โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาลพิพากษาจำคุก “ทนายตั้ม” รวม 5 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา

ข่าวช่องวัน 31

อัพเดต 11 มิ.ย. เวลา 04.12 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. เวลา 04.16 น.

ภายหลังศาลมีคำพิพากษาในคดีที่ นางจตุพร อุบลเลิศ หรือ “เจ๊อ้อย” เป็นโจทก์ร่วมฟ้องนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ในฐานะตัวแทนของ “เจ๊อ้อย” เปิดเผยว่า ศาลพิพากษาให้นายษิทราจำคุก รวม 5 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา และให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 72,567,764 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยเห็นว่าคดีโอนเงิน 71 ล้านบาทที่อ้างว่าจะนำไปดำเนินธุรกิจหวยออนไลน์ เป็นการหลอกลวง เนื่องจากเงินถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัว ไม่ใช่การให้โดยเสน่หาตามที่จำเลยกล่าวอ้าง จึงลงโทษในส่วนนี้ 4 ปี 6 เดือน

ส่วนกรณีการออกเอกสารเท็จเกี่ยวกับการซื้อรถยนต์และเรียกเก็บเงินส่วนต่าง ศาลเห็นว่าเป็นการหลอกลวงเช่นกัน จึงพิพากษาจำคุกอีก 1 ปี 6 เดือน ขณะที่คดีเงิน 39 ล้านบาท ศาลเห็นว่ายังมีเหตุอันควรสงสัยว่านายษิทราไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้ รวมถึงประเด็นค่าติดฟิล์มรถและค่าออกแบบก่อสร้างที่ศาลเห็นว่ายังไม่เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง

นายปานเทพ ระบุว่า ทีมกฎหมายของเจ๊อ้อยพอใจกับผลคำพิพากษาในระดับหนึ่ง และน้อมรับดุลพินิจของศาล แต่เตรียมยื่นอุทธรณ์ในประเด็นที่ศาลยกฟ้องหรือยกประโยชน์แห่งความสงสัย โดยเฉพาะคดีเงิน 39 ล้านบาท รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นที่ศาลเห็นว่ายังไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด

ด้าน น.ส.อัจฉรา แสงขาว หรือ “ทนายปุ้ย” ยืนยันว่า ฝ่ายโจทก์จะอุทธรณ์ในทุกประเด็นที่ศาลยกประโยชน์แห่งความสงสัย ทั้งกรณีเงิน 39 ล้านบาท ค่าออกแบบบ้าน และประเด็นความผิดฐานฉ้อโกงเป็นปกติธุระ ขณะที่นายปานเทพ ระบุว่า ฝ่ายจำเลยสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ตามกระบวนการกฎหมายเช่นกัน

นายปานเทพ ยังกล่าวถึงคำพิพากษาที่ศาลยกฟ้องภรรยาและพี่สาวของนายษิทราว่า ศาลพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่ายังไม่ปรากฏว่าบุคคลทั้งสองมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด โดยจำกัดขอบเขตความรับผิดไว้เฉพาะนายษิทราเพียงผู้เดียว อย่างไรก็ตาม ฝ่ายโจทก์จะนำประเด็นดังกล่าวไปพิจารณาเพื่อยื่นอุทธรณ์ตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด

ส่วนท่าทีของนายษิทราระหว่างรับฟังคำพิพากษา นายปานเทพระบุว่า จำเลยมีความเห็นต่างในหลายประเด็น ซึ่งเป็นสิทธิที่จะใช้กระบวนการอุทธรณ์ต่อไป แต่ยืนยันว่าในส่วนของคดีโอนเงิน 71 ล้านบาท ศาลได้วินิจฉัยอย่างละเอียด ครอบคลุมทั้งพยานหลักฐานและข้อความสนทนาที่ถูกอ้างว่าเป็นการให้เงินโดยเสน่หา ก่อนจะหักล้างข้อกล่าวอ้างดังกล่าวในทุกประเด็น

นายปานเทพ ยังมองว่า คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญต่อสังคมให้ระมัดระวังการถูกหลอกลวง แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นผู้มีความรู้ด้านกฎหมายหรือมีชื่อเสียงก็ตาม พร้อมยืนยันว่าทีมกฎหมายของเจ๊อ้อยจะเดินหน้าต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ เพื่อแสวงหาความจริงและเรียกร้องความยุติธรรมต่อไป ขณะที่เจ๊อ้อยไม่ได้เดินทางมาศาลในวันนี้ เนื่องจากพำนักอยู่ต่างประเทศ โดยมีผู้แทนเข้าร่วมรับฟังคำพิพากษาแทน

ทั้งนี้ นายปานเทพ ยังกล่าวถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้ นายษิทราเคยท้าทายผ่านสื่อว่า หากคดีเงิน 71 ล้านบาทไม่เป็นความจริงและไม่มีโทษจำคุก นายสนธิ ลิ้มทองกุล จะต้องดื่มปัสสาวะ 71 แก้ว โดยระบุว่า ภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้จำคุกและชดใช้ค่าเสียหายกว่า 72 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงคำพูดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และขึ้นอยู่กับนายสนธิว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป อย่างไรก็ตาม ฝ่ายตนไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว และจะมุ่งดำเนินการทางกฎหมายในชั้นอุทธรณ์ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลอ่านคำพิพากษา ทนายตั้มมีสีหน้าค่อนข้างเคร่งเครียด และดวงตาแดงกล่ำ และได้แถลงต่อศาลว่า ขอให้นำคดีของตนไปเป็นกรณีศึกษาสอนผู้พิพากษารุ่นใหม่ ๆ ว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์บางครั้งก็สู้หลักฐานพยานบุคคลไม่ได้ โดยศาลได้กล่าวตอบว่า ที่ศาลไม่มีหลักสูตรการสอนผู้พิพากษารุ่นใหม่เป็นการเฉพาะแต่จะรับไว้พิจารณา

ต่อมา ทนายตั้มเดินออกมาจากห้องพิจารณาได้หยุดพูดคุยกับญาติและผู้สื่อข่าวว่า ตนเองมั่นใจในคดี 71 ล้านมาก ว่าไม่ได้กระทำความผิดและมีหลักฐานทางแชตที่พูดคุยกับฝั่งโจทก์อย่างละเอียด แต่ไม่มีการนำขึ้นมาพิจารณาในคดี.

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...