โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ | อังกฤษใต้นายกฯ เชื้อสายอินเดียสู่อนาคต

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 29 ต.ค. 2565 เวลา 03.38 น. • เผยแพร่ 29 ต.ค. 2565 เวลา 03.38 น.

ในที่สุดอังกฤษก็มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของระบอบการปกครองที่มีเสถียรภาพอย่างน่าอัศจรรย์ เพราะอังกฤษเพิ่งเผชิญการสวรรคตของกษัตริย์ที่ครองราชย์นานเกือบ 71 ปี และการลาออกของนายกรัฐมนตรีถึง 2 คนภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือน

ไม่ว่าจะในอังกฤษหรือในสังคมไหน การเปลี่ยนแปลงทั้งระดับประมุขของรัฐและผู้นำของประเทศในเวลาไล่เลี่ยแบบนี้คือการ “เปลี่ยนแผ่นดิน” ที่มีโอกาสจะเกิดช่วง “เปลี่ยนผ่าน” ที่นำไปสู่ความปั่นป่วนวุ่นวายได้ทั้งนั้น

แต่อังกฤษกลับเผชิญกับการ “เปลี่ยนผ่าน” อย่างสงบและมีวุฒิภาวะอย่างดี

ขณะที่ประเทศไทยเผชิญการ “เปลี่ยนผ่าน” โดยใช้ทหารรัฐประหารเพื่อคุมประเทศภายใต้กลุ่มนายพลชราวัยใกล้อัสดง 3 คน

อังกฤษ “เปลี่ยนผ่าน” ด้วยการมีนายกฯ คนใหม่ที่ไม่ใช่ “ฝรั่ง” ซ้ำยังเป็นคนที่เรียกแบบไทยๆ คือเป็น “แขก” เพราะพ่อแม่เป็นคนอินเดียซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นอังกฤษเกือบ 100 ปี

นอกจากอังกฤษจะ “เปลี่ยนผ่าน” ด้วยผู้นำประเทศซึ่งมีภูมิหลังที่ไม่มีทางเกิดขึ้นในไทย นายกฯ อังกฤษคนใหม่ยังเป็นคนหนุ่มที่เกิดปี 2523, มีอายุแค่ 42 ปี และเพิ่งชนะเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแค่ 3 สมัยในปี 2558, 2560 และ 2562 หรือพูดตรงๆ คือเป็นนายกฯ หลังจากเข้าสภามาแค่ 7 ปี

ไม่เพียงแต่นายกฯ อังกฤษคนใหม่จะเป็นคนหนุ่มที่คนไทยตกยุคบางกลุ่มอาจเรียกว่า “แขก” นายกฯ คนใหม่ยังเป็นคนอินเดียที่เคร่งศาสนาฮินดู, เข้าพิธีสาบานตนโดยถือคัมภีร์ภควัทคีตาตามนิกายไวษณพ รวมทั้งโพสต์คลิปบูชาวัวในวันประสูติของพระกฤษณะที่เรียกว่าวัน “กฤษณชนมาษฏมี”

ตรงข้ามกับความเชื่อของคนไทยบางกลุ่มว่าแก่นของความเป็นอังกฤษคือ “ประเทศผู้ดี” จนคนจำนวนมากเชื่อต่อไปว่าการไปเรียนต่อที่อังกฤษคือบันไดสู่ความเป็นคนพิเศษทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม เราอาจพูดได้ว่าการมีนายกฯ แบบนี้ชี้ว่าอัตลักษณ์ของอังกฤษคือความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม

เป็นเรื่องบังเอิญจนไม่น่าเชื่อที่อังกฤษได้นายกฯ แบบนี้ในปีที่อินเดียประกาศเอกราชจากอังกฤษครบ 75 ปี

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่าสังคมอังกฤษที่เคยยึดติดกับการแบ่งแยกทางชนชั้นและเชื้อชาติกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่โดยชาติกำเนิด, ศาสนา และเชื้อชาติไม่มีผลต่อการเปลี่ยนผ่านเลย

นายกฯ อังกฤษมีภูมิหลังทางเชื้อชาติ, ศาสนา และวัฒนธรรมที่แตกต่างสิ้นเชิงจาก “ความเป็นอังกฤษ” แบบที่คนไทยเข้าใจ แต่ความแตกต่างที่เชื่อมต่อกับสังคมอังกฤษ 3 ชั่วคนจนได้นายกฯ ที่ปู่และตาเป็นคนอินเดียที่ทำงานให้อังกฤษยุคล่าเมืองขึ้นก็เป็นภาพสะท้อนความเป็นสังคมเปิดที่น่าอัศจรรย์

เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อ่านเคลิ้มกับความเปลี่ยนแปลงในอังกฤษจนเกินจริง ต้องระบุว่านายกฯ อังกฤษคนใหม่ไม่ได้เกิดในอินเดียจนเป็น “ชาวอินเดีย” อย่างที่สื่อพูดกัน แต่เป็นคนอินเดียที่พ่อแม่อพยพมาตั้งรกรากในอังกฤษ และปู่กับตาก็เป็นคนอินเดียที่ไปอยู่แอฟริกาตั้งแต่ทศวรรษ 1930 ด้วยซ้ำไป

ด้วยภูมิหลังที่มีคนอินเดียตั้งรกรากในอังกฤษมาแล้วเกือบร้อยปีตั้งแต่สมัยอินเดียยังไม่ประกาศเอกราชจากอังกฤษในปี 2490 อังกฤษและเวลส์คือประเทศที่มีชุมชนคนอินเดียอยู่รวมกันถึง 1.5 ล้านคน ซึ่งเท่ากับเป็นประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดรองจากคนอังกฤษผิวขาว (White Britons)

ในแง่นี้ ความเป็นอินเดียในสังคมอังกฤษต่างจากความเป็นอินเดียในสังคมไทย และถึงแม้อังกฤษจะมีการเหยียดเชื้อชาติคนอินเดียเช่นเดียวกับคนชาติพันธุ์อื่น จำนวนประชากรอินเดียและระยะเวลาที่คนกลุ่มนี้อยู่ในอังกฤษ 3 ชั่วคนก็ทำให้เกิดการโอบรับทางวัฒนธรรมและการยอมรับทางการเมือง

ก่อนที่อังกฤษจะมีนายกฯ เชื้อสายอินเดีย คนลอนดอนเพิ่งเลือกตั้งนายกเทศมนตรีจากคนมุสลิมเชื้อสายปากีสถานเป็นสมัยที่สอง, คนลอนดอนเป็นฝรั่งผิวขาวแค่ 44.9% จนคนขาวเป็นคนส่วนน้อยในเมืองหลวงของประเทศตั้งแต่ปี 2557 และคนลอนดอนร้อยละ 37 ไม่ได้เกิดในอังกฤษต่อไป

พูดให้เห็นภาพขึ้น นายกฯ อังกฤษเป็นคนชุมชนอินเดียพลัดถิ่น (Diaspora) ที่เชื่อมต่อกับสังคมอังกฤษเป็นรุ่นที่ 3, เป็นคนอินเดียที่บรรพบุรุษทำงานให้อังกฤษยึดครองเมืองขึ้น, เป็นคนอินเดียที่รวยจนส่งลูกเข้าโรงเรียนประจำแถวหน้า, เรียนปริญญาตรีที่ออกซ์ฟอร์ด และเรียนโท MBA ที่สแตนฟอร์ด

มองในภาพกว้างขึ้น นายกฯ อังกฤษคนใหม่คือครอบครัวชนชั้นกลางอินเดียที่ได้ประโยชน์จากการที่อินเดียเป็นเมืองขึ้นจนไปทำงานที่แอฟริกาให้อังกฤษในทศวรรษ 1930 จากนั้นจึงอพยพครอบครัวมาตั้งรกรากที่อังกฤษเพื่อยกระดับสถานะทางสังคมในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ผ่านมา

แน่นอนว่าการมีนายกฯ ที่ภูมิหลังแบบนี้สะท้อนว่าอังกฤษเป็นสังคมที่ยอมรับความหลากหลายทางอัตลักษณ์และวัฒนธรรม แต่ก็ต้องระบุด้วยว่าความหลากหลายที่สังคมอังกฤษยอมรับมาพร้อมกับความเป็นลูกหลานคนรวยในกลุ่มฮินดูอินเดียจนเป็น “คนชั้นสูง” เหนือฝรั่งและคนอินเดียด้วยกัน

นายกฯ อังกฤษมีเชื้อสายอินเดีย แต่การขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ ไม่เกี่ยวกับความเป็นคนอินเดีย เพราะเป็นผลจากความสำเร็จของชุมชนอินเดียพลัดถิ่นที่ออกจากประเทศไปเกือบ 100 ปีแล้ว รวมทั้งเป็นผลจากการไปตั้งรกรากในประเทศที่โอบรับความแตกต่างจนเปิดโอกาสให้เกิดการไต่เต้าทางสังคม

แม้อังกฤษจะเป็นประเทศที่มีการแบ่งแยกทางชนชั้นระหว่างคนรวยกับคนจนสูงอันดับต้นของโลก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นประเทศที่คุ้นเคยกับความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมมากจนถึงจุดที่สามารถยอมรับว่า “แกงกะหรี่ไก่” ของอินเดียคืออาหารหลักประจำชาติของอังกฤษในปัจจุบัน

