โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติมาเป็นพระชายาไร้ค่า (มีE-BOOK)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 04 มี.ค. 2568 เวลา 07.49 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2567 เวลา 06.58 น. • หนูเหมยจ้า
จางเย่วชิงคือพระชายาเอกที่ชินอ๋องรังเกียจ เพราะมาแย่งชิงวาสนาของสตรีที่เขาพึงใจ หลังแต่งงานนางถูกวางยาพิษในอาหารจนตาย แต่ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งเพราะมีดวงจิตของสายลับสาวจากหน่วย FBI ในยุค2024 มาเข้าร่าง

ข้อมูลเบื้องต้น

สวัสดีค่ะ หนูเหมยจ้า ขอฝากผลงานนิยายรักจีนโบราณต่ออีกสักเรื่องนะคะ เพราะกำลังพัฒนาฝึกฝนให้สำนวนเข้ารูปเข้ารอย หากผิดพลาดประการใด นักอ่านทุกท่านสามารถติชมเพื่อให้เกิดการพัฒนาในทิศทางที่ดีขึ้นได้ค่ะ

นิยายแนวทะลุมิติ นางเอกเก่งหลายอย่างเพราะเป็นสายลับที่ฝึกฝนมาอย่างหนัก✔✔

พระเอกรักเดียวใจเดียว ไม่มีการนอกกายนอกใจ✔✔

พระเอกเป็นใครต้องมาลุ้นกันเองนะคะ!!!✔✔

นางเอกงามล่มเมืองแต่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนหน้านอกจากสาวใช้คนสนิทกับแม่นม งามล่มเมือง เก่ง ฉลาด ด่าบ้างไม่ด่าบ้างตามแต่อารมณ์และฮอร์โมนในแต่ละเดือน แต่เท้าไวยิ่งกว่าปาก✔✔✔

ลิงค์อีบุ๊คในMEBค่ะ

https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNjU2MjA2NyI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjMxODg5NTt9

บทนำ

จางเย่วชิงบุตรสาวของภรรยาเอกผู้ล่วงลับของเสนาบดีฝ่ายซ้ายจางเนี่ยนเจิน สตรีวัย18ปีที่ถูกหลงลืมจากบิดาแม้กระทั่งใบหน้าของนางบิดาก็จดจำไม่ได้

เมื่อครั้งเยาว์วัยนางถูกเลี้ยงดูอยู่ในจวนอันใหญ่โตโอ่อ่า สมศักดิ์ศรีบุตรตรีคนโตที่ถือกำเนิดจากฮูหยินตราตั้ง แต่เมื่อมารดาได้ล้มป่วยจนสิ้นลมจากไปตั้งแต่นางอายุเพียง5หนาว ก็ต้องระเห็จไปอยู่ท้ายจวนกับแม่นมและสาวใช้คนสนิทเพียงลำพัง เพราะบิดาหลงใหลฮูหยินรองจนหน้ามืดตัวมัวเชื่อฟังสตรีใจร้ายผู้นั้นทุกอย่าง

ราชโองการสมรสที่ถูกส่งมายังจวนตระกูลจาง ถูกบิดานำมามอบให้กับสตรีหัวอ่อนไร้ซึ่งความมั่นใจในตนเอง อีกทั้งยังหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในเรือนทรุดโทรมท้ายจวน เพียงเพราะว่าน้องสาวต่างมารดาของนาง ไม่อยากอภิเษกสมรสกับชินอ๋องผู้โหดเหี้ยมของแคว้น เพราะมีจุดมุ่งหมายที่สูงส่งยิ่งกว่านั้นคือการเป็นไท่จื่อเฟยขององค์รัชทายาท

ชินอ๋องหยางหนิงหลง อนุชาขององค์ฮ่องเต้หยางหนิงเทียนแห่งแคว้นเหว่ยหยาง บุรุษที่ไม่เคยรักหยกถนอมบุปผาทว่าในใจของเขากลับมีสตรีผู้หนึ่งอยู่ในหัวใจมาเนิ่นนานหลายปี

