที่เต็มไปด้วยดอกไม้เวทหลากสายพันธุ์ สวนที่มีอากาศเย็นสบาย แต่ไม่หนาวเกินไปตลอดทั้งปี ข้าเกลียดความหนาวเย็น แต่ก็ไม่ชอบความร้อนอบอ้าวเหมือนในทุ่งกว้าง"
เฟิ่งมี่เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะยิ้มกว้าง
"แค่นั้นเองหรือ? เจ้าช่างมีความต้องการที่น่ารักจริง ๆ"
เจ้าผีเสื้ออสูรตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"สวนดอกไม้เวทนั้นสำคัญต่อข้ามาก ดอกไม้ที่สดใสและอากาศที่พอเหมาะคือสิ่งที่ข้าต้องการที่สุด หากเจ้าทำให้ข้าได้ ข้าก็จะตอบแทนเจ้าอย่างซื่อสัตย์"
เฟิ่งมี่พยักหน้าเบา ๆ มือเล็กยกขึ้นเบื้องหน้า ผีเสื้ออสูรพลันหายเข้าไปในมิติเวทของนาง
เฟิ่งมี่หัวเราะคิกคัก ก่อนหันกลับไปหาพี่ชาย
"พี่ใหญ่ ข้าเหนื่อยแล้วเจ้าค่ะ อุ้มข้าหน่อย"
เจี้ยนหานยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามาอุ้มน้องสาวขึ้นแนบอก แก้มยุ้ยนั่นทำให้เขาอยากกอดและหอมนางทั้งวันทั้งคืน
"ได้สิ มี่มี่ของพี่ใหญ่"
"พาข้ากลับห้องหน่อยเจ้าค่ะ ข้าอยากอาบน้ำ"
"ได้เลย พี่ใหญ่จะพาเจ้าไป"
เจี้ยนหานพาน้องสาวไปส่งที่ห้อง บ่าวรับใช้อาเหมยรีบนำหน้าไปจัดเตรียมอ่างน้ำตามที่คุณหนูชอบ ดอกไม้หลากสีถูกโรยลงในอ่างที่เต็มไปด้วยน้ำอุ่นหอมกรุ่น
เมื่อถึงหน้าห้องนอนของนาง เฟิ่งมี่ตัวน้อยส่งยิ้มหวานจนเจี้ยนหานแทบละลาย
"ขอบคุณเจ้าค่ะ พี่ใหญ่ ข้ารักพี่ใหญ่ที่สุดเลย!"
เด็กน้อยโอบคอพี่ชายอย่างแน่น ก่อนจะจุ๊บแก้มเขาเบา ๆ ใบหน้าน้อย ๆ ของนางเปื้อนยิ้มอย่างไร้เดียงสา
เจี้ยนหานที่ไม่ทันตั้งตัวกับการแสดงความรักของน้องสาว ยืนนิ่งราวกับถูกแช่แข็ง ใบหน้าของเขาแดงก่ำตั้งแต่แก้มจนถึงปลายหู เสียงหัวเราะคิกคักของเฟิ่งมี่ดังขึ้นก่อนที่ร่างเล็ก ๆ จะไถตัวลงจากแขนพี่ชาย เดินเข้าเรือนไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้เจี้ยนหานยืนนิ่งเหมือนรูปสลัก
ดวงตาสีดำสนิทของเขาเบิกกว้างขณะมองตามน้องสาว แม้พยายามตั้งสติแต่ไม่อาจควบคุมหัวใจที่เต้นแรงจนรู้สึกได้
"น้องบอกว่ารักข้า…น้องบอกว่ารักข้า!"
เขาพึมพำกับตัวเองก่อนจะหมุนตัวกลับไปที่โถงใหญ่ ใบหน้าที่ยังคงแดงจัดเผยให้เห็นรอยยิ้มกว้าง เขาตัดสินใจทันที
"ข้าต้องบอกท่านพ่อ! ท่านพ่อจะต้องรู้ว่ามี่มี่ รักข้ามากกว่า!"
