โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ขีดเส้น 30 วัน! คมนาคมล่าความจริง รถไฟชนรถเมล์มักกะสัน

อีจัน

อัพเดต 21 พ.ค. เวลา 19.28 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. เวลา 12.28 น. • อีจัน

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีรถไฟชนรถโดยสารประจำทางสาย 206 บริเวณแยกมักกะสัน ว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในวันเกิดเหตุ เพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงคมนาคม และใช้เป็นบทเรียนในการกำหนดแนวทางป้องกันอุบัติเหตุในอนาคต

โดยในที่ประชุมได้มีการเปิดภาพจากกล้องวงจรปิด 4 มุมมอง พร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อให้เห็นลำดับเหตุการณ์อย่างชัดเจน

จากการตรวจสอบไทม์ไลน์เบื้องต้น พบว่า เวลา 15.33.22 น. รถโดยสารประจำทางสาย 206 เคลื่อนผ่านเครื่องกั้นทางรถไฟด้านแรก ก่อนเวลา 15.33.27 น. รถเมล์จะหยุดค้างอยู่บนรางรถไฟ และในเวลา 15.33.31 น. ระบบสัญญาณเตือนและเครื่องกั้นเริ่มทำงาน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กั้นถนนพยายามกดปุ่มให้ไม้กั้นลง แต่ไม่สามารถปิดได้ เนื่องจากมีรถกีดขวางอยู่บนราง จากนั้นได้ใช้วิทยุสื่อสารแจ้งเตือน พร้อมโบกธงแดงเพื่อส่งสัญญาณให้ขบวนรถไฟหยุด แต่ท้ายที่สุดรถไฟยังคงวิ่งเข้าสู่จุดตัด ก่อนพุ่งชนรถเมล์ที่ติดค้างอยู่บนราง และหยุดนิ่งในเวลาต่อมา

นายจิระพงศ์ กล่าวว่า คณะกรรมการจะเรียบเรียงข้อเท็จจริงเพื่อเสนอต่อ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ภายใน 15 วัน ส่วนรายละเอียดเชิงลึกว่าความผิดเกิดจากบุคคลใดบ้าง เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน เพื่อไม่ให้กระทบต่อรูปคดี

พร้อมกันนี้ กระทรวงคมนาคม กรุงเทพมหานคร (กทม.) และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จะร่วมกันถอดบทเรียนและกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ โดยจะมีการประชุมร่วมกันอีกครั้งในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 แม้กรอบเวลาการทำงานของคณะกรรมการจะอยู่ที่ 30 วัน แต่ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งทำงานเชิงรุก เพื่อให้เห็นข้อเสนอแนวทางแก้ไขโดยเร็วที่สุด

ด้าน พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผยว่า นอกเหนือจากผู้เกี่ยวข้องหลัก 3 ราย ได้แก่ คนขับรถเมล์ พนักงานควบคุมไม้กั้น และคนขับรถไฟแล้ว พนักงานสอบสวนยังอยู่ระหว่างตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อไล่ตรวจสอบรถยนต์ส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์คันอื่น ๆ ที่ขับเข้ามาจอดคร่อมราง หรืออาจเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบก

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่กำลังเร่งแก้ปัญหาการจราจรบริเวณจุดตัดอโศก-กำแพงเพชร 7 โดยเริ่มใช้มาตรการเฉพาะหน้า ด้วยการทดลองปรับจำนวนช่องทางจราจร เพื่อลดการตัดกระแสรถบริเวณจุดตัด พร้อมจัดกำลังตำรวจจราจรดูแลพื้นที่ตลอดช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อป้องกันรถฝ่าฝืนเข้าไปติดค้างบนรางรถไฟ

นอกจากนี้ ในวันที่ 22 พฤษภาคม เวลา 09.30 น. ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อกำหนดมาตรการเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาวร่วมกัน

ขณะที่ผู้แทนกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า จุดตัดบริเวณแยกมักกะสันมีปริมาณการจราจรหนาแน่นสูงถึง 3,000 คันต่อชั่วโมง โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วนเช้า มีรถจากถนนกำแพงเพชร 7 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่แยกอโศก-เพชรบุรี มากถึง 1,200 คันต่อชั่วโมง และมีรถวิ่งตรงไปทางนิคมมักกะสันอีกประมาณ 200 คันต่อชั่วโมง

ในระยะสั้น ตำรวจและ กทม. ได้ทดลองบีบช่องจราจรบนถนนกำแพงเพชร 7 จาก 4 เลน เหลือ 3 เลน และบางช่วงเหลือ 2 เลนในเวลาเร่งด่วน เพื่อลดการตัดกระแสจราจรกับรถจากฝั่งอโศก-ดินแดง พร้อมติดตั้งแผงเหล็กยืดหด หรือ “หีบเพลง” ป้องกันรถฝ่าฝืนเลี้ยวขวา รวมถึงตีเส้นทะแยง “ห้ามหยุด” ก่อนถึงทางรถไฟ

ส่วนมาตรการระยะถัดไป กทม. เตรียมนำระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ หรือ Adaptive Signalling มาใช้บริเวณจุดตัดถนนกำแพงเพชร 7 กับถนนอโศก-ดินแดง โดยจะเชื่อมการทำงานให้สัมพันธ์กับสัญญาณไฟแยกอโศก-เพชรบุรี เนื่องจากทั้งสองจุดอยู่ห่างกันเพียงประมาณ 120 เมตร เพื่อระบายรถให้สอดคล้องกัน และป้องกันปัญหาท้ายแถวสะสมจนล้นกลับมาปิดกั้นทางรถไฟ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหารถติดค้างบนรางในปัจจุบัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...