โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

2568 ปีแห่ง 'ความเสี่ยง' เศรษฐกิจไทยบน 'โลกสองใบ'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 08 ม.ค. 2568 เวลา 04.37 น. • เผยแพร่ 07 ม.ค. 2568 เวลา 02.40 น.

แม้ว่าการเข้ามาของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จะเร่งอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น จนทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2567 ขยายตัวถึงระดับ 4%

แต่ดูเหมือนว่านักเศรษฐศาสตร์และสำนักวิจัยเศรษฐกิจทั้งหลายไม่ได้มองว่า ปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวต่อเนื่อง หากจะอยู่ในภาพของการทรงๆ ทรุดๆ ด้วยสารพัดปัจจัยเสี่ยงที่รออยู่

เริ่มจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะอยู่ที่ 2.6% ชะลอลงเล็กน้อยจากปี 2567 ที่ประเมินว่าจะขยายตัว 2.7% และระดับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงต่ำสุดในภูมิภาค

และต่ำกว่าศักยภาพเดิมที่เคยเติบโตเฉลี่ย 3.0-4.0%

ttb analytics มองว่าความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น 3 ประเด็นหลักคือ

1. การบริโภคภาคเอกชนเติบโตชะลอลง แม้หนี้ครัวเรือนในไตรมาส 2/2567 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 89.6% ของจีดีพี ต่ำสุดในรอบ 4 ปี ซึ่งเป็นเพราะความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงิน สะท้อนจากการเติบโตของสินเชื่อรายย่อยของธนาคารพาณิชย์ที่ชะลอลงต่อเนื่อง

และสินเชื่อรายย่อยไตรมาส 3/ 2567 หดตัว 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกนับตั้งแต่เก็บข้อมูลในปี 2540 โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถที่หดตัวสูงถึง 9.1% ขณะที่สินเชื่อรายย่อยก็มีแนวโน้มเป็น “หนี้เสีย” เพิ่มขึ้น

ขณะที่มาตรการกระตุ้นการบริโภคเกิดผลบวก (ชั่วคราว) ได้ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากตัวทวีคูณต่อระบบเศรษฐกิจจากมาตรการแจกเงิน 10,000 บาท (ดิจิทัล) ในปี 2568 มีค่อนข้างน้อยเพียง 0.7-1.0% ของจีดีพี

2. แรงส่งการเติบโตที่มาจากภาคท่องเที่ยวและบริการลดลง จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าใกล้ระดับปกติ โดยประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นจาก 35.5 ล้านคนในปี 2567 เป็น 37.8 ล้านคนในปี 2568 หรือเติบโตเพียง 6.5%

โดยเฉพาะการฟื้นตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเยือนไทยที่ยังต่ำกว่าก่อนโควิด-19 หรือเพียง 8 ล้านคนในปี 2568 ขณะที่มิติของรายได้หรือการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวก็เริ่มมีข้อจำกัดเช่นกัน

3. การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มชะลอตัว ตามสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลกที่ชะลอตัวลง ประกอบกับอานิสงส์จากที่ผู้ผลิตจีนใช้ไทยเป็นฐานส่งออกไปสหรัฐฯจะเริ่มลดลง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เนื่องจากไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายการค้าของทรัมป์จากการที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐสูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน (รองจากเวียดนาม)

นอกจากนี้ ผลพวงจากอุปทานส่วนเกินของสินค้าจากจีนที่จะระบายมายังไทยเพิ่มเติม จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคการผลิตไทยให้ทวีความรุนแรงขึ้น กระทบความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

ขณะที่ ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) และรองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวอยู่ที่ระดับ 2.4%

ปรับลดคาดการณ์ลงจาก 2.6% โดยเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วง “ขาลง” และ “ชะลอตัวลง” ชัดเจนจากปี 2567 ที่ขยายตัว 2.7%

โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2567 ยังคงเห็นการขยายตัวระดับ 4% แต่ในปี 2568 อัตราการเติบโตเฉลี่ยแต่ละไตรมาสจะลดลงจาก 4% ในไตรมาส 1/2568 ลดลงเหลือ 3% ในไตรมาสที่ 2 และลดลงเหลือ 2% และ 1% ในไตรมาส 3 และ 4 ซึ่งเป็นการเติบโตถดถอยสวนทางกับในปี 2567