ยามนั้นเขาได้พบเจอโฉมสะคราญล่มเมืองถึงแม้จะอยู่ในวัยที่ยังไม่ปักปิ่น เขาบังเอิญได้พบเจอนางเดินเล่นอยู่ในย่านการค้าของเมืองหลวง พอให้องครักษ์สืบดูจึงทราบว่านางคือบุตรตรีของเสนาบดีจางเนี่ยนเจิน เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมเขาจึงไปขอสมรสพระราชทานจากพระเชษฐา ผู้ซึ่งเป็นจักรพรรดิผู้ปกครองแว่นแคว้น

ทว่าในวันอภิเษกสมรสเขากลับได้รับรู้ความจริงว่า สตรีที่ขึ้นเกี้ยวแต่งมาเป็นพระชายาเอกของตนเองนั้นไม่ใช่คนที่เขาพึงใจ ชินอ๋องจึงไม่แม้กระทั่งมาเปิดผ้าคลุมใบหน้าของเจ้าสาวที่เขาชิงชังรังเกียจ ทิ้งให้ห้องหอที่ควรจะต้องอบอวลไปด้วยความสุขกลายเป็นห้องหอร้าง ที่บรรดาบ่าวไพร่ในตำหนักได้แต่นึกขบขันในวาสนาอันเลวร้ายของพระชายาเอก

เขาสั่งให้บ่าวไพร่ในตำหนักปฏิบัติต่อสตรีที่น่ารังเกียจเฉกเช่นบ่าวไพร่ทั่วๆไป ทั้งยังให้มอบแต่ความยากลำบาก หากมีโอกาสกลั่นแกล้งได้ก็ให้กระทำ เพื่อกดดันให้พระชายาเอกที่เขาไม่ได้ต้องการมอบหนังสือหย่าให้โดยเร็ว

และในวันรุ่งขึ้นหลังจากผ่านพ้นวันเข้าหอ ชินอ๋องก็สั่งขับไล่พระชายาแสนชัง ให้ไปอยู่ท้ายตำหนักพร้อมกับสาวใช้คนสนิทของนางที่ติดตามมาจากจวนตระกูลจาง ก่อนที่เขาจะเดินทางไปออกรบที่ชายแดน เพราะได้รับสารสำคัญว่าชายแดนทิศประจิมว่ามีไส้ศึกแอบแฝงเข้ามาหลายคน และกำลังเกิดคลื่นใต้น้ำที่น่ารำคาญจึงจำเป็นต้องออกเดินทางไปจัดการด้วยตนเอง

ผ่านไปเพียง3เดือนเท่านั้นหลังจากงานอภิเษกสมรส ในตำหนักท้ายวังก็เกิดเรื่องราวการสูญเสียครั้งใหญ่ ที่ไม่มีใครในตำหนักของชินอ๋องรับรู้นอกจากจูลี่ สาวใช้คนสนิทของพระชายาเอกจางเย่วชิง

จูลี่ร่ำไห้อยู่ข้างๆร่างไร้ลมหายใจของพระชายาผู้มีใบหน้าที่งดงามล่มแคว้น ทว่าพระชายาผู้นี้ช่างอาภัพยิ่งนัก เมื่อมารดาตายจากไปบิดาก็ไม่เหลียวแล ครั้นพอได้รับราชโองการสมรสจากฮ่องเต้ ก็ถูกสวามีทอดทิ้งไว้ในห้องหอตั้งแต่วันแรกที่ตกแต่งเข้าตำหนัก และยามนี้แม้กระทั่งลมหายใจนางก็มิสามารถรักษาเอาไว้ได้

อาหารที่จูลี่ไปขอมาจากห้องครัวของตำหนักใหญ่ เพื่อนำมาให้พระชายาได้กินประทังชีวิตในแต่ละวัน ทว่าวันนี้กลับเป็นอาหารมื้อสุดท้ายในวันที่ต้องจากลากันไปตลอดชีวิต

