ท็อปส์ ปูพรมขยาย 3 สาขา สมุย – พะงัน -กมลา รับดีมานด์เมืองท่องเที่ยว
ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ปลุกตลาดค้าปลีกปีมะเส็ง เปิดรวด 3 สาขาใหม่ตามยุทธศาสตร์ขยาย 1,000 สาขาภายในปี 2569 ปักหมุดเมืองท่องเที่ยวภาคใต้ ‘สมุย - พะงัน -กมลา’ รองรับดีมานด์ลูกค้าต่างชาติกำลังซื้อสูง กรุยทางผู้นำธุรกิจเชนซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดในไทย
นายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฟู้ด เซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยว่า จากสถิติล่าสุดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พบว่า ในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 26% ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาพบว่า ภาคใต้สามารถทำรายได้จากการท่องเที่ยวได้สูงที่สุดราว 6.6 แสนล้านบาท
ท็อปส์ จึงเพิ่มจำนวนสาขาใหม่ในทำเลทองภาคใต้ โดยเปิดตัว 3 สาขาใหม่ คือ ท็อปส์ สาขาเฮเว่น สมุย และ ท็อปส์ สาขาพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี และ ท็อปส์ สาขากมลา จ.ภูเก็ต เพื่อเจาะฐานลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ภายใต้วิสัยทัศน์ Truly World-Class Omni-Channel Lifestyle Food Retail ด้วยการวางเป้าหมายการขยาย 1,000 สาขาให้ได้ภายในปี 2569 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า
พร้อมยังส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ เพื่อเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดในไทย ที่ใส่ใจทั้งการขยายตลาด และการขยายโอกาสให้กับคนในชุมชน
ทั้งนี้ที่ผ่านมาท็อปส์ได้มีสาขาในเมืองท่องเที่ยว อาทิ เชียงใหม่ พัทยา นครศรีธรรมราช และสงขลา รวมจำนวน 28 สาขา โดยจากข้อมูลอินไซต์พบว่าแต่ละสาขามีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ทุกสาขา ในเมืองท่องเที่ยวมีแนวโน้มเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับการกลับมาของตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในปีนี้และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2568
โดยท็อปส์ ได้ขยาย 3 สาขาใหม่ใจกลางทำเลท่องเที่ยวภาคใต้ ได้แก่ Tops สาขาเฮเว่น สมุย และ Tops สาขาพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี และ Tops สาขากมลา จ.ภูเก็ต เพิ่งจะเปิดตัวส่งท้ายปลายปี 2567 เพื่อตอบรับกับความต้องการของลูกค้าและนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในแต่ละพื้นที่ โดยมีไฮไลต์แต่ละสาขา อันได้แก่
Tops สาขาเฮเว่น สมุย จ.สุราษฎร์ธานี
แหล่งรวมสินค้าอินเตอร์แห่งใหม่ จุดเช็คอินแห่งใหม่ของนักท่องเที่ยวบนเกาะสมุย ขนาดพื้นที่ 870 ตารางเมตร สามารถรองรับทราฟฟิกลูกค้าชาวไทยและต่างชาติบนหาดเฉวงได้กว่า 14,000 ราย/วัน โดยคัดสรรสินค้าอุปโภค - บริโภค ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกว่า 15,000 รายการ อาทิ ข้าวของเครื่องใช้ ผักและผลไม้นำเข้า เนื้อสัตว์ อาหารแช่แข็ง อาหารปรุงสำเร็จ ขนมขบเคี้ยว เบเกอรี่อบหอมกรุ่น เครื่องดื่ม ฯลฯ ให้เติมเต็มทุกประสบการณ์การช้อปครบ จบได้ในที่เดียว
Tops สาขาพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี
ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรกบนถนนเชื่อมต่อหาดริ้นและหาดท้องศาลาแหล่งรวมสินค้าที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวต่างชาติมากที่สุด บนขนาดพื้นที่ 550 ตารางเมตร อยู่ใกล้กับโรงแรมระดับ 3 - 5 ดาวกว่า 70 แห่ง และจากการศึกษาของท็อปส์ นักท่องเที่ยวบนเกาะพะงันยังเป็นชาวยุโรปมากถึง 60 % ท็อปส์ จึงรุกเปิดสาขาใหม่พื้นที่นี้
โดยยกขบวนสินค้าพรีเมียมและเอ็กซ์คลูซีฟไอเท็มจากทั่วทุกมุมโลกมาไว้กว่า 11,000 รายการ เน้นขายสินค้าอุปโภค - บริโภคเกรดนำเข้า ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตและการปรุงอาหารของชาวตะวันตก รวมถึงสินค้าจากท้องถิ่นไทยสำหรับซื้อเป็นของฝาก นอกจากนี้ ท็อปส์ สาขาเกาะพะงัน ยังเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรกบนเส้นทางระหว่างหาดริ้นและหาดท้องศาลา ที่พร้อมให้บริการนักท่องเที่ยวตลอด 365 วัน
Tops สาขาหาดกมลา จ. ภูเก็ต
พรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตเจ้าแรกบนหาดกมลา แหล่งรวมสินค้าระดับเวิลด์คลาส แต่ละวัน มีนักท่องเที่ยวหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ราว 34,000 คน หาดกมลา จึงเป็นทำเลศักยภาพที่กำลังเติบโตรองรับกับโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี่ในอนาคตตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง
ทั้งนี้ท็อปส์ หาดกมลามีขนาดพื้นที่กว่า 950 ตารางเมตร จัดเต็มสินค้าอุปโภค - บริโภค อาทิ ผัก - ผลไม้สด เนื้อสัตว์ วัตถุดิบนำเข้า อาหารพร้อมทาน ขนม เบเกอรี่อบร้อน และข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ รวมกว่า กว่า 17,000 รายการ เพื่อเนรมิตประสบการณ์จับจ่ายชั้นเยี่ยมให้กับนักท่องเที่ยวบนหาดกมลา เสมือนช้อปปิ้งสินค้าด้วยตัวเองที่ต่างประเทศ พร้อมร้านค้าชั้นนำ ได้แก่ McDonald’s, Fruit Fusion on The Go, King Kebab, Five Star Chicken พร้อมและบริการ Money Exchange
“จากการรุกขยายสาขาตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ทำให้ปัจจุบันท็อปส์มีจำนวนสาขาในภาคใต้แล้วทั้งสิ้น 16 สาขา โดยเรายังคงมุ่งมั่นในการขยายสาขาใหม่ๆ ตามทำเลศักยภาพที่ตอบโจทย์นักช้อปในแต่ละพื้นที่ท่องเที่ยวพร้อมสร้างสรรค์ประสบการณ์รูปแบบใหม่ๆ ให้กับลูกค้าเพื่อเป็น Food Discovery & Destination ในทุกๆ ช่วงเวลา อย่างไรก็ดี นอกจากการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจแล้ว ท็อปส์ ยังให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ผ่านการจ้างงานคนในพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมสินค้าจากชุมชนและเอสเอ็มอี เพื่อร่วมเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเศรษฐกิจไทยต่อไป”