โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถเวทได้นิดหน่อย

นิยาย Dek-D

อัพเดต 17 ก.พ. 2568 เวลา 10.49 น. • เผยแพร่ 16 ม.ค. 2568 เวลา 11.38 น. • หลินหลินสาวน้อยนักผจญภัย
สวรรค์!เกิดมาชาตินี้หากต้องตายเหมือนเดิมอีกครั้ง ก็ขอทำทุกอย่างเพื่อบิดา มารดา พี่ชาย ทำให้ครอบครัวของข้าร่ำรวย แข็งแกร่ง และหากเป็นไปได้ข้าก็อยากจะมีความรักสักครั้งก่อนตาย ข้าหวังว่าท่านจะเมตตา!

ข้อมูลเบื้องต้น

ไป๋เฟิ่งมี่ เด็กน้อยวัยสามหนาว ผู้มีความทรงจำจากชาติภพก่อนที่เคยเป็นแม่มดผู้เก่งกาจติดตัวมา ชาตินี้แม้ร่างยังเล็กแต่นางกลับสามารถหลอมโอสถวิเศษและใช้เวทมนตร์ขั้นสูงได้ตั้งแต่อายุยังน้อย นางคิดเพียงว่าจะใช้ชีวิตที่สองนี้ให้คุ้มค่า อยู่กับครอบครัวที่รัก และหาความสุขเล็กน้อยให้หัวใจ ก่อนที่ชะตาจะพานางสู่ความตายอีกครั้ง

ทว่าชีวิตที่คิดว่าเรียบง่ายกลับพลิกผันอย่างไม่คาดฝัน เมื่อชะตาของนางพันเกี่ยวกับบุรุษทั้งสามคน เรื่องราวความรัก การหลอมโอสถ และชะตากรรมของไป๋เฟิ่งมี่จะดำเนินไปเช่นไร?

ติดตามได้ใน "ไป๋เฟิ่งมี่ ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถเวทได้นิดหน่อย"

นิยายที่เต็มไปด้วยความลึกลับ พลังเวท และชะตารักอันแสนอลเวง!

***คำเตือน****

นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรท์ที่อยากจะสร้างสรรค์ผลงานในแนวจีนโบราณ แฟนตาซี ไม่ใช่ชีวิตจริง ตัวละคร ฉาก สถานที่ ชื่อยา หรือพลังเวท ทุกอย่างในนิยายล้วนแต่งขึ้นมาเพื่ออรรถรสในการอ่าน ดังนั้นขอคนไม่จริงจังกับชีวิตนะคร้า ตัวละครแนวเด็กเทพมาเกิด 3ขวบใช้พลังได้ใช้ชีวิตแบบสบายๆๆ เน้นอ่านเพื่อความสุขในชีวิตคร้า

และ…นิยายเรื่องนี้มีฉาก หวาบหวิว NC ใครไม่ชอบไม่ควรอ่านนะคะ ขอบคุณคร้า

สวรรค์!เกิดมาชาตินี้หากต้องตายเหมือนเดิมอีกครั้ง ก็ขอทำทุกอย่างเพื่อบิดา มารดา พี่ชาย ทำให้ครอบครัวของข้าร่ำรวย แข็งแกร่ง และหากเป็นไปได้ข้าก็อยากจะมีความรักสักครั้งก่อนตาย ข้าหวังว่าท่านจะเมตตา!

บทที่1

ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ มีโลกใบหนึ่งที่เต็มไปด้วยพลังเวทมนตร์ ท้องฟ้าสีครามแต่งแต้มด้วยสัตว์ในตำนานบินวนเวียนอย่างอิสระ นอกจากนกฟิกนิกที่มีขนสีรุ้งและเปล่งแสงระยิบระยับ ยังมี มังกรเงา สัตว์ขนาดใหญ่ที่มีเกล็ดสีดำเงาเรืองแสงในความมืด และ ยูนิคอร์นเพลิง ที่มีกรงเล็บแหลมคมและแผงคอเปล่งประกายไฟลุกโชน

ในโลกแห่งนี้ เมืองพ่อมดแม่มดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือเมือง เครสเซนเซีย เมืองที่เต็มไปด้วยพลังเวทมนตร์และความรุ่งเรือง หอคอยสูงตระหง่านใจกลางเมืองเป็นสถานที่สำคัญที่ผู้คนต่างเฝ้ารอชมทุกครั้งที่มีการเฉลิมฉลอง

บนยอดหอคอยนั้น หญิงสาวที่งดงามราวราชินียืนอยู่ เธอคือ อิซาเบลล่า หญิงสาวที่ผู้คนต่างขนานนามว่าเป็นผู้มีพลังและงดงามที่สุดในเมืองเครสเซนเซีย เธอกำลังจะก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัวในโลกนี้เมื่อครบ 200 ปี

อิซาเบลล่ามีเส้นผมสีดำสนิทยาวสยายดั่งแพรไหม ผิวขาวเนียนละเอียดราวกับหิมะตัดกับดวงตาสีฟ้าสดใสที่ดูลึกลับ ริมฝีปากสีแดงระเรื่อและจมูกโด่งเป็นสันทำให้ใบหน้าของเธอดูเฉี่ยวคมและมีเสน่ห์จนยากจะละสายตา

เธอยืนทอดสายตามองออกไปยังเมืองเบื้องล่าง ผู้คนใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง เสียงหัวเราะและความคึกคักของเมืองตัดกับความเงียบสงบบนยอดหอคอยที่เธอยืนอยู่

แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ เลือนหาย ดวงจันทร์เริ่มปรากฏบนฟ้า พร้อมกับความเย็นเยียบที่แทรกซึมเข้ามาในหัวใจของอิซาเบลล่า

ดวงตาสีฟ้าจ้องมองไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ราวกับกำลังค้นหาคำตอบในความเงียบงัน ความทรงจำอันขมขื่นในหัวของเธอ ฉายชัดเหมือนเงาที่ไม่มีวันลบเลือน

อิซาเบลล่าเกิดมาในครอบครัวที่พิเศษ ครอบครัวที่ผู้คนต่างยกย่องและเคารพนับถือ ครอบครัวของเธอคือผู้พิทักษ์ที่ถูกกำหนดโดยโชคชะตาให้เป็นผู้ถือครองพลังวิเศษ ทุกชีวิตในครอบครัวของเธอคือความหวังของเมือง

ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ว่าทายาทแต่ละคนจะมีพลังอะไร จนกว่าพลังนั้นจะตื่นขึ้น แต่เพียงการมีอยู่ของพวกเขา ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย

แต่แล้วในคืนหนึ่ง คืนที่นางยังเป็นเด็ก คืนที่เธอยังยิ้มร่าเริงและวิ่งเล่นในห้องนอน ความสงบสุขทั้งหมดก็ถูกทำลายลง

เสียงกรีดร้องดังก้องไปทั่วอาณาเขต เปลวไฟลุกโชนรอบตัว แผ่ความร้อนระอุจนแทบหายใจไม่ออก บ้านหลังใหญ่ที่เคยอบอวลด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่นกลับกลายเป็นสนามรบ เงามืดนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าทำลายทุกสิ่ง ทุกชีวิตในนั้น โดยไม่มีใครแม้แต่คนเดียวเข้าช่วยเหลือ….

อาร์คเทอัส พ่อของอิซาเบลล่า ชายผู้เป็นที่เคารพรักของทุกคน ผู้ปกป้องเมืองด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ ยืนอยู่เบื้องหน้าเธอ เขาต่อสู้สุดกำลัง แต่ศัตรูที่ไม่มีใครรู้จักนั้นร้ายกาจเกินต้านทาน

“ท่านพ่อ!”

อิซาเบลล่าร้องเสียงสั่น ใบหน้าของเธอเปื้อนคราบน้ำตา

อาร์คเทอัส หันกลับมา ดวงตาอ่อนโยนมองลูกสาวคนโตเป็นครั้งสุดท้าย เขายกมือขึ้นช้า ๆ ร่ายปราการเวทมนตร์ที่แข็งแกร่งล้อมรอบอิซาเบลล่าไว้

“ชู่…อลิซอย่าร้อง..ลูกต้องตั้งสติ มันคือชะตากรรมของพวกเรา อย่ากลัว อย่าได้โทษตัวเอง…”

เสียงของเขาแผ่วเบา แต่หนักแน่น

“และจงจำไว้ ว่าพ่อรักลูกสุดหัวใจ…”

“ไม่! ท่านพ่อ!”

อิซาเบลล่าส่ายหัวระรัว เธอพุ่งตัวเข้าหาปราการเวทมนตร์ พยายามทุบมันเพื่อออกไปช่วยพ่อของเธอ

“ไม่! ได้โปรด! ท่านพ่อ!”

อิซาเบลล่ากรีดร้องลั่น น้ำตาอาบเต็มสองแก้ม เธอมองภาพที่พ่อและแม่ของเธอถูกเงามืดพุ่งเข้าใส่จากทุกทิศทาง

ร่างของ อาร์คเทอัส ทรุดลงช้า ๆ แต่แววตายังคงจับจ้องมายังเธอ

“จงมีชีวิตต่อไป…และปกป้องทุกคนแทนข้า…”

คำพูดสุดท้ายของเขาดังก้องในหัว

“ท่านพ่ออย่าทิ้งข้าไป…ได้โปรด…อย่าทิ้งข้าไป!”