เมื่อผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความเศร้าโศกเสียใจ สาวใช้คนสนิทกำลังจะไปแจ้งเรื่องการสิ้นชีพของพระชายาเอกให้พ่อบ้านผู้ดูแลตำหนักของชินอ๋องรับรู้ พระชายาจางเย่วชิงผู้ที่จู่ลี่เห็นกับตาว่านางได้สิ้นลมไปแล้ว กลับลืมตาฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับตั้งคำถามที่จูลี่ฟังไม่ค่อยจะเข้าใจสักเพียงนิด

“บ้านใครวะเนี่ย ทำไมเก่าและทรุดโทรมขนาดนี้ แล้วรถเฟอรารี่ลูกรักของฉันล่ะเป็นอะไรมากหรือเปล่า ไอ้ระยำคนไหนบังอาจเอาระเบิดมาปารถฉันแม่จะยิงให้ไส้แตก!!”

ที่นี่ที่ไหน

“ฮึก! ฮึก! คุณหนู เอ่ยว่ากระไรนะเจ้าคะ ผู้ใดปาสิ่งใดของท่านหรือเจ้าคะ”

เมื่อสาวใช้ตั้งสติได้แล้วว่าคุณหนูของนางยังมีชีวิตอยู่จึงหยุดร้องไห้ แล้วสอบถามในสิ่งที่นางไม่เข้าใจ เพราะไม่เคยได้ยินผู้ใดพูดจาเช่นนี้มาก่อน ช่างเป็นคำพูดที่แปลกประหลาดยิ่งนัก

จางเย่วชิง ไม่ได้ตอบคำถามผู้หญิงรูปร่างผอมบางจนสายลมแทบจะพัดปลิวไป หญิงสาวผู้นี้สวมใส่ชุดจีนโบราณในรูปแบบของสาวใช้ เย่วชิงกวาดสายตามองสำรวจไปรอบๆห้องนอนที่ทรุดโทรม ทว่ายังดีที่สะอาดสะอ้านไม่มีกลิ่นเหม็นอับให้รำคาญใจ

จางเย่วชิง สายลับสาวจากหน่วย FBI ของสหรัฐอเมริกา ที่จดจำได้ว่าตนเองขับรถยนตร์ยี่ห้อเฟอรารี่สีแดงสดของตนเอง หลบหนีผู้ร้ายออกไปทางชานเมืองของกรุงปักกิ่ง เพราะเธอทำงานผิดพลาดจนถูกจับได้ว่าเป็นสายลับแฝงตัวเข้าไปในองค์กรผู้ร้ายข้ามชาติ แต่ทำไมเวลานี้ถึงได้มานอนหมดเรี่ยวแรงอยู่ในบ้านเก่าๆหลังนี้ได้

ด้วยหน้าที่การงานที่ถูกฝึกฝนมาให้รักษาความสงบนิ่งบนใบหน้าในทุกๆสถานการณ์ สาวใช้ที่กำลังจ้องมองคุณหนูว่านางจะตอบสิ่งใดออกมา จึงมองเห็นเพียงแววตาที่เฉยชาปรากฏออกมาให้เห็น หาได้เป็นแววตาที่มีแต่ความตื่นกลัวเฉกเช่นเคยตามอุปนิสัยขลาดกลัวทุกสิ่งอย่างของจางเย่วชิงคนเดิม

ผ่านไปเพียงครู่ความทรงจำสายหนึ่ง ก็วิ่งจู่โจมเข้าสู่เซลล์สมองอันชาญฉลาด ของคนที่มีระดับไอคิวเกิน200 จางเย่วชิงหลับตาลงเพื่อบันทึกเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ใจที่เธอพึ่งได้รับรู้ หากไม่เห็นกับตาและรับรู้ด้วยตนเอง เธอคงไม่มีทางเชื่อเป็นอันเด็ดขาดว่า เรื่องราวของการทะลุมิติมาสวมร่างสวมวิญญาณในโลกคู่ขนานจะมีอยู่จริง

