โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

​ข่าวบิดเบือน!! กฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ ผู้เสพไม่มีโทษ เปลี่ยนข้อหาครอบครองเป็นครอบครองเพื่อเสพ มีผลบังคับใช้วันที่ 7 ธ.ค. 2564

สวพ.FM91

อัพเดต 12 ธ.ค. 2564 เวลา 05.22 น. • เผยแพร่ 12 ธ.ค. 2564 เวลา 05.22 น.

วันนี้( 12 ธ.ค. 2564 ) ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลประเด็นเรื่อง กฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ผู้เสพไม่มีโทษ เปลี่ยนข้อหาครอบครองเป็นครอบครองเพื่อเสพ มีผลบังคับใช้วันที่ 7 ธ.ค. 2564 ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลบิดเบือน

กรณีที่มีการโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียระบุว่า สรุปประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ ผู้เสพไม่มีโทษ “จากโรงพักสู่โรงพยาบาล”เปลี่ยนข้อหาครอบครองเป็นครอบครองเพื่อเสพ มีผลบังคับใช้ในวันที่ 7 ธันวาคม 2564 นั้น ทางสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุติธรรมได้ตรวจสอบโพสต์ดังกล่าวและชี้แจงว่า เนื้อหาบางส่วนถูกต้อง แต่ข้อความหัวเรื่องของโพสต์ดังกล่าวให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนและไม่ถูกต้อง อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดได้ โดยข้อเท็จจริง มีดังนี้

นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) กล่าวถึงสาระสำคัญ เรื่อง “ผู้เสพ คือ ผู้ป่วย” ตามประมวลกฎหมายยาเสพติดที่มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมานั้น

การเสพยาเสพติด ยังคงมีโทษอยู่ (ม.162,163) แต่หากผู้เสพสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษา และดำเนินการเข้ารับการบำบัดจนครบถ้วน ก็จะไม่มีความผิด ทั้งนี้ บทลงโทษทางกฎหมายยังคงมีอยู่ ซึ่งกฎหมายนี้มีเจตนารมย์ที่จะช่วยเหลือ ให้เข้ารับบำบัดโดยไม่เอาผิดทางอาญา หรือการลดการเป็นอาชญากรรมของผู้เสพ (decriminalization) “มองผู้เสพ เป็นผู้ป่วย” ใช้กระบวนการทางสาธารณสุขและสุขภาพในการแก้ไขปัญหาผู้เสพผู้ติด โดยหลักขอให้เข้าใจ ดังนี้

1. กรณีความผิดฐานเสพ และครอบครองเพื่อเสพ กฎหมายยังคงกำหนดเป็นข้อหาเสพ มีโทษจำคุก 1 ปี ครอบครองเพื่อเสพ มีโทษจำคุก 2 ปี (ครอบครองในปริมาณเล็กน้อยไม่เกินปริมาณที่กำหนดตามข้อสันนิษฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดในกฎกระทรวง)

2. ผู้เสพ และครอบครองเพื่อเสพที่ตำรวจตรวจพบ โดยไม่ได้เป็นผู้ที่อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีอื่นที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ไม่มีพฤติกรรมที่อาจก่ออันตรายกับผู้อื่น และผู้นั้นยินยอมเข้าสู่การบำบัดรักษา กฎหมายให้สิทธิแก่ผู้นั้น โดยให้ตำรวจนำตัวมายังศูนย์คัดกรอง เพื่อประเมินการติดยาเสพติด และส่งเข้ารับการบำบัดรักษาที่สถานพยาบาล หรือสถานฟื้นฟู โดยไม่ต้องนำตัวไปส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี ทั้งนี้ หากผู้นั้นเข้ารับการบำบัดครบถ้วนตามโปรแกรม และได้รับการรับรองว่าเป็นผู้ผ่านการบำบัดฯ ก็ให้ผู้นั้นไม่มีความผิด

3. ผู้ที่ไม่ยินยอมเข้ารับการบำบัด หรือไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับการบำบัดตามข้อ 2 จะถูกส่งตัวไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีและส่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแขวง โดยกฎหมายจะให้อำนาจศาลพิจารณาโดยเน้นการส่งตัวไปบำบัดรักษา

ผู้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟู และผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟูกฎหมายนี้ให้มีศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม เข้ามาให้การสงเคราะห์ ดูแล ช่วยเหลือ ฝึกอาชีพให้ที่อยู่ชั่วคราว เพื่อให้คนเหล่านี้ ไม่กลับไปเสพยาเสพติดอีก และขอให้เข้าใจว่า สำหรับข้อหาครอบครองเพื่อเสพ เป็นการกำหนดขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นคุณแก่ผู้เสพ ที่มียาเสพติดไว้ในครอบครองในปริมาณเล็กน้อยสำหรับเสพของตนเอง ซึ่งกฎหมายนี้ จะถือเป็นผู้ป่วยที่จะได้รับการดูแลบำบัดรักษา แทนการถูกดำเนินคดีอาญา หรือการลงโทษจำคุก

ตามนโยบายของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เน้นย้ำการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปราบยาเสพติด ซึ่งประมวลกฎหมายยาเสพติดใหม่นี้ ปรับแนวคิดเพื่อให้ทันสมัยและเป็นสากล สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศรวมทั้งปรับปรุงบทบัญญัติให้สอดคล้องกับผลการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยพิเศษว่าด้วยปัญหายาเสพติดโลก (United Nations General Assembly Special Session on the world drugs Problem-UNGASS 2016) โดยยึดหลัก “ผู้เสพ” คือ “ผู้ป่วย”

ดังนั้นข้อมูลที่มีการโพสต์ และแชร์ต่อในขณะนี้ จึงเป็นข้อมูลบิดเบือน ขอความร่วมมือประชาชน ไม่แชร์ ไม่ส่งต่อข่าวดังกล่าว เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ที่เว็บไซต์ www.moj.go.th หรือโทร. 02 1415100

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ประมวลกฎหมายยาเสพติด มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 64 ไม่ใช่วันที่ 7 ธ.ค. โดยผู้เสพ หรือมีครอบครองเพื่อเสพ ยังมีความผิดทางกฎหมายอยู่ (ม.162,163) แต่ถ้ายินยอมเข้ารับการบำบัดจนครบตามโปรแกรม และได้รับการรับรองว่าเป็นผู้ผ่านการบำบัดฯ ทำให้ผู้นั้นไม่มีความผิด ส่วนผู้ที่ไม่ยินยอมจะถูกดำเนินคดีและส่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแขวง

หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...