อลิซร้องไห้แทบขาดใจ สองมือยังคงทุบปราการเวทมนตร์อย่างสุดกำลังแต่กลับไร้ผล

อิซาเบลล่าหันไปมองมารดา ผู้หญิงที่เป็นทั้งความรัก ความอบอุ่น และความปลอดภัยในชีวิตของเธอ ดวงตาของมารดายังเปี่ยมด้วยความอ่อนโยน แม้ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต

นางกำลังโอบกอดบิดาไว้แน่น ราวกับว่าแม้ความตายก็ไม่อาจพรากพวกเขาออกจากกัน มือเรียวของนางกลับสั่นระริก ขณะที่ส่งพลังทั้งหมดเข้าสู่ปราการเวทมนตร์ที่ล้อมรอบอิซาเบลล่า

“ท่านแม่…ได้โปรด”

อิซาเบลล่าพึมพำเสียงสั่น น้ำตาไหลไม่หยุด

“อลิซ…”

เสียงของนางเบา แต่กลับชัดเจนในใจของอิซาเบลล่า

“แม่รักเจ้า…และแม่ดีใจที่มีเจ้าเป็นลูก…”

คำพูดที่ราวกับปลิดวิญญาณของอิซาเบลล่า สะท้อนก้องอยู่ในปราการเวทมนตร์ ดวงตาสีฟ้าของเธอเบิกกว้าง เมื่อเห็นมารดายังคงส่งพลังเข้าสู่ปราการ ทั้งที่ร่างกายของนางแทบจะทรงตัวไม่ไหว

“ไม่…..กรี๊ดดดด”

“ท่านแม่!”

อิซาเบลล่ากรีดร้องอีกครั้ง เสียงแหลมสูงของเธอกรีดแทงความเงียบงัน เธอแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เงาดำจำนวนมากพุ่งเข้าสู่ร่างของมารดา และน้องชาย ราวกับสัตว์ร้ายที่ตะครุบเหยื่อโดยไร้ความปรานี ภาพรอยยิ้มสุดท้ายของมารดาที่ร่วงล่นราวกับหัวใจถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ

นานนับชั่วโมงที่เธอพยายามปลดปราการเวทมนตร์ แต่พลังที่ล้อมรอบเธอนั้นแข็งแกร่งเกินไป

ท่ามกลางเสียงสะอื้นที่เคยดังอยู่ในปราการ เสียงนั้นค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว

อิซาเบลล่า เด็กน้อยวัยเยาว์ นั่งทรุดลงกับพื้น ร่างเล็ก ๆ ของเธอแนบชิดกับปราการเวทมนตร์ที่ยังคงปกป้องเธอจากเงาดำและเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำอยู่รอบตัว

เธอจ้องมองภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า เปลวเพลิงที่แผดเผาทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึงร่างของบิดา มารดา และน้องชายที่เพิ่งเกิดได้ไม่นาน เสียงไฟลุกไหม้ผสานเสียงลมเหมือนเสียงกรีดร้องที่ดังระงม แต่เธอกลับไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว

ดวงตาสีฟ้าของเธอจับจ้องไปยังร่างของผู้ที่เธอรักที่สุด ร่างที่เคยอบอุ่นเคียงข้าง ตอนนี้กำลังค่อย ๆ ถูกกลืนหายไปในกองไฟ

อิซาเบลล่าไม่ได้กรีดร้องอีกต่อไป เสียงของเธอแหบแห้ง น้ำตาที่เคยไหลรินกลับหยุดนิ่ง เธอนั่งจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ราวกับเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ในฝันร้ายที่ไม่มีวันสิ้นสุด

หัวใจของเธอเต้นช้าลงจนแทบไม่รู้สึก ร่างกายเล็ก ๆ ของเธอชาหนึบจนแม้แต่ลมหายใจยังดูยากลำบาก

เปลวเพลิงยังคงลุกโชน แสงของมันสะท้อนในดวงตาของเธอที่ไร้ประกาย

"ทำไม…"

คำถามที่ไม่มีคำตอบวนเวียนอยู่ในหัวของเธอ

ความหนาวเย็นแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ความร้อนของเปลวไฟ ร่างของอิซาเบลล่าชาไปหมดจนไม่รู้สึกอะไร เธอยังนั่งนิ่งอยู่ในปราการเวทมนตร์ ทอดสายตามองซากเถ้าธุลีของครอบครัว

ร่างเล็กไม่ได้ส่งเสียงใดอีกต่อไป ไม่มีคำพูด ไม่มีน้ำตา มีเพียงความเงียบที่หนักอึ้งและลมหายใจที่แผ่วเบา

ร่างของเธอเหมือนถูกพันธนาการไว้ด้วยความเจ็บปวดที่ไม่มีวันลบเลือน เด็กหญิงที่เคยวิ่งเล่นอย่างไร้กังวลคนนั้นได้หายไปแล้ว เหลือเพียงอิซาเบลล่าที่นั่งอยู่กับความว่างเปล่า

เมื่อแสงแรกของวันสาดส่องเข้ามา ความมืดมิดของค่ำคืนที่เต็มไปด้วยการสูญเสียก็จางหายไป ท้องฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนสีจากดำสนิทเป็นสีครามจาง แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ทอประกายลงมายังพื้นดินที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังและเถ้าถ่าน เศษซากของความหวังและความสุขในอดีตถูกกลืนหายไปในภาพความโศกเศร้า

ท่ามกลางเถ้าถ่านที่ปลิวตามสายลม ปราการเวทมนตร์ที่ปกป้องอิซาเบลล่าไว้ค่อย ๆ สลายตัว เศษละอองแสงระยิบระยับโปรยปรายกลางอากาศ คล้ายเสียงกระซิบสุดท้ายของผู้ที่จากไป เธอยืนนิ่ง มองดูปราการเวทมนตร์ที่เคยเป็นดั่งเกราะป้องกันสุดท้ายของเธอ มันค่อย ๆ กลายเป็นคริสตัลรูปหยดน้ำสีฟ้าใสลอยอยู่กลางอากาศ

คริสตัลนั้นเปล่งแสงอ่อนโยน แต่ความงดงามนั้นกลับเพิ่มความปวดร้าวให้หัวใจของอิซาเบลล่า ดวงตาสีฟ้าของเธอเปียกชื้นจากน้ำตาที่ไม่มีวันหยุดไหล ราวกับหัวใจของเธอถูกบีบรัดจนแทบเต้นต่อไปไม่ไหว เธอเพ่งมองคริสตัลใสบริสุทธิ์นั้น ราวกับมองเข้าไปในหัวใจที่เต้นครั้งสุดท้ายของครอบครัวที่เคยคุ้มครองเธอ

ในคริสตัลนั้น ปรากฏสิ่งล้ำค่า ไข่มังกรใบจิ๋วสีทองซ่อนตัวอยู่ในแสงสีฟ้าของคริสตัล ใบหน้าของอิซาเบลล่าแสดงความไม่เชื่อ ริมฝีปากของเธอสั่นเทา

“นี่คือสิ่งสุดท้ายที่พวกท่านทิ้งไว้ให้ข้าหรือ…”

เธอกระซิบกับตัวเอง เสียงของเธอแผ่วเบา น้ำเสียงสั่นเครือ เธอค่อย ๆ ยกมือเรียวบางขึ้น รับคริสตัลหยดน้ำที่ลอยลงมาสัมผัสมือของเธอ

มันเย็นและใสบริสุทธิ์ ราวกับเป็นตัวแทนของความรัก ความหวัง และความเสียสละทั้งหมดที่ครอบครัวของเธอหลงเหลือไว้ เธอกำมันไว้แน่น ราวกับกลัวว่ามันจะหลุดลอยไป

“ข้าจะทำตามที่ท่านต้องการ ท่านพ่อ…”

เธอกล่าวด้วยเสียงเบาราวกับคำสาบาน แววตาที่เคยเศร้าหมองเริ่มปรากฏประกายแห่งความตั้งใจ

ตั้งแต่วันนั้น ชีวิตของอิซาเบลล่าเปลี่ยนไปตลอดกาล เธอถูกพาตัวเข้าสภาเวทมนตร์ สถานที่ที่เต็มไปด้วยพ่อมดแม่มดผู้สูงวัยและทรงอำนาจที่สุดในเมือง ดวงตาหลายคู่จับจ้องเธอ ไม่ใช่ในฐานะเด็กหญิงผู้สูญเสียครอบครัว แต่ในฐานะเครื่องมือของเมือง

“เจ้าคือความหวังเดียวของเรา”

คำพูดนี้ถูกกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากผู้คนรอบข้าง เธอถูกเคี่ยวเข็ญให้ใช้พลังเพื่อปกป้องผู้คน ถูกบังคับให้แข็งแกร่ง ชีวิตในแต่ละวันเต็มไปด้วยการเรียนรู้เวทมนตร์อันซับซ้อน การฝึกฝนพลังอย่างเข้มงวด และการทดสอบความสามารถอย่างไม่หยุดยั้ง

ร่างเล็กที่เคยเปราะบาง กลับแข็งแกร่งขึ้นจากภายใน แต่หัวใจของเธอยังคงปวดร้าวและโดดเดี่ยว สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเธอ คือ อากริมัส มังกรสหายเพียงหนึ่งเดียวของเธอ

เด็กคนอื่นอาจวิ่งเล่นกลางแสงแดด มีอ้อมกอดของพ่อแม่ แต่เธอกลับต้องอยู่ในห้องมืด ๆ ฝึกฝนเวทมนตร์จนร่างกายอ่อนล้า เสียงของผู้ฝึกสอนดังก้องในหัว

“เจ้าไม่มีสิทธิ์ล้มเหลวอลิซ"

ทุกคนต่างเฝ้ามองเธอด้วยความหวัง การมีเธออยู่ทำให้ผู้คนรู้สึกอุ่นใจ ผู้คนเชื่อมั่นว่าอิซาเบลล่าคือผู้ที่จะนำพาความสงบสุขมาสู่เมือง

แต่…แล้วเธอล่ะ?

เธอถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในคืนที่เงียบสงัดที่สุด เธอมักนั่งอยู่เพียงลำพัง น้ำตาที่ไม่มีใครเคยเห็นร่วงหล่นจากดวงตาสีฟ้าของเธอ

“อิซาเบลล่า…"

เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความเศร้าดังมาจากด้านหลัง อิซาเบลล่าไม่หันกลับไป แต่เอ่ยตอบเสียงเบา

“ท่านลุง… ข้าจะอายุครบ 200 ปีแล้ว…”

เดเมเทรียนจ้องมองเงาหลังของหญิงสาวด้วยความเจ็บปวด เขาเป็นเพื่อนสนิท อาร์คเทอัส พ่อของอลิซ

เขามองดูเด็กสาวที่ครั้งหนึ่งเคยร่าเริงสดใส แต่บัดนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นหญิงสาวผู้แบกรับภาระอันหนักหน่วง เด็กที่เคยหัวเราะอย่างไร้กังวล ไม่เคยยิ้มได้เต็มใบหน้าอีกเลยตั้งแต่วันที่สูญเสียครอบครัว

เด็กน้อยผู้เคยร่าเริงคนนั้นหายไปแล้ว เหลือเพียงหญิงสาวที่แบกรับภาระอันหนักหนา ข้าหวังเหลือเกินว่าเจ้าจะยิ้มได้อีกครั้ง… เดเมเทรียนพึมพำในใจ แต่เขารู้ดีว่าคำอวยพรนั้นช่างห่างไกลเหลือเกิน

“ท่านลุง…"

อลิซเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความจริงจัง ดวงตาสีฟ้าของเธอจ้องมองเดเมเทรียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

"พลังของพ่อมดมืดกำลังแข็งแกร่งขึ้นมาอีกครั้ง ท่านไม่ควรละเลยเรื่องนี้"

เดเมเทรียนหันมามองหลานสาวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด

"อลิซ ลุงรู้ แต่ทางสภานั้นยังไม่ออกคำสั่ง เราทำอะไรได้ไม่มากนัก…"

อลิซหัวเราะเยาะในลำคอ ยกยิ้มขมขื่นบนใบหน้าที่งดงามจนสะกดสายตาของผู้คน

"ท่านพ่อ…ท่านให้ข้าปกป้องสิ่งใดกัน ข้านั้นไม่เข้าใจท่านเลยสักนิด"

เธอพูดพลางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ากว้างราวกับต้องการให้บิดาที่จากไปได้ยิน

“ท่านปกป้องคนที่จดจำท่านไม่ได้ด้วยซ้ำ…"

บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่าน แต่ไม่นาน เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้น พร้อมเสียงเรียกที่กระหึ่มมาแต่ไกล

“ท่านพ่อ! อลิซ!"

เซเวียร์ พ่อมดหนุ่มร่างสูงใหญ่ปรากฏตัวขึ้น ดวงตาสีเทาของเขาส่องประกายราวกับพายุที่คุกรุ่น ใบหน้าหล่อเหลาคมคายถูกย้ำด้วยความโกรธและห่วงใย

เขามีโครงหน้าชัดเจน คิ้วหนา ดวงตาที่แหลมคมดุจเหยี่ยว จมูกโด่ง ริมฝีปากหยักได้รูป รูปร่างสูงสง่าเต็มไปด้วยมัดกล้ามของผู้ที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก ชุดคลุมพ่อมดสีดำสนิทที่เขาสวมทับตัดกับเส้นผมสีน้ำตาลเข้ม

“ทางสภาไม่อนุมัติคำขอเสริมปราการของท่าน!"

เซเวียร์ตะโกนด้วยน้ำเสียงเดือดดาล

"พวกเขามันบ้าไปแล้ว! อ้างแต่ว่าไม่จำเป็น เพราะล่าตะเวนกี่ครั้งก็ไม่พบเงามืดสักครั้ง พวกเขาไม่เชื่ออลิซสักนิด!"

“ใจเย็น ๆ เซเวียร์…"

เดเมเทรียนเอ่ยเสียงเรียบ แต่ดวงตาของเขาฉายแววเคร่งขรึม

"อาจจะต้องใช้เวลา"

อลิซหันไปมองเซเวียร์ ดวงตาของเธอสั่นไหวเล็กน้อย เธอรู้ดีว่าเขาเป็นทั้งเพื่อนและผู้ที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอด ตั้งแต่เดเมเทรียนรับเลี้ยงเธอ เซเวียร์เปรียบเสมือนพี่ชายอีกคน

เธอยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ย

"ช่างพวกเขาเถอะ เซเวียร์… เตรียมตัวตามที่ข้าบอกไว้ก่อนก็พอ"

“อลิซ แต่…"

เซเวียร์เอ่ยค้าน แต่ถูกขัดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลของเธอ

“ไม่เป็นไร"

เธอพูดพลางยกสายตามองไปยังท้องฟ้า

"อย่างน้อยข้าก็ได้ทำตามที่ท่านพ่อต้องการ…"

คำพูดของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ปิดซ่อน แต่ในดวงตาสีฟ้ายังคงแฝงแสงแห่งความมุ่งมั่น ราวกับเธอยังยืนหยัดที่จะปฏิบัติหน้าที่สุดท้ายที่บิดามอบหมายไว้ให้

บทที่2

ท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือเมืองแห่งเวทมนตร์เปล่งประกายราวกับผืนผ้าประดับด้วยดวงดาว แสงจันทร์สีเงินทอประกายอ่อนโยนลงมาสู่ลานกว้างใจกลางเมือง

โคมไฟหลากสีลอยละล่องเหนือศีรษะราวกับลูกแก้วคริสตัลมีชีวิต โคมระย้ากลางลานส่งแสงระยิบระยับเหมือนดวงดาวที่ส่องสว่างเหนือขอบฟ้า

โต๊ะยาวที่จัดไว้ล้อมรอบลานกลางเมืองถูกปูด้วยผ้าสีเงินลวดลายวิจิตร จานอาหารและแก้วไวน์ลอยขึ้นลงเบา ๆ เสิร์ฟเหล่าพ่อมดแม่มดที่นั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

บางคนหัวเราะอย่างอารมณ์ดี บางคนใช้ไม้กายสิทธิ์ร่ายคาถาเล็ก ๆ เพื่อสร้างลูกบอลแสงลอยขึ้นประดับท้องฟ้า

เสียงดนตรีบรรเลงจากวงดนตรีเวทมนตร์ เสียงแตรที่เปล่งท่วงทำนองแสนไพเราะ กลมกลืนไปกับเสียงไวโอลินที่ขับขานด้วยเวทมนตร์ที่ไม่มีผู้ใดสัมผัส ดอกไม้ไฟหลากสีพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ประกายแสงของมันทอดเงาให้เมืองแห่งนี้ดูราวกับดินแดนในเทพนิยาย

บนอาคารที่ลอยอยู่เหนือพื้นดิน แม่มดบางคนใช้ไม้กายสิทธิ์บังคับอาหารและเครื่องดื่มให้ลอยมาส่งถึงมือ พ่อมดบางคนใช้พลังสร้างภาพลวงตาเป็นสัตว์เวทมนตร์ตัวเล็ก ๆ ลอยล่องไปในอากาศ เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นอยู่

อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานของน้ำผึ้งเวทมนตร์ และเครื่องดื่มที่บ่มพิเศษในถังไม้โอ๊คอายุนับร้อยปี เสียงเพลง เสียงหัวเราะ และเสียงแก้วไวน์ที่ชนกันดังไปทั่ว สร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขและชีวิตชีวา

ผู้คนทุกเพศทุกวัยในเมืองต่างแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอันวิจิตรตระการตา เพื่อนำของขวัญและคำอวยพรมาให้อิซาเบลล่า สตรีที่พวกเขารักและเคารพ วันเกิดปีที่ 200 ของเธอถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ดวงตาของทุกคนต่างเปล่งประกายยามพูดถึงนาง

อิซาเบลล่า ผู้ที่ยืนอยู่กลางลานในชุดสีเงินลวดลายดวงดาว งดงามราวกับเทพธิดา สายตาของเธอทอดมองผู้คนที่รื่นเริงในงาน ใบหน้างดงามของเธอประดับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ

แต่ภายใต้ความงดงามนั้น ใจของเธอกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้

ความสุขที่เคยเปี่ยมล้นในลานกว้างเริ่มจางหาย เมื่อสายลมเย็นยะเยือกพัดผ่าน เสียงหัวเราะค่อย ๆ เงียบลง ผู้คนเริ่มมองไปรอบ ๆ อย่างหวาดระแวง

"เกิดอะไรขึ้น…"

เสียงกระซิบดังขึ้นจากมุมหนึ่ง

ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวถูกปกคลุมด้วยเงาดำหนาทึบ ดวงจันทร์ที่เคยส่องแสงเจิดจ้าถูกบดบังจนลับหายไปในพริบตา เปลวไฟจากโคมไฟที่ลอยอยู่เริ่มดับทีละดวง ราวกับมีมือมืดปิดมันทีละดวง

ทันใดนั้น เงามืดจำนวนมากพุ่งเข้ามาจากทุกทิศทาง รูปร่างของมันบิดเบี้ยว ราวกับปีศาจจากฝันร้ายที่หลุดออกจากขุมนรก เสียงกรีดร้องดังระงม เหล่าพ่อมดแม่มดที่เคยสนุกสนานในงานเลี้ยงต่างวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต

อิซาเบลล่ายกมือเรียวขึ้นร่ายเวทมนตร์ ปราการเวทสีทองส่องประกายลุกขึ้นครอบคลุมเหล่าพ่อมดแม่มดทั้งหมดในพริบตา ปราการแก้วขนาดใหญ่ที่เปล่งประกายราวกับแสงอาทิตย์ช่วยปกป้องผู้คนจากเงามืดที่พุ่งเข้ามา

เงาดำจำนวนมหาศาลพยายามพุ่งชนปราการเวท ร่างบิดเบี้ยวของพวกมันกรีดร้องอย่างเกรี้ยวกราด เสียงการกระแทกดังก้องราวกับสายฟ้าฟาด แต่ปราการของอิซาเบลล่าก็ยังคงอยู่

"พ่อมดมืด!"

เสียงผู้คนตะโกนด้วยความหวาดกลัว เหล่าผู้อาวุโสในสภาที่เพิ่งตระหนักได้ถึงคำเตือนของอิซาเบลล่า ก็นึกเสียใจ

อิซาเบลล่ามองดูสถานการณ์ด้วยความสงบแต่หากใครสังเกตเห็น จะพบรอยยิ้มปรากฏที่มุมปากน้อย

“ถึงเวลาแล้วสินะ”

เหล่าพ่อมดแม่มดใช้ไม้กายสิทธิ์ของตนพยายามโจมตีเงามืดผ่านปราการเวท แต่ต้องตกตะลึงเมื่อเวทมนตร์ที่ปล่อยออกไปกลับสลายหายไปในอากาศ ราวกับมันเป็นเพียงสายลมอ่อนสำหรับเงามืดเหล่านั้น

บนท้องฟ้า ดวงตาสีแดงฉานขนาดมหึมาปรากฏขึ้นราวกับเป็นศูนย์กลางของความมืด มันจับจ้องลงมาที่เมือง ราวกับสัตว์ร้ายที่จ้องมองเหยื่อ เปลวไฟสีดำพุ่งลงมาจากฟ้า เผาผลาญอาคารและทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า

เหล่าผู้อาวุโสของสภารวมตัวกันกลางลานเมือง พวกเขาร่ายเวทมนตร์ที่ทรงพลังที่สุดเพื่อปกป้องเมือง ปราการเวทถูกเสริมให้แข็งแรงมากขึ้น แต่เมื่อร่างเวทโจมตีเงามืดพลังของพวกเขากลับถูกสะท้อนกลับราวกับไร้ความหมาย

เงามืดคืบคลานเข้ามาใกล้จนพวกเขาต้องถอยร่น แม้มีปราการเวทปกป้องอยู่ แต่เพียงแค่จ้องมองดวงตาสีแดงบนท้องฟ้า เข่าของพวกเขาก็ทรุดลงด้วยความหวาดกลัว

อิซาเบลล่ามองภาพนั้นด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง แต่ดวงตาสีฟ้าของเธอฉายแววเกลียดชังลึกซึ้ง

"เฮลมอร์ทิส…"

เธอกระซิบชื่อที่เปี่ยมไปด้วยความเกลียดชัง

ทันใดนั้น ร่างสูงใหญ่ของเซเวียร์ปรากฏตัวข้างกายของเธอ เขายกไม้กายสิทธิ์ขึ้นพร้อมปกป้องเธอจากเงามืดที่อยู่รอบตัว

"อลิซ ปราการนี้จะอยู่ได้นานเท่าใด?”

เซเวียร์ถามเสียงเข้ม สายตาจับจ้องไปยังดวงตาสีแดงบนท้องฟ้า

"อีก 30 นาที…"

อิซาเบลล่าตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ดวงตาของเธอไม่ละไปจากดวงตาสีแดงบนท้องฟ้า

เซเวียร์ขมวดคิ้ว

"เจ้า…เจ้าจะทำอะไร?”

อิซาเบลล่ายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะเปล่งเสียงผิวปากแหลมสูง

“วี๊ดดดด”

เสียงปีกกระพือดังสนั่นไปทั่วบริเวณ มังกรขนาดมหึมาสีดำสนิทพุ่งทะยานลงมาจากหอคอยกลางเมือง ร่างของมันใหญ่โตจนผู้คนต่างหลบหนี ดวงตาสีทองของมันส่องประกายราวกับเปลวไฟ

เกล็ดของมันเป็นประกายราวกับหินออบซิเดียน แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า ปีกกว้างจนราวกับครอบคลุมท้องฟ้าทั้งหมด เล็บที่แหลมคมราวกับมีดของมันสะท้อนแสงไฟ

"อากริมัส…"

อิซาเบลล่าเรียกชื่อของมังกรแห่งความมืดที่อยู่คู่กับเธอเสมอมา

มังกรคำรามเสียงก้อง พ่นลมหายใจสีดำพุ่งขึ้นฟ้าราวกับคำท้าทายต่อดวงตาสีแดง มันหมุนตัวในอากาศก่อนจะร่อนลงเคียงข้างอิซาเบลล่า ราวกับเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้อันดุเดือดที่กำลังจะเกิดขึ้น

“ไม่ อลิซ เจ้าไม่สามารถสู้พวกมันได้เพียงลำพัง!”

เซเวียร์รีบเอ่ยรั้งเสียงดัง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรน

เสียงลมหายใจของ อากริมัส ดังสะท้อน ทันทีที่มันพ่นลมหายใจแรงออกมา ร่างมหึมาของมังกรดำที่ยืนข้างกายอิซาเบลล่าก็ดูสง่างามและทรงพลัง ดวงตาสีทองของมันฉายแววแน่วแน่ คล้ายกำลังบอกทุกคนว่าการต่อสู้ครั้งนี้ อิซาเบลล่าไม่ได้อยู่ลำพัง

อิซาเบลล่ายกยิ้มจาง มือเรียวเอื้อมไปลูบปลายจมูกของมังกรดำด้วยความรักใคร่ อากริมัสก้มหัวลงต่ำตอบรับสัมผัสนั้น ราวกับทั้งสองเป็นหนึ่งเดียว

“ในโลกนี้ ข้า…อิซาเบลล่า…ไม่เคยผิดต่อผู้ใด”

นางเอ่ยเสียงนุ่ม แต่แฝงด้วยความหนักแน่น ดวงตาสีฟ้าของนางเต็มไปด้วยแสงประกาย

“แต่หากจะติดค้างผู้ใดในชีวิตนี้ ก็มีเพียงเจ้า…อากริมัส”

ดวงตาของมังกรดำปิดลงช้า ๆ อิซาเบลล่าแนบหน้าผากของตนกับจมูกของมัน น้ำเสียงที่เปล่งออกมานุ่มนวลราวสายลม

“ชาติหน้าข้าจะชดใช้ให้เจ้า…ดีหรือไม่?”

ดวงตาของเซเวียร์เบิกกว้าง ราวกับเริ่มเข้าใจเจตนาที่แท้จริงของอิซาเบลล่า

“ไม่ อลิซ!”

เซเวียร์ตะโกนลั่น

“อย่าทำแบบนี้!”

อิซาเบลล่าค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความแน่วแน่ และใบหน้านั้นประดับด้วยรอยยิ้มสดใสที่เซเวียร์ไม่ได้เห็นมานานหลายปี

“ข้าสัญญากับท่านพ่อไว้…ย่อมรักษาสัญญานั้นเซเวียร์”

นางเอ่ยพร้อมกับปล่อยมือจากมังกรชั่วครู่เพื่อสะบัดชุดคลุมของตนเอง ชุดสีขาวที่นางสวมใส่ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเกราะสีดำประกาย ราวกับนักรบในตำนานที่ฟื้นคืน

เซเวียร์ชะงักค้าง ความงดงามและความกล้าหาญของนางในตอนนี้ทำให้เขาหายใจไม่ออก

“อากริมัส ไปกันเถอะ”

อิซาเบลล่ากล่าวก่อนกระโดดขึ้นบนหลังมังกร มันแผ่ปีกขนาดใหญ่และกระพือขึ้นสู่อากาศ ร่างของอิซาเบลล่าและมังกรดำพุ่งทะยานออกไปนอกปราการอย่างสง่างาม

อากริมัสพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูง เป้าหมายคือดวงตาสีแดงบนท้องฟ้าที่มองลงมาอย่างเหยียดหยาม เปลวไฟสีทองพุ่งออกจากปากของมังกร มันเผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางหน้า เงามืดนับพันที่พยายามเข้ามาใกล้ถูกทำลายในพริบตา

อิซาเบลล่าร่ายเวทมนตร์จากบนหลังมังกร พลังของนางกวาดผ่านเงามืดที่เหลือรอด ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

ภายในปราการ เหล่าพ่อมดแม่มดมองดูการต่อสู้ด้วยความละอายใจ บางคนกล้าหาญพอที่จะพุ่งออกไปช่วยเหลือ บ้างร่ายเวทมนตร์สนับสนุนจากด้านใน

“อลิซจะต้องการกำลังเสริม!”

