โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ขุมทรัพย์ปิโตรเลียม 'ไทย-กัมพูชา' MOU 44 ห้ามแยกเจรจาแบ่งประโยชน์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 พ.ย. 2567 เวลา 06.17 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2567 เวลา 06.17 น.
หลักเขตที่ 73 ซึ่งเป็นหลักเขตระหว่างไทยกับกัมพูชา เริ่มตั้งแต่บริเวณบ้านหาดเล็ก ต.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด

หลังจากที่รัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ประกาศที่จะตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (Joint Technical Committee หรือ JTC) เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา (Overlapping Claims Areas หรือ OCA) โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การนำปิโตรเลียมที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนร่วมกันขึ้นมาใช้ประโยชน์ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางด้านแหล่งพลังงานภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อราคาพลังงานโลก ความเสี่ยงทางแหล่งก๊าซธรรมชาติในเมียนมาจากความวุ่นวายทางการเมือง และแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่กำลังจะหมดไป

ส่งผลให้รัฐบาลต้องเตรียมการที่จะลด “ความเสี่ยง” ทางด้านพลังงานจากหลาย ๆ วิธีการ โดย 1 ในนั้นก็คือ ความพยายามที่จะนำปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อน OCA ไทย-กัมพูชาขึ้นมาใช้ แต่ทว่าก็ไม่ได้ง่ายเหมือนคราวทำบันทึกความเข้าใจร่วมกันระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย ในการทำความตกลงว่าด้วยการพัฒนาร่วม (Joint Development Arrangements หรือ JDA) ในปี 2521 เพื่อนำปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ด้วยการแบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน เนื่องจากสถานการณ์พื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา (OCA) มีความซับซ้อนมากกว่า ทั้งทางด้านการเมืองและผลประโยชน์ที่จะได้รับจากแหล่งปิโตรเลียม ซึ่งยังคงเชื่อกันว่ามีปริมาณก๊าซธรรมชาติคิดเป็นมูลค่า 3.5 ล้านล้านบาท และน้ำมันดิบมูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท

พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา

ปัญหาการอ้างสิทธิเหนือไหล่ทวีปทับซ้อนกันระหว่างไทยกับกัมพูชา เกิดจากหลักกฎหมายระหว่างประเทศ 2 ฉบับคือ อนุสัญญาเจนีวาปี 1958 กับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลปี 1982 ที่ได้บัญญัติเขตอำนาจของรัฐชายฝั่งเหนือไหล่ทวีป ด้วยการกำหนดให้รัฐชายฝั่งมีสิทธิอธิปไตยเหนือทรัพยากรธรรมชาติบนและใต้ไหล่ทวีป

โดยสิทธินั้นรัฐชายฝั่งสามารถจะใช้ประโยชน์เอง หรือจะให้สัมปทานแก่บุคคลใดเข้าไปสำรวจและแสวงหาประโยชน์ก็ได้ โดยกัมพูชาได้ประกาศเขตไหล่ทวีปของตนเองครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2513 และอีกครั้งหนึ่งในเดือนกรกฎาคม 2515

ด้วยการอาศัยหลักเขตแดนทางบกหลักที่ 73 เป็นจุดตั้งต้น จากนั้นลากเส้นตรงไปทางตะวันตกค่อนลงไปทางใต้เล็กน้อยผ่าน“เกาะกูด” ไปถึงประมาณกลางอ่าวไทยแล้วหักลงใต้เกือบสุดอ่าวไทย แล้วหักขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือโอบล้อมเกาะภูกว๊อก แล้วไปบรรจบเส้นเขตแดนกัมพูชา-เวียดนาม

graphic

ขณะที่ประเทศไทยเอง หลังจากที่เห็นกัมพูชาประกาศเขตไหล่ทวีปผ่านเกาะกูด ก็ประกาศเขตไหล่ทวีปของตัวเองบ้าง โดยประกาศในเดือนพฤษภาคม 2516 หรือหลังจากที่กัมพูชาประกาศ 1 ปี โดยไทยอาศัยหลักเขตทางบกหลักที่ 73 เป็นจุดตั้งต้นเหมือนกัน โดยลากเส้นจากจุดที่ 1 ที่ละติจูด 11 องศา 39 ลิปดาเหนือ และลองจิจูดที่ 101 องศา 55 ลิปดาตะวันออก ไปยังจุดที่สองที่ละติจูด 9 องศา 48.5 ลิปดาเหนือ และลองจิจูดที่ 101 องศา 46.5 ลิปดาตะวันออก ซึ่งหมายความว่าเส้นเขตไหล่ทวีปของไทยจะเริ่มจากบริเวณระหว่างเกาะกูดกับเกาะกง (ของกัมพูชา) แล้วลากเป็นเส้นตรงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ แล้วหักลงใต้ค่อนไปทางตะวันออกเล็กน้อย ตามแนวเส้นเขตแดนระหว่างกัมพูชากับเวียดนาม แล้วเฉียงใต้ไปบรรจบกับเส้นเขตแดนไทย-มาเลเซีย