“ไม่มีอันใดจูลี่ ข้าเพียงแค่ฝันร้ายไปก็เท่านั้น ยามนี้ข้าหายป่วยแล้วเจ้าไปพักผ่อนสักหน่อยเถิด เพราะใบหน้าของเจ้าช่างอิดโรยและทรุดโทรมยิ่ง และไม่ต้องไปขออาหารที่ห้องครัวของตำหนักใหญ่มาให้ข้ากินอีกแล้ว เพราะมีคนจงใจวางยาพิษในอาหารให้ข้ากิน ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นสวามีชั่วช้าผู้นั้นสั่งการบ่าวไพร่เอาไว้ก็เป็นได้”

จางเย่วชิงเอ่ยสั่งการออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ผิดแปลกไปจากอุปนิสัยเดิมแต่เก่าก่อนที่ทั้งขลาดกลัวและหัวอ่อน จนจูลี่สาวใช้คนสนิทซึ่งรู้จักนิสัยของคุณหนูของนางมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย เอ่ยถามออกไปในสิ่งที่นางนึกสงสัยทันที

“ท่านไม่ใช่คุณหนูของข้า”

“อืม ข้าไม่ใช่นาง แต่จากนี้ไปข้าก็คือนางเพราะคุณหนูของเจ้านางจากไปยังที่แสนไกลแล้ว เจ้าจงตัดสินใจเอาเถิดว่าจะกลับไปอยู่ที่จวนตระกูลจาง หรือจะไปตายเอาดาบหน้ากับข้าผู้นี้ เพราะตำหนักของชินอ๋อง ย่อมมิใช่หลุมฝังศพของข้าเป็นแน่”

“ฮึก! ฮึก! คุณหนูจากไปแล้วจริงๆหรือเจ้าคะ”

“นางหมดเคราะห์กรรมในภพนี้แล้ว เหลือแต่เพียงข้าที่ต้องมาชดใช้กรรมต่อจากนาง”

จางเย่วชิงได้เห็นความทรงจำของตนเอง ตอนถูกคนร้ายปาระเบิดใส่รถเฟอรารี่สีแดงของเธอจนเสียชีวิตคาที่ จึงได้ยอมรับโดยง่ายที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในร่างของจางเย่วชิงในภพนี้ต่อไป ซึ่งทั้งสองคนต่างมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันทุกประการ เพียงแต่จางเย่วชิงในยุคโบราณนั้น อ่อนเยาว์และผอมแห้งกว่าจางเย่วชิงที่เป็นสายลับสาวผู้แข็งแกร่ง

“ข้าจะไปกับกับท่านจะทุกข์หรือจะสุขข้าก็ขออยู่กับท่านไปตลอดชีวิต จากนี้ไปข้าคือคนของท่านต่อให้ท่านจะเป็นใครมาจากไหนก็ตาม ข้าขอแค่เพียงให้ท่านดูแลรักษาร่างกายของคุณหนูให้ดีก็พอเจ้าค่ะ”

จูลี่ก้มหัวลงทำความเคารพเจ้านายคนใหม่ของนางด้วยความเต็มใจ เพราะอย่างน้อยๆร่างกายของคุณหนูที่นางรักยิ่งกว่าชีวิตก็ยังไม่สูญสลายหายไป

“อืม ข้าสัญญาว่าจะดูแลร่างกายคุณหนูของเจ้าให้ดีที่สุด ข้าขอเวลาฟื้นฟูร่างกายที่อ่อนแอนี้เพียงไม่นาน หลังจากนั้นเราทั้งสองคนจะออกไปจากตำหนักเก่ารกร้างแห่งนี้ แล้วเดินทางไปอาศัยอยู่ที่เมืองอื่น เพื่อใช้ชีวิตให้มีความสุขตามที่ควรจะเป็นมาตั้งแต่แรก”

สายตาอ่อนโยนจ้องมองสาวใช้ข้างกายของเจ้าของร่างด้วยความเอ็นดู หากเชื่อใจและไว้ใจนางก็ย่อมต้องได้รับสิ่งดีๆตอบแทนกลับไปอย่างแน่นอน

“เจ้าค่ะ แต่คุณหนูมีตำลึงหรือเจ้าคะ สินเดิมของท่านฮูหยินรองก็ไม่แม้แต่จะมอบให้สักชิ้น ท่านเสนาบดีก็เอาแต่ปิดหูปิดตาเชื่อฟังนาง ตำลึงสักอีแปะก็ไม่มอบให้ท่านติดกายทั้งๆที่รู้ว่าท่านไม่มีสมบัติติดตัวมาสักชิ้น ทุกวันนี้ข้ากับคุณหนูคนเดิมต้องรอคอยเศษอาหารจากห้องครัวของตำหนักใหญ่ จนถูกวางยาพิษในอาหารอย่างที่ท่านรับรู้”

จูลี่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงท้อถอยในโชคชะตาชีวิตของคุณหนูผู้น่าสงสาร

“ข้ามีหยกจักรพรรดิที่ท่านแม่มอบไว้ให้ติดกาย นางบอกให้ข้านำไปขายเมื่อถึงคราลำบาก ซึ่งยามนี้เราสองคนก็ลำบากมากแล้วหากข้านำหยกไปขายคงได้ตำลึงมาไม่น้อย และท่านแม่ที่อยู่ในปรโลกคงเห็นด้วยกับการกระทำที่ต้องเอาตัวรอดของข้า หลังจากนั้นค่อยคิดหาช่องทางทำมาหากินกันต่อไป เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลอันใด ข้าผู้นี้มีความรู้ความสามารถมากกว่าที่เจ้าคิด ลำพังจะหาตำลึงมาซื้อจวนสักหลังข้าเชื่อว่าไม่ยากนักหรอก”

จางเย่วชิงอมยิ้มมุมปากออกมาเมื่อเห็นความกังวลของสาวใช้คนสนิท ซึ่งแน่นอนว่าสตรีที่นิสัยรวยอย่างนางคงไม่ยอมใช้ชีวิตยากลำบากกัดรากไม้ใบหญ้ากินเป็นแน่

ทรัพย์สมบัติเป็นแค่เพียงของนอกกาย การเอาตัวรอดในช่วงเวลาที่ยากลำบากย่อมสำคัญกว่า นางเชื่อว่ามารดาของร่างเดิมคงเข้าใจเพราะนางคงไม่ยอมใช้ชีวิตอดสูเยี่ยงบุตรสาวคนเดิมอย่างแน่นอน

“คนของชินอ๋องจะไม่ว่ากระไรหรือเจ้าคะ แล้วพวกเราจะอยู่อาศัยกันเองเพียงแค่สตรีได้เยี่ยงไร จะไม่ถูกรังแกหรอกหรือ ท่านยิ่งมีใบหน้างดงามเพียงนี้ ข้าล่ะอดเป็นกังวลไม่ได้จริงๆ”

จูลี่ยังคงอดกังวลมิได้ด้วยความที่ถูกตีกรอบความคิดมาตั้งแต่เยาว์วัย ว่าสตรีต้องอยู่ใต้ชายคาของบุรุษอยู่ร่ำไป ซึ่งแตกต่างจากจางเย่วชิงสายลับสาวสวย ที่ใช้ชีวิตด้วยตนเองมาตั้งแต่อายุ15ปี

ไร้ตัวตนมานานแล้ว

“หึหึ หากใครขวางทางข้าคนผู้นั้นย่อมไม่ตายดี แต่ยามนี้เรามีกันเพียงสองคนและข้ายังไม่มีอาวุธเลยสักอย่าง ทั้งยังไม่รู้พละกำลังของตนเองเมื่อเข้าร่างนี้ ฉะนั้นการหลบหนีออกไปเงียบๆคงจะสะดวกกว่า”