เซเวียร์กล่าวเสียงเข้ม ก่อนจะร่ายเวทเรียกมังกรคู่ใจของตน มังกรสีเงินที่มีเกล็ดเป็นประกายดุจแสงจันทร์ปรากฏตัว เซเวียร์กระโดดขึ้นหลังมังกรและพุ่งออกไป

“พวกเราไม่อาจปล่อยให้พวกเขาสู้เพียงลำพัง!”

เสียงพ่อมดคนหนึ่งกล่าวขึ้น เหล่าพ่อมดแม่มดที่กล้าหาญต่างพุ่งออกจากปราการตามไป ร่วมต่อสู้เคียงข้างอิซาเบลล่า

อิซาเบลล่ามองเงามืดจำนวนมากที่พุ่งเข้ามา นางยกยิ้มเล็กน้อย

“ในที่สุด…ก็พบกันอีกครั้ง”

นางกระซิบ

“เรามาจบเรื่องนี้กันเถอะ”

เสียงคำรามของ อากริมัส ดังก้องฟากฟ้า ร่างมหึมาของมันเผชิญหน้ากับดวงตาสีแดงที่กำลังบิดเบี้ยวด้วยความร้อนรน

เงามืดนับพันที่พยายามเข้ามาขวางทางถูกเปลวไฟสีดำเผาผลาญจนสลายหายไปในพริบตา

บนหลังของอากริมัส อิซาเบลล่า ยืนมั่นคง ใบหน้างดงามของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ดวงตาสีฟ้าจ้องตรงไปยังเป้าหมายที่อยู่เบื้องหน้า นางจับจี้รูปหยดน้ำสีฟ้าแน่น แสงจากจี้ค่อย ๆ สว่างขึ้นจนกลายเป็นประกายสีทองที่เจิดจ้าครอบคลุมทั้งร่างของนางและมังกรคู่ใจ

"ถึงเวลาแล้ว…"

เสียงหวานแผ่วเบาดังขึ้น

ทันใดนั้น ดอกไม้สีทอง ที่ซ่อนอยู่ในตัวของอิซาเบลล่าปรากฏขึ้น มันลอยออกมาจากกลางอกของนาง กลีบดอกทั้งสามเปล่งแสงเจิดจ้าเหมือนดวงอาทิตย์ดวงน้อยที่ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางความมืด

ดวงตาสีแดงบนท้องฟ้าเริ่มขยับเคลื่อนไหว เปลวไฟสีดำพุ่งลงมาหมายทำลายล้าง แต่กลับถูกแสงจากดอกไม้สีทองสลายไปอย่างง่ายดาย เงามืดรอบตัวเริ่มถอยร่น แต่ก็ยังคงพยายามรวมตัวเข้าหาดวงตาสีแดงเพื่อสร้างเกราะป้องกัน

“เจ้าคือจุดจบของมัน…”

เสียงของบิดาดังก้องอยู่ในหัวของอิซาเบลล่า

นางหลับตาลงอีกครั้ง ก่อนที่ดวงตาสีฟ้าของนางจะเปิดขึ้นพร้อมแสงที่เปล่งประกายออกมาจากจิตใจ นางเอื้อมมือออกไปข้างหน้า ดอกไม้สีทองหมุนวนในอากาศ ก่อนพุ่งตรงไปยังดวงตาสีแดง

ตู้ม!!!

ในวินาทีนั้น ดอกไม้สีทองระเบิดพลังออกมา แสงสีทองที่เปล่งออกมากลืนกินทุกสิ่ง ฟากฟ้าสั่นสะเทือนราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ พลังแห่งความมืดและแสงสว่างปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นวงพลังทำลายล้างที่แผ่ขยายไปทั่ว

เซเวียร์เบิกตากว้างเมื่อเห็นร่างของอิซาเบลล่าและอากริมัสถูกกลืนหายไปในแสงนั้น ในวินาทีสุดท้ายใบหน้าของนางหันมามองเขาด้วยแววตาขอโทษ เซเวียร์พุ่งตัวออกไปแต่กลับถูกแรงพลังมหาศาลสะท้อนกลับ

"ไม่!!! อลิซ!!!"

เขาตะโกนลั่น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

เมื่อแสงสว่างดับลง เงามืดทุกสายสลายไปในทันที ดวงตาสีแดงที่เคยคุกคามบนท้องฟ้าหายไปเหลือเพียงความว่างเปล่า

เซเวียร์คุกเข่าลงกับพื้น เขายื่นมือออกไปคว้าบางสิ่งที่ไม่มีอยู่แล้ว ละอองแสงสีทองที่ยังคงลอยอยู่ในอากาศเหมือนเศษเสี้ยวของตัวตนของอิซาเบลล่า

"ข้ายังไม่ได้บอกเจ้าเลย…ว่า…"

น้ำตาของเขาหลั่งไหล

“ข้ารักเจ้า อลิซ…”

เขาพึมพำเสียงสั่น ร่างของเขาสั่นไหวด้วยความสิ้นหวังและโศกเศร้า

ลมเย็นพัดผ่านลานกว้าง เศษซากของเงามืดและซากอาคารที่ถูกทำลายยังคงอยู่ แต่ท้องฟ้าค่อย ๆ คืนแสงจันทร์ที่สดใสกลับมา

แต่สำหรับเซเวียร์…โลกของเขาไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมอีกต่อไป

บทที่3

แสงสีทองสว่างจ้าราวกับจะแผดเผาทุกสิ่งในมิติ เศษละอองแสงลอยวนเหมือนเกล็ดหิมะที่ไม่มีจุดสิ้นสุด

อลิซ และ อากริมัส ถูกดูดเข้าไปในห้วงแห่งกาลที่ไม่รู้จัก ดอกไม้สีทองที่คิดว่าสหลายไปแล้วกับปรากฏอยู่ตรงหน้า สายลมแห่งมิติว่างเปล่าเริ่มพัดแรงเหมือนพายุ แรงเหวี่ยงมหาศาลทำให้พวกเขาแยกออกจากกัน

"อากริมัส!!!"

เสียงกรีดร้องของอลิซดังก้อง เธอพยายามเอื้อมมือคว้าร่างมังกรคู่ใจที่ถูกแรงดึงลากไปในทิศทางตรงข้าม น้ำตาเอ่อคลอในดวงตา แต่ไม่อาจยื้อไว้ได้

"ข้าจะตามหาเจ้าให้เจอ!!!"

อลิซพยายามตะโกน แต่เสียงของเธอถูกกลืนหายไปในความว่างเปล่า

แรงดึงดันสุดท้ายฉุดร่างของเธอให้หมุนคว้างจนหมดสิ้นการควบคุม ทุกอย่างกลายเป็นความมืด

เฮือก! อลิซหายใจเฮือกใหญ่เมื่อรู้สึกถึงอากาศที่ไหลเข้าปอดอย่างแรง ร่างกายของเธอหนักอึ้งและแปลกประหลาด แต่สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ เสียงที่เธอเปล่งออกมานั้นกลับไม่ใช่เสียงของเธอ

“อุแว๊ๆๆ!"

เสียงร้องของทารกที่ดังกังวานพร้อมเวลาที่เธอพูดทำให้เธอชะงัก ดวงตาเบิกกว้าง แต่การมองเห็นกลับไม่ชัดเจน ภาพที่เห็นตรงหน้าเบลอราวกับอยู่ในหมอก

“ไป๋เฟิ่งมี่ ลูกแม่…"

เสียงอ่อนโยนของหญิงสาวคนหนึ่งที่คุ้นเคย ดังขึ้นในความสลัว อ้อมกอดที่อบอุ่นโอบล้อมร่างเล็ก ๆ ของเธอไว้ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสมุนไพรและผ้าฝ้ายที่นุ่มนวลทำให้เธอรู้สึกถึงความปลอดภัย

“ท่านแม่…"

อลิซพยายามเปล่งเสียง แต่สิ่งที่ออกมาคือเสียงร้องไห้แหลมสูง

"อุแว๊ๆๆ!"

เธอพยายามจะขยับตัว แต่กลับพบว่าร่างกายเล็กจิ๋วและไม่มีเรี่ยวแรง แขนขาที่เคยแข็งแกร่ง กลับกลายเป็นแขนขาของทารกน้อยที่อ่อนแอ

“บุตรสาวของข้า!"

เสียงหัวเราะทุ้มต่ำของชายหนุ่มดังขึ้น ราวกับน้ำเสียงแห่งความภาคภูมิใจที่ไม่อาจซ่อนได้

“คุณหนู แข็งแรงมากเจ้าค่ะ!"

เสียงของใครอีกคนเอ่ยขึ้นด้วยความยินดี

อลิซพยายามมองไปยังใบหน้าของผู้คนเหล่านั้น แต่กลับเห็นเพียงภาพเลือนลาง ผู้หญิงที่มีน้ำเสียงอ่อนโยน ผู้ชายที่เปล่งเสียงหัวเราะอย่างปลื้มปิติ

ในชั่วขณะนั้น เธอรู้สึกถึงมืออุ่น ๆ ที่ลูบหัวเล็ก ๆ ของเธอ และริมฝีปากที่จุมพิตเบา ๆ ลงบนหน้าผาก

“ไป๋เฟิ่งมี่ ลูกแม่…"

น้ำเสียงนี้ทำให้อะไรบางอย่างในใจของอลิซสั่นไหว

“เฟิ่งมี่…"

เธอคิดในใจ รู้สึกถึงบางสิ่งที่แตกต่างและแปลกใหม่ แต่แล้วความอ่อนล้าที่ถาโถมเข้ามาทำให้เธอค่อย ๆ หลับตาลง เสียงที่แผ่วเบาลงเรื่อย ๆ และกลิ่นอายแห่งความรักอบอวลไปทั่ว

อย่าให้มันเป็นเพียงแค่ความฝันเลย… เธอคิดในใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ความมืดมิดและความอบอุ่นจะครอบคลุมจิตใจของเธอ

ดวงตาเล็ก ๆ ของเฟิ่งมี่ค่อย ๆ ลืมขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ นางกลับเห็นทุกสิ่งอย่างชัดเจน ท่ามกลางแสงอบอุ่นในห้องเล็ก ๆ ดวงตากลมโตของนางจับจ้องไปยังใบหน้าของหญิงสาวผู้หนึ่ง

ใบหน้าเหมือนมารดาของนางไม่ผิดเพี้ยน ใบหน้างดงามอ่อนโยนประดับรอยยิ้มบาง ๆ มารดาของนางกำลังอุ้มนางไว้แนบอก ดวงตาของนางส่องประกายอ่อนโยนราวกับเป็นแสงแรกของวัน

“ลูกแม่…”

เสียงอ่อนหวานของมารดาเอ่ยเรียกเบา ๆ ขณะที่มือลูบศีรษะเล็ก ๆ ของนางด้วยความทะนุถนอม

เบื้องหลังมารดา ชายร่างสูงผู้หนึ่งกำลังโอบร่างของมารดาไว้แน่น เขาชะโงกหน้าเข้ามามองนาง ใบหน้าคมเข้มที่ดูแข็งแกร่ง แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและรักใคร่ ราวกับโลกทั้งใบของเขาหยุดหมุนเมื่อได้เห็นเด็กน้อยในอ้อมกอด

“ลูกสาวของเรา…”

เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างแผ่วเบา

เฟิ่งมี่จ้องมองทั้งสอง ดวงตากลมโตของนางเอ่อคลอด้วยน้ำตาที่ร่วงไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกอันอบอุ่นและโหยหาในใจที่ถูกกักเก็บไว้เป็นร้อยปีพุ่งเข้าถาโถมใส่นางอย่างไม่อาจควบคุม ความทรงจำถึงครอบครัวในอดีตทำให้นางรู้สึกเหมือนหัวใจถูกปลดปล่อย ข้าพบพวกท่านแล้ว

เสียงร้องไห้จ้าของเด็กน้อยดังขึ้น กึกก้องไปทั่วห้อง เฟิ่งมี่ส่งเสียงร้องที่เปี่ยมไปด้วยความคิดถึงและความรู้สึกหลากหลายที่ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง ร่างเล็ก ๆ ที่สั่นสะท้านในอ้อมกอดของมารดา ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความตื่นตระหนก

หยางจวิ้นขยับตัวไปมาอย่างร้อนรน ใบหน้าคร่ำเคร่งเต็มไปด้วยความเป็นห่วง มือใหญ่แตะเบา ๆ ที่ไหล่ของอี้หลันพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจ

"เรียกหมอมา! เดี๋ยวนี้!"

อี้หลันที่แม้จะเป็นหญิงสงบเยือกเย็น แต่ก็อดหลุดขำออกมาไม่ได้เล็กน้อย นางยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"ท่านพี่…ท่านเป็นหมอหลวงนะเจ้าค่ะ"

หยางจวิ้นชะงักเล็กน้อย ราวกับเพิ่งตระหนักถึงข้อเท็จจริงนั้น แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยสิ่งใด เสียงร้องไห้จ้าของเฟิ่งมี่กลับหยุดลงอย่างกะทันหัน

ห้องที่เคยเต็มไปด้วยเสียงสะอึกสะอื้นพลันเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในลำคอของเด็กน้อย

ดวงตากลมโตที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำตาจับจ้องไปยังมารดาและบิดาของนาง ริมฝีปากเล็ก ๆ สั่นระริก ราวกับพยายามจะพูดสิ่งใด แต่กลับเปล่งได้เพียงเสียงแผ่วเบาไร้ความหมายของเด็กแรกเกิด

มารดาของนางยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ ดวงตาอ่อนโยนของนางจ้องมองบุตรสาวด้วยความรัก มือเรียวยกขึ้นลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเด็กน้อยเบา ๆ

"ลูกของแม่…อย่าตกใจไปเลย แม่อยู่นี่แล้ว"

หยางจวิ้นที่ยังยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจยาว มือใหญ่ของเขาเอื้อมมาลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเฟิ่งมี่บ้าง น้ำเสียงที่เคยตื่นตระหนกเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ

"เจ้าตัวน้อย…"

ดวงตากลมโตของเฟิ่งมี่ยังคงมองพวกเขาทั้งสอง น้ำตายังคงไหลอาบแก้มเล็ก ๆ ของ ท่านพ่อ… ท่านแม่…

เฟิ่งมี่อยากจะเอ่ยคำนี้ แต่สิ่งที่ออกจากปากของนางกลับมีเพียงเสียงสะอื้นเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายเกินจะเอื้อนเอ่ย

**ห้าเดือนผ่านไป***

ผ่านมาเพียงห้าเดือน ไป๋เฟิ่งมี่ตัวน้อยกลับกลายเป็นที่รักของทุกคนในจวนอย่างน่าประหลาดใจ นางเป็นเด็กเลี้ยงง่ายเสียจนทุกคนตกใจ ไม่มีเสียงร้องไห้งอแงให้ได้ยิน เว้นแต่ในยามที่นางขับถ่าย ซึ่งนางจะร้องเสียงแอ๊ แอ๊ เบา ๆ เป็นสัญญาณ บ่าวไพร่ต่างรีบเข้ามาดูทันทีราวกับกลัวว่านางจะไม่สบาย

เมื่อใดที่ไป๋หยางจวิ้น หรือไป๋อวี้หลัน อุ้มนางไว้ในอ้อมแขน เฟิ่งมี่ตัวน้อยจะส่งยิ้มกว้างจนทุกคนในจวนรู้สึกอบอุ่นหัวใจ รอยยิ้มเล็ก ๆ ของนางสามารถทำให้คนที่เหนื่อยล้าทั้งวันกลายเป็นสดชื่นขึ้นมาได้ในทันที

นางจะชูนิ้วเล็ก ๆ พร้อมทำเสียงอ่อ แอ้ คล้ายกับกำลังพยายามพูดบางสิ่ง ร่างเล็ก ๆ ของนางส่ายไปมาอย่างน่ารัก จนไม่ว่าใครที่มองเห็นต่างก็ใจละลาย

อย่างไรก็ตาม ความน่ารักของเฟิ่งมี่ไม่ได้สงบสุขเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อพี่ชายของนาง ไป๋เจี้ยนหาน เด็กชายวัยห้าปีที่คลั่งไคล้ในตัวน้องสาว เขามักพยายามอุ้มนางออกจากอ้อมแขนของบิดามารดาเพื่ออวดความเก่งของตนเอง

"น้องเฟิ่งมี่ต้องให้พี่ใหญ่อุ้มบ้าง!"

เสียงไป๋เจี้ยนหานพูดด้วยน้ำเสียงทะนงตน ขณะพยายามเข้ามาแย่งเฟิ่งมี่จากอ้อมอกของมารดา

ทันใดนั้นเอง เฟิ่งมี่ตัวน้อยที่ยิ้มหวานอยู่กลับเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็ว นางเบะปากน้อย ๆ ก่อนจะเริ่มพ่นน้ำลายใส่ไป๋เจี้ยนหานเป็นการตอบโต้ ราวกับเป็นวิธีปกป้องพื้นที่ของนาง

“มี่มี่ พ่นน้ำลายใส่พี่อีกแล้ว!”