ดร.สมประวิณวิเคราะห์ว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 การส่งออกที่เร่งตัว และการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นตัวสนับสนุนการเติบโต แต่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เศรษฐกิจเริ่มน่าเป็นห่วง เพราะภาคการส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ 2.0 และภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนและยุโรปที่ชะลอตัวลง ทำให้นักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 38 ล้านคน

ขณะที่การลงทุน แม้ว่าจะได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิต ทำให้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 สัดส่วนการลงทุนจากต่างประเทศเติบโตขึ้น 2 เท่าเมื่อเทียบปีก่อน แต่ยังติดตามต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการใช้จ่ายภาครัฐที่ยังขยายตัวได้

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ของธนาคารไทยพาณิชย์ ประกาศปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2568 เหลือ 2.5% (เดิม 2.8%) จากความเสี่ยงของนโยบาย Trump 2.0 จะเร่งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และการกีดกันการค้าให้รุนแรงขึ้น กระทบเศรษฐกิจโลกผ่านการค้า การลงทุน และแรงงานเป็นหลัก

ขณะที่ปัญหา “สินค้าจีนล้นทะลัก” จะกดดันความสามารถการแข่งขันของสินค้าไทยทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ ส่งผลให้การส่งออกไทยเริ่มชะลอตัว แม้ในปี 2568 การลงทุนภาคเอกชนจะกลับมาฟื้นตัวได้ แต่ก็ฟื้นไม่แรง เพราะความเปราะบางของอุตสาหกรรมการผลิตของไทย

สอดคล้องกับผลสำรวจ SCB EIC Consumer survey 2024 โดยผู้บริโภคกว่า 60% มองว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 “แย่ลง” โดยเฉพาะกลุ่มคนรายได้ต่ำ สะท้อนความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ และมีแนวโน้มปรับลดการใช้จ่ายลง เพราะไม่แน่ใจในภาวะเศรษฐกิจและรายได้ในอนาคต

SCB EIC สรุปว่าจากความท้าทายภายนอกและความอ่อนแอภายในของประเทศไทยที่เกิดขึ้น กำลังสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำลงในระยะสั้น และมีปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว

ขณะที่แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาไม่ค่อยเปิดโอกาสให้คน สามารถเคลื่อนตัวในโครงสร้างทางสังคมได้อย่างเสรี ข้อจำกัดเหล่านี้นำพาให้เศรษฐกิจไทยอยู่บน “โลกสองใบ” ที่แตกต่างกันใน 3 มิติ

มิติ 1 “อ่อน-แข็ง” โลกสองใบของครัวเรือน “ฐานะการเงินอ่อนแอ” กับครัวเรือนการเงินเข้มแข็ง สะท้อนครัวเรือนไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงความมั่งคั่งรุนแรงมาก

มิติ 2 “เก่า-ใหม่” โลกสองใบของภาคการผลิตโลกเก่ากับโลกใหม่ ภาคการผลิตโลกเก่าที่ไม่ได้เติบโตไปกับกระแสการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยี ทำให้ได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงมากกว่า ภาคการผลิตในโลกใหม่

มิติ 3 “ใหญ่-เล็ก” โลกสองใบของธุรกิจใหญ่กับธุรกิจเล็ก กำไรของธุรกิจขนาดเล็กมีความผันผวนมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่ารายได้ธุรกิจขนาดใหญ่ในช่วง COVID-19 ไม่ได้ลดลงเลย และสามารถเติบโตได้เกือบ 10% หลังวิกฤตสิ้นสุดลง ขณะที่รายได้ธุรกิจขนาดเล็กหดตัวราว 2-3% ในช่วง COVID-19 และยังไม่ฟื้นตัว

นับเป็นความท้าทายของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยบน “โลกสองใบ” ที่สะท้อนความแตกต่างและเหลื่อมล้ำสูงมากขึ้น แม้ว่าทุกรัฐบาลจะพยายามขับเคลื่อนนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงออกมาตรงกันข้ามเช่นเดิม

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 2568 ปีแห่ง ‘ความเสี่ยง’ เศรษฐกิจไทยบน ‘โลกสองใบ’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...