เสียงหัวเราะของเจี้ยนหานดังก้องไปกับสายลม เขาวิ่งไปด้วยความตื่นเต้น รอยยิ้มแห่งความสุขเปี่ยมล้นบนใบหน้าของพี่ชายที่หลงรักน้องสาวคนเล็กอย่างหัวปักหัวปำ
"พี่อาเหมย วันนี้มี่มี่อยากแช่ตัว ข้าแช่คนเดียวได้ พี่อาเหมยออกไปรอก่อนนะเจ้าค่ะ"
อาเหมยยิ้มกว้าง
"เจ้าค่ะคุณหนู"
นางเดินออกไปอย่างว่าง่าย
เมื่อไม่มีใครอยู่แล้ว เฟิ่งมี่จึงเร่งเปิดมิติเวทของตนเอง
“เข้ามิติ”
พรึ่บ! เบื้องหน้าของนาง เป็นสถานที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ทุ่งหญ้าสีเขียวขจีทอดยาวไปจนถึงขอบฟ้า เรือนไม้ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่ง ที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเวทมนตร์ที่เปล่งประกายรอบบริเวณ
เฟิ่งมี่ร่ายเวทมนตร์เบา ๆ ดอกไม้เวทหลากสีเริ่มผลิบานรอบตัวนางราวกับตอบรับคำสั่ง พื้นดินในบริเวณนั้นเย็นสบายขึ้น แต่ไม่ถึงกับหนาว สายลมที่พัดผ่านพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้มาชโลมใจ
"นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องการใช่หรือไม่?”
เฟิ่งมี่เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม ดวงตาสีดำขลับของนางจับจ้องเจ้าผีเสื้ออสูรที่ปรากฏตัวขึ้น
เจ้าผีเสื้อบินวนอยู่รอบตัวเด็กน้อยอย่างพอใจ
"ยอดเยี่ยม! เช่นนั้น ข้าขอตอบรับการทำพันธะสัญญา ข้าจะอยู่รับใช้และปกป้องเจ้าในยามจำเป็น"
สิ้นคำพูดของอสูรผีเสื้อ ก็บังเกิดเวทอักขระทำพันธะสัญญา ในพริบตา แสงสีทองระยิบระยับล้อมรอบร่างของทั้งสอง
เฟิ่งมี่หัวเราะคิกคัก
"ขอบคุณนะ เจ้าผีเสื้อ ตอนนี้เจ้าคือเพื่อนคนแรกในโลกนี้ของข้าแล้ว"
ผีเสื้ออสูรหยุดบินอยู่เบื้องหน้า พลางเอ่ยเสียงอ่อนโยน
"เจ้าเด็กน้อย เจ้าไม่ต้องห่วง อีกไม่นานเจ้าจะมีเพื่อนมากมาย"
ทั้งสองจ้องตากันราวกับเข้าใจซึ่งกันและกัน พันธะสัญญาที่เกิดขึ้นในมิตินี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพระหว่างเฟิ่งมี่และผีเสื้ออสูรของนาง
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะตั้งชื่อให้เจ้าว่า ‘หลิงเฟิง’ หากเจ้าต้องการก็บอกข้าได้เลย”
เสียงใสของเฟิ่งมี่เอ่ยขึ้น ดวงตากลมโตเปล่งประกายระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
เจ้าผีเสื้ออสูรหยุดบินอยู่เบื้องหน้านาง ปีกเปล่งแสงเล็กน้อย
"ชื่อของข้าจากนี้ไปคือหลิงเฟิง ข้าชอบมันมาก ขอบใจนะ เจ้าหนูน้อย"
เฟิ่งมี่ยิ้มกว้าง
"ต่อจากนี้ เราคือสหายกัน หลิงเฟิง"
หลิงเฟิงหัวเราะเบา ๆ เสียงของมันแฝงไปด้วยความอบอุ่นและลึกซึ้ง
"มี่มี่ ที่นี่มีพลังเวทและพลังวิญญาณที่หนาแน่นมาก เพียงแค่หนึ่งคืนที่เจ้าหลับ ข้าก็สามารถสร้างลูกหลานอีกมากมายในมิติแห่งนี้เจ้าอนุญาตหรือไม่?"