จางเย่วชิงไม่ใช่คนโง่ที่จะดันทุรังทำในสิ่งที่นางอาจจะพ่ายแพ้ เนื่องจากยังไม่รู้ศักยภาพของร่างกายใหม่ในภพนี้ ดังนั้นนางจึงเลี่ยงที่จะปะทะด้านฝีมือกับคนในยุคนี้ คงต้องงัดเอาวิชาปลอมตัวที่นางถนัดมาใช้เพื่อการหลบหนีโดยเฉพาะ

“หากท่านมั่นใจข้าก็พร้อมจะเดินทางไปกับท่านทุกที่เจ้าค่ะ” จูลี่เห็นแววตามั่นใจในตัวเองของคุณหนูคนใหม่ก็คลายความกังวลไปได้หลายส่วน

“จูลี่ หนังสือหย่าของคนที่นี่หาได้จากที่ใด ข้าเดินทางมาจากที่ห่างไกลยังไม่ค่อยเข้าใจในบางเรื่องของคนในเมืองนี้ ถึงจะมีความทรงจำของคุณหนูของเจ้าแต่นางก็หารู้ได้เช่นกัน เพราะนางขาดเขลาเกินกว่าที่จะขอหย่าร้างกับสวามีไร้ใจผู้นั้น”

น้ำเสียงหนักแน่นมั่นคงน่าเชื่อถือ เอ่ยถามสาวใช้คนสนิทที่น่าจะรู้เรื่องราวเหล่านี้อยู่บ้าง เพราะเรื่องหย่าเป็นเรื่องสำคัญที่นางต้องจัดการให้แล้วเสร็จก่อนที่จะหลบหนีออกไปจากตำหนักร้างทรุดโทรมแห่งนี้

“คนที่นี่จะเขียนหนังสือหย่าขึ้นมาเองเจ้าค่ะ เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างลงลายมือชื่อเรียบร้อยแล้วจะนำไปยื่นที่ศาลาว่าการของเมืองที่ตนเองอาศัยอยู่ แต่คุณหนูของข้านางมิได้ร่ำเรียนตำรา เพราะบิดาไม่ได้ใส่ใจนางมาตั้งแต่อายุเพียง5หนาว คุณหนูจึงเขียนและอ่านหนังสือมิได้เลย เป็นเช่นนี้แล้วพวกเราจะทำเช่นไรดีเจ้าคะ”

จูลี่เอ่ยออกมาเสียงเศร้าเมื่อนึกถึงปัญหาใหญ่เกี่ยวกับจางเย่วชิง ทั้งๆที่นางพึ่งจะดีใจที่คุณหนูคนใหม่กำลังจะหย่าขาดจากพระสวามีใจร้ายผู้นั้นแล้วแท้ๆ

“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องเป็นกังวล ข้าอ่านตำราออกและเขียนได้หลากหลายภาษา ไม่เว้นแม้แต่ภาษาของคนในเมืองนี้”

จางเย่วชิงนางเห็นในความทรงจำของร่างเดิม ก็รับรู้ได้ทันทีว่าที่นี่คือยุคจีนโบราณในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งนางนั้นมีความรู้ความสามารถทางด้านการเขียนอ่านพู่กันจีนโบราณอยู่แล้ว จึงไม่มีสิ่งใดต้องเป็นกังวล

ชีวิตของสายลับมือหนึ่งในองค์กรระดับโลก ย่อมวนเวียนอยู่กับการฝึกฝนในทุกๆด้าน เพื่อความแนบเนียนในการแฝงตัวไปปฏิบัติภารกิจลับขององค์กร ซึ่งศาสตร์และศิลป์ของสตรีในยุคจีนโบราณ นางก็ร่ำเรียนจนจบมาหลากหลายหลักสูตร และนำไปปฏิบัติหน้าที่จนนับได้ว่าเป็นหนึ่งในองค์กรก็ว่าได้