สังคมที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายคือสังคมที่ประชาชนมีโอกาสเลื่อนสถานะสูงกว่าสังคมซึ่งปฏิเสธความแตกต่างหลากหลายแน่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากประชาชนคนนั้นมาจากครอบครัวที่มีฐานะมั่งคั่ง หรือจบการศึกษาจากสถาบันของชนชั้นสูงในสังคม

เป็นที่รับทราบกันโดยเปิดเผยว่านายกฯ อังกฤษคนใหม่คือหนึ่งใน ส.ส.ที่รวยที่สุดในสภา ซ้ำภรรยาชาวอินเดียก็มาจากตระกูลนักธุรกิจด้านเทคโนโลยีที่มั่งคั่งแถวหน้าในโลก ผลก็คือแม้กระทั่งตัวนายกฯ คนใหม่เองก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่มีเพื่อนที่เป็นชนชั้นกรรมาชีพหรือผู้ใช้แรงงานเลย

แม้สีผิว, ภูมิหลังของครอบครัว, เชื้อชาติ และศาสนาจะทำให้นายกฯ อังกฤษคนใหม่ต่างจากอดีตนายกทุกคน แต่ชนชั้นทางเศรษฐกิจและสถานะทางสังคมทำให้นายกฯ อังกฤษคนนี้ไม่ต่างจากอดีตนายกฯ คนอื่นแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ความเอียงขวาทางการเมืองหรืออภิสิทธิ์ในสังคม

มีการเปรียบเทียบว่าอังกฤษมีนายกฯ เชื้อสายอินเดียเหมือนสหรัฐเคยมีคนดำแบบโอบามาเป็นประมุข แต่คนอังกฤษเชื้อสายอินเดียได้เป็นนายกฯ เพราะเป็นหัวหน้าพรรค ส่วนโอบามามีประชาชนเลือก ยิ่งกว่านั้นคือนายกฯ อังกฤษไม่เคยพูดถึงความอยุติธรรมต่อคนอินเดียเหมือนโอบามาพูดเรื่องคนดำ

อังกฤษเป็นตัวอย่างของสังคมที่ประสบความสำเร็จในการนิยามความเป็นชาติและความเป็นอังกฤษให้ไม่จำกัดอยู่แค่เรื่องสีผิวหรือศาสนาอีกต่อไป ชาติในกรณีนี้คือเพื่อนร่วมชาติที่อาจไม่ใช่ฝรั่งและไม่นับถือคริสต์ศาสนาเลยก็ได้

ขอให้เกิดในอังกฤษหรือเป็นพลเมืองสหราชอาณาจักรก็เพียงพอ

อังกฤษเข้าสู่สังคมช่วงเปลี่ยนผ่านด้วยวิธีที่ต่างกับประเทศไทย เพราะขณะที่ไทยปกป้องสถาบันหลักช่วงเปลี่ยนผ่านโดยวางแผนให้ทหารและองค์การกระบวนการยุติธรรมควบคุมประเทศ รวมทั้งกวาดล้างคนที่เห็นแตกต่างจนนำไปสู่การลี้ภัยอย่างกว้างขวาง อังกฤษกลับใช้ประชาธิปไตยโอบรับทุกฝ่ายด้วยกัน

ด้วยวิธีที่ไทยปกครองประเทศช่วงเปลี่ยนผ่านโดยวิธีรวบอำนาจการเมืองและการบริหารทั้งหมดให้รวมศูนย์ที่คนเครือข่ายเดียวกัน ประเทศไทยช่วงเปลี่ยนผ่านจึงอยู่ภายใต้นายกฯ และรัฐบาลย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซ้ำยังอาจเป็นรัฐบาลที่ประชาชนให้ความยอมรับต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีรัฐบาลมา

แปดปีที่คุณประยุทธ์มีอำนาจโดยอ้างเรื่องเปลี่ยนผ่านประเทศคือ 8 ปีที่การเปลี่ยนผ่านกลายเป็นการกินรวบประเทศที่นำประเทศสู่ความล้มเหลวอย่างไม่มีสัญญาณของอนาคตที่ดีขึ้น เพียงแต่เปลี่ยนตัวละครจากก๊วนนายพลเป็นก๊วนนายพลรวมหัวกับนักการเมืองน้ำเน่าเท่านั้นเอง

ไม่มีสังคมไหนเจริญจากการปล่อยทหารไม่ดีกับนักการเมืองเฮงซวยรวมหัวกอบโกยผลประโยชน์ตามใจชอบอย่างประเทศไทยหลังปี 2557 ทางออกของประเทศคือการสร้างสังคมเปิดที่โอบรับคนเก่งจากทุกฝ่ายเพื่อสร้างประเทศที่ดีในอนาคตร่วมกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...