เฟิ่งมี่ทำตาโต ก่อนยิ้มเล็ก ๆ
"ข้าอนุญาต ข้าจะรอดูนะ ว่าลูกหลานของเจ้าจะเป็นเช่นไร"
"ได้สิ แต่เจ้าต้องเตรียมสวนดอกไม้เพิ่มอีกหลายแห่งล่ะ!"
หลิงเฟิงพูดพลางหมุนตัวบินวนรอบหัวของเฟิ่งมี่
เฟิ่งมี่ยิ้มคิกคัก ก่อนยืดตัวขึ้นเล็กน้อย
"ได้ ข้าสัญญา แต่ตอนนี้ข้าต้องออกไปแล้ว…พรุ่งนี้ข้าจะเข้ามาหาเจ้าใหม่ อย่าลืมเตรียมอวดสิ่งที่เจ้าสร้างไว้ล่ะ!"
"ฮ่า ๆ แน่นอน! ข้าจะรอเจ้า"
หลิงเฟิงเอ่ยพร้อมบินสูงขึ้นไป แสงที่เปล่งจากปีกของมันส่องประกายคล้ายแสงดวงดาว
ร่างเล็กของนางปรากฏตัวอีกครั้งกลางห้องเช่นเดิม ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความเงียบสงบตามเดิม ไม่มีใครล่วงรู้ถึงมิติพิเศษของนาง
เฟิ่งมี่ค่อย ๆ เดินไปยังอ่างอาบน้ำที่เต็มไปด้วยกลีบดอกไม้หลากสีซึ่งอาเหมยจัดเตรียมไว้ให้อย่างดี
นางปล่อยตัวลงแช่ในน้ำอุ่น รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าเล็ก ๆ ของนาง กองกำลังและรากฐานของข้ากำลังเริ่มต้นขึ้น นางพึมพำในใจ
แม้ว่าท่านพ่อจะเป็นหมอหลวง แต่ตระกูลไป๋ของข้าก็เป็นหนึ่งในคหบดีที่ร่ำรวยลำดับต้น ๆ ของเมืองหลวง ร้านค้าตระกูลไป๋มีทั้งร้านขายโอสถ ร้านขายเครื่องประดับ และร้านขายผ้า แต่โลกใบนี้เต็มไปด้วยการแก่งแย่งและใช้อำนาจเป็นใหญ่ เงินทองที่แลกเปลี่ยนในการค้าขายทั่วไป แม้จะดูมากมาย แต่กลับยากเย็นกว่าจะได้มา
เฟิ่งมี่ครุ่นคิดถึงแนวทางของตนเอง
“หากค้าขายทั่วไป กว่าจะได้มาสักตำลึงนั้นยากเย็นนัก แต่หากเป็นของเวท… สิ่งเหล่านี้ต้องประมูลเท่านั้น”
ในหัวของนางนึกถึงจวนใหญ่ในมิติพิเศษของนาง สถานที่ที่เต็มไปด้วยของเวทอันล้ำค่า ไม่ว่าจะเป็นยาโอสถ อาวุธเวท ชุดเกราะ เครื่องประดับ หรือแม้แต่ตำราหายากมากมายที่นางสะสมไว้ในชาติภพก่อน ดวงตาของเฟิ่งมี่ฉายประกายมุ่งมั่น
“ข้าจะเริ่มต้นจากสิ่งเหล่านี้…”
และเมื่อพลังเวทในตัวของข้าฟื้นคืนเต็มที่อีกครั้ง ข้าจะสามารถสร้างของเวทเหล่านี้ด้วยมือตนเอง
นางมองเห็นภาพอนาคตที่ตระกูลไป๋ของนางจะมั่นคงยิ่งกว่าเดิม
เฟิ่งมี่หลับตาลงอย่างสงบในอ่างอาบน้ำ กลิ่นหอมของดอกไม้ในน้ำทำให้นางรู้สึกผ่อนคลาย แต่มุมหนึ่งในใจของนางยังคงเปี่ยมไปด้วยแผนการมากมาย
“อนาคตของข้าและตระกูลนี้ จะต้องร่ำรวยและแข็งแกร่ง…”
ความมุ่งมั่นนั้นราวกับแสงที่เปล่งประกายในดวงตาของเด็กน้อยวัยสามขวบ ที่อายุจริงของนางนั้น203ปีแล้ว