โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โปรตีนหนาม ไวรัสโควิด-19 ตัวการร้ายทำลายสมองในระยะยาว

The Bangkok Insight

อัพเดต 04 ธ.ค. 2567 เวลา 02.02 น. • เผยแพร่ 04 ธ.ค. 2567 เวลา 02.02 น. • The Bangkok Insight

ศูนย์จีโนมฯ เผยผลวิจัยล่าสุด บ่งชี้ว่าโปรตีนหนามของไวรัสโควิด-19 อาจเป็นตัวการร้ายที่ส่งผลกระทบต่อสมองในระยะยาว

ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดี โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics เรื่อง โปรตีนหนามของไวรัสโควิด-19 อาจเป็นตัวการร้ายที่ส่งผลกระทบต่อสมองในระยะยาว โดยระบุว่า

ไวรัสโควิด-19

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้สร้างความกังวลให้กับประชาชนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน แม้ว่าวัคซีนและการรักษาจะช่วยควบคุมการแพร่ระบาดได้ในระดับหนึ่ง แต่ผลกระทบระยะยาวของโรคนี้ ยังคงเป็นปริศนาที่นักวิทยาศาสตร์พยายามไขคำตอบ ล่าสุด งานวิจัยใหม่ได้เผยให้เห็นว่าโปรตีนหนามหรือสไปก์ (spike protein) ของไวรัสโควิด-19 อาจเป็นตัวการสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสมองในระยะยาว

งานวิจัยล่าสุดที่นำโดย ดร. อาลี เออร์ตูร์ค (Ali Ertürk) และทีมวิจัยจากสถาบัน Helmholtz Munich และมหาวิทยาลัย Ludwig-Maximilians แห่งมิวนิค ประเทศเยอรมันได้เผยให้เห็นถึงการคงอยู่ และผลกระทบของโปรตีนสไปก์ ของไวรัส SARS-CoV-2 ในกะโหลกศีรษะ เยื่อหุ้มสมอง (meninges) และเนื้อสมองของผู้ป่วยโควิด-19 แม้หลังจากที่ร่างกายกำจัดไวรัสออกไปแล้ว

นอกจากนี้ ยังพบโปรตีนสไปก์ในกะโหลกศีรษะของผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 แต่เสียชีวิตด้วยสาเหตุอื่น แสดงให้เห็นว่าโปรตีนนี้สามารถคงอยู่ในร่างกายได้เป็นเวลานาน

การศึกษาในหนูทดลองยังพบว่า การฉีดโปรตีนสไปก์เพียงอย่างเดียว สามารถกระตุ้นการอักเสบในสมอง (neuroinflammation) เปลี่ยนแปลงโปรตีโอม (proteome) ในแกนกะโหลกศีรษะ-เยื่อหุ้มสมอง-สมอง และก่อให้เกิดพฤติกรรมการวิตกกังวลได้

ที่น่าสนใจคือ การวิเคราะห์น้ำไขสันหลัง (cerebrospinal fluid) ของผู้ป่วยลองโควิด (long COVID) พบระดับของตัวบ่งชี้การเสื่อมของเซลล์ประสาทที่สูงขึ้น เช่น โปรตีนทาว (Tau), นิวโรฟิลาเมนต์ไลต์เชน (neurofilament light chain: NfL), และ glial fibrillary acidic protein:GFAP สิ่งนี้อาจเป็นคำอธิบายสำหรับอาการทางระบบประสาทที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยลองโควิด เช่น อาการสมองล้า หรือความจำเสื่อม

แม้ว่าการฉีดวัคซีนจะช่วยลดการสะสมของโปรตีนสไปก์ในสมองของหนูทดลองที่ติดเชื้อโควิด-19 แต่ก็ไม่สามารถกำจัดได้หมด ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการสะสมของโปรตีนสไปก์บริเวณขอบสมองอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดผลกระทบทางระบบประสาทในระยะยาวของโรคโควิด-19

การศึกษานี้ใช้เทคโนโลยีการทำให้เนื้อเยื่อโปร่งแสงขั้นสูงและการถ่ายภาพ 3 มิติ เพื่อแสดงการกระจายตัวของ SARS-CoV-2 ในตัวอย่างมนุษย์ขนาดใหญ่และร่างกายหนูทั้งตัว วิธีนี้ช่วยให้สามารถวิเคราะห์การแพร่กระจายของไวรัสและโปรตีนสไปก์ในเนื้อเยื่อต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม

อัลกอริทึมการเรียนรู้เชิงลึก น่าจะถูกนำมาใช้ในการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลภาพจำนวนมากที่ได้จากการสแกนทั้งร่างกาย การผสมผสานเทคนิคการถ่ายภาพล้ำสมัยและปัญญาประดิษฐ์นี้ช่วยให้นักวิจัยสามารถระบุเนื้อเยื่อที่ SARS-CoV-2 เข้าสู่ทั้งในตัวอย่างมนุษย์และหนู แสดงการสะสมของโปรตีนสไปก์ในแกนกะโหลก-เยื่อหุ้มสมอง-สมอง ติดตามการกระจายตัวของโปรตีนสไปก์ที่ติดฉลากด้วยสารเรืองแสงในอวัยวะต่างๆ ของหนู และตรวจพบการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างเนื้อเยื่อและการแสดงออกของโปรตีนที่อาจไม่เห็นชัดด้วยวิธีการถ่ายภาพ 2 มิติแบบดั้งเดิม

เทคนิคการถ่ายภาพ และการวิเคราะห์ขั้นสูงเหล่านี้ ให้ข้อมูลเชิงลึกที่ไม่เคยมีมาก่อนเกี่ยวกับผลกระทบทั่วร่างกายจากการติดเชื้อ SARS-CoV-2 เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทั่วร่างกายที่ขยายไปไกลกว่าระบบทางเดินหายใจ ความสามารถในการมองเห็นและวัดปริมาณการคงอยู่ของโปรตีนสไปก์ในเนื้อเยื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะในสมองและบริเวณขอบสมอง มีนัยสำคัญต่อความเข้าใจผลกระทบทางระบบประสาทในระยะยาวของ โควิด-19

งานวิจัยนี้เปิดมุมมองใหม่ในการทำความเข้าใจกลไกการเกิดอาการทางระบบประสาทในผู้ป่วยโควิด-19 และอาจนำไปสู่การพัฒนาแนวทางการป้องกันและรักษาผลกระทบระยะยาวของโรคนี้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลการวิจัยและหาวิธีป้องกันการสะสมของโปรตีนสไปก์ในร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...