โดยฝ่ายไทยอ้างว่าการลากเส้นเขตไหล่ทวีปนั้น อ้างอิงจากอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลปี 2525 ซึ่งแม้จะประกาศใช้ภายหลังการอ้างสิทธิเหนือไหล่ทวีปของทั้ง 2 ประเทศก็ตาม

ผลจากการอ้างสิทธิเหนือไหล่ทวีปของทั้ง 2 ประเทศจึงทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชาถึง 26,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเกิดพื้นที่ทับซ้อนอยู่แล้ว เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า อ่าวไทยนั้นมีความกว้างมากที่สุดเพียง 206 ไมล์ทะเล แต่อนุสัญญาสหประชาชาติอนุญาตให้ประเทศชายฝั่งอ้างเขตเศรษฐกิจจำเพาะและไหล่ทวีปไปได้ถึง 200 ไมล์ทะเลจากเส้นฐาน ดังนั้น ไม่ว่าไทยและกัมพูชาจะใช้หลักการใดในการประกาศเขตเหนือไหล่ทวีปก็จะต้องทับซ้อนกันอยู่ดี เพียงแต่ว่าทั้งการประกาศเขตไหล่ทวีปของทั้ง 2 ประเทศในปี 2515 กับ 2516 นั้นถือเป็นการประกาศอ้างสิทธิฝ่ายเดียว ไม่มีผลในทางกฎหมายระหว่างประเทศที่จะผูกพันทั้งไทยและกัมพูชา

ลากเส้นอ้างสิทธิคลุมแหล่งก๊าซปิโตรเลียม

ประเทศไทยและกัมพูชาได้มีการเจรจาเรื่องเขตแดนทางทะเลมาตั้งแต่ปี 2513 แต่ไม่สามารถทำความตกลงกันได้ ไม่ว่าจะอ้างหลักกฎหมายข้อใดก็ตาม ประกอบกับกัมพูชาเองก็ยังไม่ได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลปี 1982 ด้วย จนเป็นที่มาของต่างฝ่ายต่างลากเส้นเขตไหล่ทวีประหว่างปี 2515-2516 กันขึ้นมาเอง ท่ามกลางข้อข้องใจของฝ่ายไทยที่ว่า ทำไมเส้นเขตไหล่ทวีปของกัมพูชาถึงจะต้องลากเส้นตรงจากหลักเขตทางบกที่ 73 ผ่านเกาะกูดของประเทศไทยไปจนกระทั่งถึงประมาณกลางอ่าวไทย

ในประเด็นนี้หากพิจารณาจากแหล่งปิโตรเลียมแปลงที่ B10-B11 ในปี 2511 ซึ่งรัฐบาลไทยเคยให้สัมปทานกับบริษัท Chevron Thailand E&P (สัดส่วนผู้ดำเนินการพัฒนา 60%) และพันธมิตร บริษัท Mitsui Oil Exploration สัดส่วน 40% กับบางส่วนของแปลงที่ B12-B13 บริษัท Chevron Thailand E&P สัดส่วน 80% กับ Mitsui Oil Exploration สัดส่วน 20% กับแปลงที่ G9/43 และ B14 บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ก็จะพบว่าแปลงสัมปทานปิโตรเลียมเหล่านี้ครอบคลุม “แหล่งก๊าซเอราวัณบงกช” ซึ่งปัจจุบัน ปตท.สผ.ได้รับสิทธิเป็นผู้ผลิตและพัฒนาหลัก