ไป๋เจี้ยนหานอุทานเสียงดังพลางถอยหนีเล็กน้อย ใบหน้าเขามีทั้งความตกใจและน้อยใจ

ไป๋อวี้หลันที่เห็นเหตุการณ์กลับหลุดหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะอุ้มนางขึ้นลูบหลังปลอบโยน

“โอ๋ ๆ เจ้าตัวน้อย แม่อยู่นี่แล้ว”

แต่เฟิ่งมี่ตัวน้อยกลับชูนิ้วเล็ก ๆ และทำเสียงอ่อ แอ้ คล้ายจะบอกมารดาว่า ข้าไม่ผิด! เขามายุ่งกับข้าเอง!

ไป๋เจี้ยนหานที่ยืนเช็ดหน้าอยู่อีกมุมส่งเสียงฮึดฮัด

“มี่มี่ พี่จะรักเจ้าน้อยลง…เอ่อนิดนึงแล้วนะ!”

เฟิ่งมี่ตัวน้อยไม่ได้ตอบอะไรนอกจากส่งเสียงหัวเราะคิกคักเบา ๆ ดูเหมือนจะรู้ดีว่าตนเองชนะอีกครั้งในการปกป้องบิดามารดาจากการแย่งชิงของพี่ชาย

ผ่านมาแล้ววันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ไป๋เฟิ่งมี่ตัวน้อยบัดนี้อายุครบ 3 หนาว นางเติบโตขึ้นเป็นเด็กหญิงที่งดงามจนใครต่อใครในจวนต่างหลงรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

เฟิ่งมี่มีเส้นผมสีดำเงางามที่ถูกจัดแต่งเป็นมวยผมจุกสองข้าง ดูราวกับตุ๊กตาน้อย ผิวของนางขาวเนียนราวหิมะที่ปกคลุมภูเขาในฤดูหนาว แก้มทั้งสองข้างอมชมพูเหมือนกลีบดอกเหมยที่เพิ่งผลิบาน ดวงตากลมโตของนางเปล่งประกายราวกับลูกกวางน้อยที่มองโลกด้วยความใสซื่อและอยากรู้อยากเห็น

วันนี้เฟิ่งมี่สวมชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนประดับลวดลายดอกไม้เล็ก ๆ ดูเรียบง่ายแต่งดงามเหมือนเจ้าหญิงตัวน้อยในนิทาน ชุดคลุมผืนบางที่ปักลวดลายดอกเหมยสีขาวเพิ่มความอ่อนหวานให้กับรูปลักษณ์ของนางยิ่งขึ้น รองเท้าปักลายสีเดียวกันพอดีกับเท้าเล็ก ๆ ยิ่งขับความน่ารักให้กับร่างน้อย

เฟิ่งมี่กำลังนั่งอยู่กลางลานสวน เด็กน้อยหัวเราะคิกคักเสียงใส ขณะพยายามไล่จับผีเสื้อสีเหลืองที่บินวนไปมา ดวงตากลมโตของนางเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น ทุกก้าวย่างของนางเต็มไปด้วยพลังและความสดใสที่ทำให้ใครที่มองต้องยิ้มตาม

"มี่มี่! อย่าวิ่งเร็วไป!"

เสียงเจี้ยนหานในวัย 8 หนาว ตะโกนเรียกน้องสาว ขณะที่เฟิ่งมี่หันมายิ้มหวานให้เขาก่อนจะหันกลับไปวิ่งไล่ผีเสื้ออย่างมีความสุข

แสงแดดที่ส่องลอดผ่านกิ่งไม้ลงมากระทบกับผมดำเงางามและชุดสีชมพูอ่อนของเฟิ่งมี่ ดูราวกับนางเป็นดวงดาวเล็ก ๆ ที่เปล่งประกายท่ามกลางสวนกว้าง เด็กน้อยผู้มีรอยยิ้มสดใสจนสามารถละลายหัวใจของทุกคนที่ได้พบเห็น

แต่ใครเล่าจะรู้ ว่าเด็กหญิงตัวน้อยที่วิ่งเล่นอยู่กลางสวนกลับไม่ได้เพียงแค่ไล่จับผีเสื้ออย่างที่ทุกคนเห็น หากแต่กำลังเจรจาอย่างเงียบ ๆ กับเจ้าผีเสื้ออสูรตัวหนึ่งแทน

ความสามารถเวทมนตร์ที่ซ่อนเร้นในตัวของเฟิ่งมี่เริ่มเผยออกมา นางสามารถใช้พลังเวทบางส่วนในโลกใหม่นี้ได้ แม้ไม่สมบูรณ์เช่นเดิม แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้นางมองเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของเจ้าผีเสื้ออสูรตัวนี้

ผีเสื้อที่ปรากฏในสายตาของคนทั่วไปเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กจิ๋วสีเหลืองสดใส แต่ในดวงตาของเฟิ่งมี่กลับเห็นเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีปีกเปล่งประกายแสงจาง ๆของแสงจันทร์ รูปร่างลึกลับราวกับมีอำนาจเวทซ่อนอยู่

ดวงตากลมโตของเฟิ่งมี่จับจ้องไปยังผีเสื้อ พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงใส

"เจ้าผีเสื้อ เจ้าทำพันธะสัญญากับข้าดีหรือไม่?”

ผีเสื้อหยุดชะงักบินในอากาศ ดวงตาเล็ก ๆ ของมันจับจ้องเด็กน้อยด้วยท่าทีประหลาดใจ

"หากข้าทำพันธะสัญญาแล้ว ข้าจะได้อะไร?”

เฟิ่งมี่ยิ้มน้อย ๆ

"อืม…เจ้าอยากได้อะไรล่ะ?”

เจ้าผีเสื้ออสูรบินวนไปมาเหมือนกำลังครุ่นคิด มันเอ่ยด้วยเสียงที่แฝงความขี้เล่น

"หากข้าจะทำพันธะสัญญา ข้าขอสิ่งหนึ่ง…ข้าต้องการสวนดอกไม้ที่เต็มไปด้วยดอกไม้เวทหลากสายพันธุ์ สวนที่มีอากาศเย็นสบาย แต่ไม่หนาวเกินไปตลอดทั้งปี ข้าเกลียดความหนาวเย็น แต่ก็ไม่ชอบความร้อนอบอ้าวเหมือนในทุ่งกว้าง"

เฟิ่งมี่เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะยิ้มกว้าง

"แค่นั้นเองหรือ? เจ้าช่างมีความต้องการที่น่ารักจริง ๆ"

เจ้าผีเสื้ออสูรตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"สวนดอกไม้เวทนั้นสำคัญต่อข้ามาก ดอกไม้ที่สดใสและอากาศที่พอเหมาะคือสิ่งที่ข้าต้องการที่สุด หากเจ้าทำให้ข้าได้ ข้าก็จะตอบแทนเจ้าอย่างซื่อสัตย์"

เฟิ่งมี่พยักหน้าเบา ๆ มือเล็กยกขึ้นเบื้องหน้า ผีเสื้ออสูรพลันหายเข้าไปในมิติเวทของนาง

เฟิ่งมี่หัวเราะคิกคัก ก่อนหันกลับไปหาพี่ชาย

"พี่ใหญ่ ข้าเหนื่อยแล้วเจ้าค่ะ อุ้มข้าหน่อย"

เจี้ยนหานยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามาอุ้มน้องสาวขึ้นแนบอก แก้มยุ้ยนั่นทำให้เขาอยากกอดและหอมนางทั้งวันทั้งคืน

"ได้สิ มี่มี่ของพี่ใหญ่"

"พาข้ากลับห้องหน่อยเจ้าค่ะ ข้าอยากอาบน้ำ"

"ได้เลย พี่ใหญ่จะพาเจ้าไป"

เจี้ยนหานพาน้องสาวไปส่งที่ห้อง บ่าวรับใช้อาเหมยรีบนำหน้าไปจัดเตรียมอ่างน้ำตามที่คุณหนูชอบ ดอกไม้หลากสีถูกโรยลงในอ่างที่เต็มไปด้วยน้ำอุ่นหอมกรุ่น

เมื่อถึงหน้าห้องนอนของนาง เฟิ่งมี่ตัวน้อยส่งยิ้มหวานจนเจี้ยนหานแทบละลาย

"ขอบคุณเจ้าค่ะ พี่ใหญ่ ข้ารักพี่ใหญ่ที่สุดเลย!"

เด็กน้อยโอบคอพี่ชายอย่างแน่น ก่อนจะจุ๊บแก้มเขาเบา ๆ ใบหน้าน้อย ๆ ของนางเปื้อนยิ้มอย่างไร้เดียงสา

เจี้ยนหานที่ไม่ทันตั้งตัวกับการแสดงความรักของน้องสาว ยืนนิ่งราวกับถูกแช่แข็ง ใบหน้าของเขาแดงก่ำตั้งแต่แก้มจนถึงปลายหู เสียงหัวเราะคิกคักของเฟิ่งมี่ดังขึ้นก่อนที่ร่างเล็ก ๆ จะไถตัวลงจากแขนพี่ชาย เดินเข้าเรือนไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้เจี้ยนหานยืนนิ่งเหมือนรูปสลัก

ดวงตาสีดำสนิทของเขาเบิกกว้างขณะมองตามน้องสาว แม้พยายามตั้งสติแต่ไม่อาจควบคุมหัวใจที่เต้นแรงจนรู้สึกได้

"น้องบอกว่ารักข้า…น้องบอกว่ารักข้า!"

