โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

กินยาแก้แพ้เป็นประจำ อันตรายไหม? แบบกินแล้วง่วง กับไม่ง่วง เลือกแบบไหนดีกว่ากัน?

GedGoodLife

อัพเดต 12 ธ.ค. 2566 เวลา 11.45 น. • เผยแพร่ 05 ต.ค. 2565 เวลา 05.59 น. • GED good life ชีวิตดีดี

ยาแก้แพ้ ยาแก้แพ้อากาศ ยาแก้แพ้อาการคันตามผิวหนัง ยาแก้แพ้ชนิดง่วง กับ ไม่ง่วง และอีกสารพัดที่คนเป็นภูมิแพ้ต่างก็มึนงงว่าจะเลือกยังไงดีนะ!? และอาจกังวลว่า หากกินเป็นประจำจะอันตรายต่อสุขภาพไหม? วันนี้ GED good life มาไขคำตอบให้แล้ว มาดูกันเลยว่า กินยาแก้แพ้เป็นประจำ จะกระทบต่อสุขภาพหรือเปล่า พร้อมวิธีเลือกใช้ยาแก้แพ้อย่างถูกต้อง!

อัลเลอร์นิค ชนิดเม็ด (Allernix™ tablet) ยาบรรเทาอาการแพ้

ยาแก้แพ้ ใช้รักษาอาการแพ้อะไรบ้าง?

ยาแก้ภูมิแพ้ (Antihistamines หรือ ยาต้านฮีสตามีน) เป็นยาที่ใช้รักษาอาการแพ้ต่าง ๆ ที่เกิดจาก…

  • แพ้อากาศ
  • แพ้เกสรดอกไม้
  • แพ้อาหาร
  • แพ้ยา
  • แพ้แมลงกัดต่อย
  • แพ้ขนสัตว์
  • ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ผื่นลมพิษ
  • สัมผัสพืชพิษ
  • สัมผัสสารเคมีบางอย่าง

โดยยาแก้ภูมิแพ้ มีฤทธิ์เข้าไปยับยั้งตัวรับสารฮิสตามีน (Histamines) ที่เป็นต้นเหตุของอาการแพ้ ส่งผลให้อาการคัดจมูก น้ำตาไหล น้ำมูกไหล ผื่น ลมพิษ อาการอื่น ๆ ทุเลาลง

อ่านเพิ่มเติม -> ภูมิแพ้ คืออะไร มีสาเหตุ อาการอะไรบ้าง หายขาดได้หรือไม่? พร้อมวิธีรักษาภูมิแพ้

กินยาแก้แพ้เป็นประจำ จะอันตรายต่อสุขภาพไหม?

สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) ได้ชี้แจงไว้ว่า ยาแก้แพ้ ไม่ใช่ยาอันตรายแต่หากรู้จักใช้อย่างถูกต้องจะได้ประโยชน์สูงสุด” พร้อมทั้งแนะนำถึงวิธีการใช้ยาแก้แพ้ ไว้ 3 ประการ ที่คนเป็นภูมิแพ้ควรรู้ไว้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ ประสิทธิภาพสูงสุด และที่สำคัญต้องปลอดภัยไม่มีผลข้างเคียง ดังนี้

1. ยาแก้แพ้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ตามผลข้างเคียง ได้แก่

ประเภทที่ 1 “ทำให้ง่วง” (ยาแก้แพ้รุ่นเดิม หรือรุ่นที่1) ตัวอย่างยา เช่น คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine), ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine), ไฮดรอกไซซีน (Hydroxyzine)

ประเภทที่ 2 “ไม่ทำให้ง่วง” (ยาแก้แพ้รุ่นใหม่ หรือรุ่นที่ 2) ตัวอย่างยา เช่น ลอราทาดีน (Loratadine), เดสลอราทาดีน (Desloratadine)

โดยยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง (หรือง่วงน้อย) จะเป็นที่นิยมในปัจจุบันมากกว่า เนื่องจากมีความปลอดภัยสูงกว่า และข้อดีคือไม่ทำให้ง่วงระหว่างวัน จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตประจำวันมากกว่าชนิดที่ทำให้ง่วงนอน

2. ควรมีหลักการและระวังการใช้ยา

– ควรใช้ยาก่อนสัมผัสกับสิ่งที่ทำให้แพ้ และใช้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาที่ต้องพบกับสารที่ก่อภูมิแพ้ และ ยาแก้แพ้จะใช้ได้ผลดีกับการป้องกันมากกว่าการระงับอาการแพ้

– ควรเริ่มใช้ยาจากขนาดต่ำก่อน แล้วค่อยปรับขนาดขึ้น จนได้ผลที่น่าพอใจ แต่ต้องระวัง เรื่องผลข้างเคียงด้วย