ดังนั้น ถ้าบริเวณดังกล่าวมีปริมาณก๊าซธรรมชาติเพียงพอที่จะผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว “พื้นที่ข้างเคียง” ซึ่งก็คือพื้นที่ทับซ้อน OCA ระหว่างไทยและกัมพูชาที่ทั้ง 2 ประเทศอ้างสิทธิกันอยู่ (กัมพูชาให้สัมปทานบริษัท Conoco phillip) ก็ย่อมที่จะมีแหล่งก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียมอยู่ด้วยเช่นกัน โดยการสำรวจทางธรณีวิทยาของ USGS ในเดือนมิถุนายน 2553 ได้แสดงแอ่ง (Basin) ที่มีการสะสมตัวของน้ำมันและก๊าซในอ่าวไทยมี 3 แอ่งคือ Thai Cenozoic Basin อยู่ด้านเหนือสุดของอ่าวไทย แอ่ง Thai Basin อยู่ด้านตะวันตกของอ่าวไทย มีแอ่งปัตตานีเป็นแอ่งย่อย และแอ่ง Mala Basin อยู่ทางด้านใต้ของอ่าวไทย ซึ่งก็คือพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชาทั้งหมด จึงเป็นที่มาว่าทำไมกัมพูชาต้องลากเส้นเขตไหล่ทวีปปี 2515 เจาะจงผ่านเกาะกูด ขึ้นมาถึงกลางอ่าวไทย ก็เพื่อต้องการพื้นที่ข้างเคียงบริวณแหล่งก๊าซเอราวัณ ขณะที่ไทยเองก็ลากเส้นไหล่ทวีปปี 2516 คลุมพื้นที่ข้างเคียงบริเวณแหล่งก๊าซเอราวัณทั้งหมดอยู่แล้ว

การเจรจาที่ไม่อาจแบ่งแยกกันได้

ในเมื่อต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิครอบคลุมพื้นที่ที่คาดว่าจะมีแหล่งก๊าซ-ปิโตรเลียมปริมาณมหาศาล จากการประมาณการของบริษัท Chevron สหรัฐในปี 2548 คาดการณ์ว่าพื้นที่ทับซ้อน OCA ทั้งหมด 26,000 ตารางกิโลเมตรจะมีก๊าซธรรมชาติคิดเป็นมูลค่า 3.5 ล้านล้านบาท น้ำมันดิบมูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท ทำให้ทั้ง 2 ประเทศตัดสินใจทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันเมื่อปี 2544 ซึ่งจะเรียกว่า MOU 2544 ซึ่งจัดทำข้อตกลงชั่วคราวที่สามารถปฏิบัติได้ (Provisional Arrangement of a Practical Nature) ในระหว่างที่ทั้ง 2 ประเทศยังไม่สามารถบรรลุความตกลงกำหนดเขตทางทะเลระหว่างกันได้

โดย MOU 44 ได้กำหนดการเจรจาเขตทางทะเลในพื้นที่ทับซ้อนอ้างสิทธิ OCA แบ่งเป็น 2 พื้นที่คือ พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนส่วนบนเหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ มีพื้นที่ประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร กับพื้นที่ทับซ้อนส่วนล่างที่อยู่ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ มีพื้นที่ประมาณ 16,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งจะเรียกว่าพื้นที่พัฒนาร่วมทรัพยากรปิโตรเลียม โดยทั้งพื้นที่ทับซ้อนส่วนบนและส่วนล่างนั้นใน MOU 44 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องตกลงกันในลักษณะที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ (Indivisible)

นั่นหมายความว่า ทั้งไทยและกัมพูชาไม่สามารถที่จะ“แยกการเจรจา” เพื่อกำหนดผลประโยชน์เฉพาะพื้นที่เหนือและใต้เส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งได้ แต่จะต้องเจรจาเพื่อทำความตกลงไปพร้อม ๆ กัน โดยท่าทีที่ผ่านมาในการเจรจา คณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (JTC) ซึ่งเป็นกลไกการเจรจาภายใต้ MOU 44 ทั้ง 2 ครั้งในปี 2544 กับปี 2545 และการประชุมคณะอนุกรรมการร่วมด้านเทคนิคอีกหลายครั้ง ทางฝ่ายกัมพูชาได้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนที่ว่า ต้องการที่จะเจรจาเฉพาะพื้นที่ทับซ้อนส่วนล่างที่อยู่ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ หรือที่เรียกกันว่าพื้นที่พัฒนาร่วมทรัพยากรปิโตรเลียม 16,000 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น และไม่ต้องการหารือในเรื่องเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งหมายรวมถึงปัญหาในการลากเส้นเขตไหล่ทวีปผ่านเกาะกูด ไปกลางอ่าวไทยในพื้นที่เหนือเส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือ หรือพื้นที่ทับซ้อนส่วนบน ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร

ในขณะที่ฝ่ายไทยเองได้แจ้งกับฝ่ายกัมพูชาระหว่างการเจรจาไปแล้วว่า ฝ่ายไทยไม่สามารถ“ยอมรับ” เส้นเขตแดนทางทะเลที่กัมพูชาลากผ่านเกาะกูด ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของไทยได้ และการลากเส้นผ่านเกาะกูดก็ไม่เป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศอีกด้วย โดยเกาะกูดได้ถูกระบุไว้ในหนังสือสัญญาระหว่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามกับเพรซิเดนต์แห่งรีพับลิกฝรั่งเศส ร.ศ. 125 (1907) ที่ว่า “เขตแดนระหว่างกรุงสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศส (ในปัจจุบันกัมพูชาเป็นผู้สืบสิทธิ) นั้น ตั้งแต่ชายฝั่งทะเลที่ตรงข้ามยอดเขาที่สูงที่สุดของเกาะกูดเป็นหลักแล้ว ตั้งแต่นี้ต่อไปทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือถึงสันเขาพนมกระวานแล”

จึงเป็นที่ชัดเจนว่า “เกาะกูด” อยู่ในเขตประเทศไทยถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันกรรมสิทธิ์เหนือเกาะกูด ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันที่ประเทศไทยใช้อำนาจอธิปไตยเหนือเกาะกูด 100% โดยที่ไม่สามารถปฏิเสธได้

ข้อดีของ MOU 44

สำหรับประเด็นที่จะกลายเป็นปัญหาต่อไป หากการเจรจาภายใต้ MOU 44 ยังดำเนินต่อไป ก็คือข้อสงสัยที่ว่า การเจรจากำหนดให้พื้นที่ทับซ้อนส่วนบนเหนือเส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือ ประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตรที่ฝ่ายกัมพูชาไม่อยากจะเจรจากำหนดเขตแดนทางทะเล ด้วยการลากเส้นอ้างสิทธิไหล่ทวีปปี 2515 มีผลทำให้เส้นเขตไหล่ทวีปอ้างสิทธิขยายกว้างออกไปเพื่อคลุมถึงพื้นที่แหล่งปิโตรเลียมตอนล่างนั้น “ให้เจรจาตกลงเฉพาะเรื่องเขตแดนทางทะเล” ส่วนการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนส่วนล่างที่ต่ำกว่าเส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือ ประมาณ 16,000 ตารางกิโลเมตร ได้ตกลงที่จะเจรจาเพื่อพัฒนาร่วมทรัพยากรปิโตรเลียมกันอย่างเดียว

ปัญหาจึงมาตกอยู่ที่ตัว MOU 44 ที่เขียนไว้อย่างชัดเจน ที่ว่าจะต้องตกลงกันในลักษณะที่ไม่อาจแบ่งแยกการเจรจากันได้ (Indivisible Package) หรือจะตกลงแบ่งผลประโยชน์กันเฉพาะพื้นที่พัฒนาร่วม 16,000 กิโลเมตร โดยที่จะละเลยปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไหล่ทวีปตอนบนในพื้นที่ 10,000 ตารางกิโลเมตรเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ แต่ต้องตกลงไปพร้อม ๆ กัน ตรงนี้อาจจะตอบคำถามถึงข้อดีของการการเจรจาภายใต้ MOU 44 ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่ควรที่จะต้องเจรจาเพื่อหาข้อตกลงทั้ง 2 พื้นที่ทับซ้อนกันให้ได้โดยเร็ว

เพราะการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมใด ๆ อาจจะต้องใช้เวลามากกว่า 10 ปี จึงจะนำก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมันขึ้นมาใช้ได้ ท่ามกลางต้นทุนการขุดเจาะ สำรวจ และพัฒนาแหล่งที่จะต้องใช้เงินอีกจำนวนมหาศาลกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ไปโดยตลอด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ขุมทรัพย์ปิโตรเลียม ‘ไทย-กัมพูชา’ MOU 44 ห้ามแยกเจรจาแบ่งประโยชน์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...