เขาพึมพำกับตัวเองก่อนจะหมุนตัวกลับไปที่โถงใหญ่ ใบหน้าที่ยังคงแดงจัดเผยให้เห็นรอยยิ้มกว้าง เขาตัดสินใจทันที

"ข้าต้องบอกท่านพ่อ! ท่านพ่อจะต้องรู้ว่ามี่มี่ รักข้ามากกว่า!"

เสียงหัวเราะของเจี้ยนหานดังก้องไปกับสายลม เขาวิ่งไปด้วยความตื่นเต้น รอยยิ้มแห่งความสุขเปี่ยมล้นบนใบหน้าของพี่ชายที่หลงรักน้องสาวคนเล็กอย่างหัวปักหัวปำ

"พี่อาเหมย วันนี้มี่มี่อยากแช่ตัว ข้าแช่คนเดียวได้ พี่อาเหมยออกไปรอก่อนนะเจ้าค่ะ"

อาเหมยยิ้มกว้าง

"เจ้าค่ะคุณหนู"

นางเดินออกไปอย่างว่าง่าย

เมื่อไม่มีใครอยู่แล้ว เฟิ่งมี่จึงเร่งเปิดมิติเวทของตนเอง

“เข้ามิติ”

พรึ่บ! เบื้องหน้าของนาง เป็นสถานที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ทุ่งหญ้าสีเขียวขจีทอดยาวไปจนถึงขอบฟ้า เรือนไม้ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่ง ที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเวทมนตร์ที่เปล่งประกายรอบบริเวณ

เฟิ่งมี่ร่ายเวทมนตร์เบา ๆ ดอกไม้เวทหลากสีเริ่มผลิบานรอบตัวนางราวกับตอบรับคำสั่ง พื้นดินในบริเวณนั้นเย็นสบายขึ้น แต่ไม่ถึงกับหนาว สายลมที่พัดผ่านพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้มาชโลมใจ

"นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องการใช่หรือไม่?”

เฟิ่งมี่เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม ดวงตาสีดำขลับของนางจับจ้องเจ้าผีเสื้ออสูรที่ปรากฏตัวขึ้น

เจ้าผีเสื้อบินวนอยู่รอบตัวเด็กน้อยอย่างพอใจ

"ยอดเยี่ยม! เช่นนั้น ข้าขอตอบรับการทำพันธะสัญญา ข้าจะอยู่รับใช้และปกป้องเจ้าในยามจำเป็น"

สิ้นคำพูดของอสูรผีเสื้อ ก็บังเกิดเวทอักขระทำพันธะสัญญา ในพริบตา แสงสีทองระยิบระยับล้อมรอบร่างของทั้งสอง

เฟิ่งมี่หัวเราะคิกคัก

"ขอบคุณนะ เจ้าผีเสื้อ ตอนนี้เจ้าคือเพื่อนคนแรกในโลกนี้ของข้าแล้ว"

ผีเสื้ออสูรหยุดบินอยู่เบื้องหน้า พลางเอ่ยเสียงอ่อนโยน

"เจ้าเด็กน้อย เจ้าไม่ต้องห่วง อีกไม่นานเจ้าจะมีเพื่อนมากมาย"

ทั้งสองจ้องตากันราวกับเข้าใจซึ่งกันและกัน พันธะสัญญาที่เกิดขึ้นในมิตินี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพระหว่างเฟิ่งมี่และผีเสื้ออสูรของนาง

“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะตั้งชื่อให้เจ้าว่า ‘หลิงเฟิง’ หากเจ้าต้องการก็บอกข้าได้เลย”

เสียงใสของเฟิ่งมี่เอ่ยขึ้น ดวงตากลมโตเปล่งประกายระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน

เจ้าผีเสื้ออสูรหยุดบินอยู่เบื้องหน้านาง ปีกเปล่งแสงเล็กน้อย

"ชื่อของข้าจากนี้ไปคือหลิงเฟิง ข้าชอบมันมาก ขอบใจนะ เจ้าหนูน้อย"

เฟิ่งมี่ยิ้มกว้าง

"ต่อจากนี้ เราคือสหายกัน หลิงเฟิง"

หลิงเฟิงหัวเราะเบา ๆ เสียงของมันแฝงไปด้วยความอบอุ่นและลึกซึ้ง

"มี่มี่ ที่นี่มีพลังเวทและพลังวิญญาณที่หนาแน่นมาก เพียงแค่หนึ่งคืนที่เจ้าหลับ ข้าก็สามารถสร้างลูกหลานอีกมากมายในมิติแห่งนี้เจ้าอนุญาตหรือไม่?"

เฟิ่งมี่ทำตาโต ก่อนยิ้มเล็ก ๆ

"ข้าอนุญาต ข้าจะรอดูนะ ว่าลูกหลานของเจ้าจะเป็นเช่นไร"

"ได้สิ แต่เจ้าต้องเตรียมสวนดอกไม้เพิ่มอีกหลายแห่งล่ะ!"

หลิงเฟิงพูดพลางหมุนตัวบินวนรอบหัวของเฟิ่งมี่

เฟิ่งมี่ยิ้มคิกคัก ก่อนยืดตัวขึ้นเล็กน้อย

"ได้ ข้าสัญญา แต่ตอนนี้ข้าต้องออกไปแล้ว…พรุ่งนี้ข้าจะเข้ามาหาเจ้าใหม่ อย่าลืมเตรียมอวดสิ่งที่เจ้าสร้างไว้ล่ะ!"

"ฮ่า ๆ แน่นอน! ข้าจะรอเจ้า"

หลิงเฟิงเอ่ยพร้อมบินสูงขึ้นไป แสงที่เปล่งจากปีกของมันส่องประกายคล้ายแสงดวงดาว

ร่างเล็กของนางปรากฏตัวอีกครั้งกลางห้องเช่นเดิม ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความเงียบสงบตามเดิม ไม่มีใครล่วงรู้ถึงมิติพิเศษของนาง

เฟิ่งมี่ค่อย ๆ เดินไปยังอ่างอาบน้ำที่เต็มไปด้วยกลีบดอกไม้หลากสีซึ่งอาเหมยจัดเตรียมไว้ให้อย่างดี

นางปล่อยตัวลงแช่ในน้ำอุ่น รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าเล็ก ๆ ของนาง กองกำลังและรากฐานของข้ากำลังเริ่มต้นขึ้น นางพึมพำในใจ

แม้ว่าท่านพ่อจะเป็นหมอหลวง แต่ตระกูลไป๋ของข้าก็เป็นหนึ่งในคหบดีที่ร่ำรวยลำดับต้น ๆ ของเมืองหลวง ร้านค้าตระกูลไป๋มีทั้งร้านขายโอสถ ร้านขายเครื่องประดับ และร้านขายผ้า แต่โลกใบนี้เต็มไปด้วยการแก่งแย่งและใช้อำนาจเป็นใหญ่ เงินทองที่แลกเปลี่ยนในการค้าขายทั่วไป แม้จะดูมากมาย แต่กลับยากเย็นกว่าจะได้มา

เฟิ่งมี่ครุ่นคิดถึงแนวทางของตนเอง

“หากค้าขายทั่วไป กว่าจะได้มาสักตำลึงนั้นยากเย็นนัก แต่หากเป็นของเวท… สิ่งเหล่านี้ต้องประมูลเท่านั้น”

ในหัวของนางนึกถึงจวนใหญ่ในมิติพิเศษของนาง สถานที่ที่เต็มไปด้วยของเวทอันล้ำค่า ไม่ว่าจะเป็นยาโอสถ อาวุธเวท ชุดเกราะ เครื่องประดับ หรือแม้แต่ตำราหายากมากมายที่นางสะสมไว้ในชาติภพก่อน ดวงตาของเฟิ่งมี่ฉายประกายมุ่งมั่น

“ข้าจะเริ่มต้นจากสิ่งเหล่านี้…”

และเมื่อพลังเวทในตัวของข้าฟื้นคืนเต็มที่อีกครั้ง ข้าจะสามารถสร้างของเวทเหล่านี้ด้วยมือตนเอง

นางมองเห็นภาพอนาคตที่ตระกูลไป๋ของนางจะมั่นคงยิ่งกว่าเดิม

เฟิ่งมี่หลับตาลงอย่างสงบในอ่างอาบน้ำ กลิ่นหอมของดอกไม้ในน้ำทำให้นางรู้สึกผ่อนคลาย แต่มุมหนึ่งในใจของนางยังคงเปี่ยมไปด้วยแผนการมากมาย

“อนาคตของข้าและตระกูลนี้ จะต้องร่ำรวยและแข็งแกร่ง…”

ความมุ่งมั่นนั้นราวกับแสงที่เปล่งประกายในดวงตาของเด็กน้อยวัยสามขวบ ที่อายุจริงของนางนั้น203ปีแล้ว

สวรรค์!เกิดมาชาตินี้หากต้องตายเหมือนเดิมอีกครั้ง ก็ขอทำทุกอย่างเพื่อบิดา มารดา พี่ชาย ทำให้ครอบครัวของข้าร่ำรวย แข็งแกร่ง และหากเป็นไปได้ข้าก็อยากจะมีความรักสักครั้งก่อนตาย ข้าหวังว่าท่านจะเมตตา!

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...