– เมื่อร่างกายเกิดการชินยาแก้แพ้ การเปลี่ยนชนิดของยาแก้แพ้ชนิดเดิมไปเป็นชนิดใหม่ภายในระยะเวลา 1-2 เดือน ส่วนใหญ่จะทำให้กลับมาใช้ยาชนิดเดิมได้อีก

– ในกลุ่มเด็กทารก ควรเพิ่มความระวังในการใช้เป็นพิเศษ เนื่องจากเด็กทารกมีความไวต่อการตอบสนองต่อยานี้มาก อาจเกิดผลกระตุ้นประสาท ทำให้เกิดอาการตื่นเต้น กระวนกระวาย ร้องโยเย หรือรุนแรงถึงขั้นชักได้

3. รู้จักข้อจำกัดของยา กรณีนี้แยกเป็น 2 กลุ่ม

– ข้อจำกัดของยาแก้แพ้รุ่นเดิม (ง่วงนอน) คือ ทำให้ปากแห้ง จมูกแห้ง ปัสสาวะลำบาก ที่สำคัญทำให้ง่วงนอน จึงไม่ควรใช้ยาชนิดนี้ร่วมกับการดื่มสุรา หรือยากดประสาท เช่น ยานอนหลับ ยาคลายเครียด ไม่ควรใช้ตอนขับรถ หรือควบคุมเครื่องจักร แต่อีกมุมหนึ่งผลข้างเคียงที่ทำให้ง่วงนี้ กลับมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่ต้องการการพักผ่อน เช่น โรคหวัด หรือแพ้อากาศ เพราะยานี้จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่

– ข้อจำกัดของยาแก้แพ้รุ่นใหม่ (ไม่ง่วงนอน) คือ ยาจะออกฤทธิ์ช้า แต่มีฤทธิ์อยู่ได้นาน ดังนั้นผู้ป่วยอาจต้องกินยานี้ต่อเนื่องหลายวันจึงเห็นผล อีกทั้งยาแก้แพ้รุ่นใหม่จะลดน้ำมูก และอาการคัดจมูกได้ไม่ดีเท่ายาแก้แพ้รุ่นเดิม

ถ้าจำเป็นต้องกินยาแก้แพ้ติดต่อกันนาน ๆ ควรเลือก “ยาแก้แพ้กลุ่มไม่ง่วงนอน”

หากผู้ป่วยภูมิแพ้ จำเป็นต้องใช้ยาแก้แพ้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน แนะนำให้ใช้ “ยาแก้แพ้ชนิดที่ 2 ไม่ง่วง” (ตัวอย่างยา เช่น Loratadine, Levocetirizine, Desloratadine) เนื่องจากมีความปลอดภัย เข้าสู่กระแสเลือดน้อยกว่าในกลุ่มยาแก้แพ้กลุ่มดั้งเดิม (กลุ่มที่ 1 ใช้แล้วง่วงซึม)

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีอาการภูมิแพ้ ไม่ควรปล่อยให้เรื้อรัง ควรหาสาเหตุที่ทำให้แพ้ และหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ รวมถึงปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ ซึ่งทางการแพทย์ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาอาการภูมิแพ้ และยังลดการใช้ยาไปได้มาก หรืออาจไม่ต้องรับประทานยาอีกเลย

อ่านเพิ่มเติม -> ยาแก้แพ้ มีกี่ชนิด และควรเลือกอย่างไรดี?

GED good life สรุปให้…

1. ยาแก้แพ้แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1. ทำให้ง่วงนอน (รุ่นดั้งเดิม) 2. ไม่ทำให้ง่วงนอน (รุ่นใหม่)

2. ยาแก้แพ้ชนิดที่ 2 มีความปลอดภัยมากกว่าชนิดที่ 1 ตัวอย่างยา เช่น ลอราทาดีน (Loratadine), เดสลอราทาดีน (Desloratadine)

3. หากต้องกินยาแก้แพ้เป็นระยะเวลานานติดต่อกัน ควรเลือก ชนิดที่ 2 เพราะมีอาการปากแห้ง คอแห้ง ง่วงน้อยกว่า นอกจากนี้ยังสะดวกเพราะ ยาออกฤทธิ์นาน รับประทานเพียงวันละ 1 ครั้ง

4. วิธีรักษาอาการภูมิแพ้ที่ดีที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ต่าง ๆ

5. “ยาแก้แพ้ ไม่ใช่ยาอันตราย” แต่ควรใช้ให้ถูกต้อง สามารถปรึกษาแพทย์ หรือ เภสัชกร ก่อนใช้ยา

อ้างอิง : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...