“ดียิ่งเจ้าค่ะ เอ่อ!!คุณหนูเจ้าคะ แล้วยามนี้พวกเราจะกินสิ่งใดเป็นอาหาร หากท่านไม่ให้ข้าไปนำอาหารมาจากโรงครัวของตำหนักใหญ่”

น้ำเสียงวิตกกังวลของสาวใช้คนสนิท ทำให้จางเย่วชิงต้องหันมาให้ความสำคัญเรื่องปากท้องเป็นอันดับแรกก่อนที่จะคิดการอื่นต่อไป

“คืนนี้คงต้องทนหิวไปก่อน เจ้ากับข้าคงต้องจิบน้ำต้มดื่มประทังชีวิต พรุ่งนี้เช้ามืดข้าจะออกไปหาซื้ออาหารจากตลาดในเมืองหลวงด้วยตนเอง เจ้าอยู่รอที่นี่ไม่ต้องติดตามไปเพราะข้าจะสวมชุดของเจ้าออกไปจากตำหนักแล้วสวมผ้าปกคลุมใบหน้า และตั้งใจจะออกไปขายหยกของท่านแม่ด้วยเสียเลย”

“เจ้าค่ะ คุณหนูต้องระมัดระวังตนเองให้ดีนะเจ้าคะ คนที่นี่นิสัยใจคออาจจะไม่เหมือนคนจากที่ที่ท่านจากมา”

“อืมข้าเข้าใจแล้ว เจ้าไปนอนพักสักหน่อยเถิดไม่ต้องเป็นห่วงคุณหนูของเจ้า อาการของร่างนี้นับว่าถูกถอนพิษด้วยตนเองจนหมดสิ้นแล้วช่างเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง”

จางเย่วชิงที่ได้รับรู้เรื่องอัศจรรย์เกี่ยวกับร่างกายของตนเองก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ นางมีความรู้เรื่องยาเป็นอย่างดี จึงรับรู้ได้ว่าร่างกายนี้ถูกถอนพิษออกไปจนหมดสิ้นแล้ว

“เจ้าค่ะคุณหนู”

รุ่งเช้ามาเยือน หลังจากนำชุดของสาวใช้มาสวมใส่และสวมผ้าสามเหลี่ยมปกปิดใบหน้าแล้วเสร็จ จางเย่วชิงจึงตั้งใจที่จะแอบหลบหนีออกไปทางกำแพงที่ทรุดโทรมท้ายตำหนักชินอ๋อง

นางเห็นจากความทรงจำร่างเดิมว่าท้ายตำหนักมีทางให้มุดลอดออกไปด้านนอกได้ และจางเย่วชิงคนเดิมก็เคยแอบหลบหนีออกไปอยู่บ้าง เนื่องจากบริเวณท้ายตำหนักไร้ซึ่งเวรยามจากทหาร จึงไม่มีอุปสรรคใดๆในการหลบหนีของนาง

ซึ่งอันที่จริงแล้วบ่าวไพร่ในตำหนักชินอ๋อง ก็มิเคยมีใครพบเห็นใบหน้าของพระชายาเอกจางเย่วชิงอยู่แล้ว เพราะเวลาที่จางเย่วชิงออกไปข้างนอกตำหนักร้าง นางจะสวมผ้าปกคลุมใบหน้าไว้อยู่เสมอ

สาเหตุมาจากน้องสาวต่างมารดาเคยบอกว่าใบหน้าของนางอัปลักษณ์ เมื่อครั้งที่พบเจอกันตอนอายุได้8หนาว ถึงแม้จูลี่จะช่วยพูดแก้ไขความเข้าใจผิดๆ แต่จางเย่วชิงคนเดิมก็เลือกที่จะสวมใส่ผ้าปกคลุมใบหน้าเอาไว้ตามเดิมเพื่อความสบายใจ

มีเพียงวันนั้น วันที่นางหลบหนีออกไปเที่ยวในตลาดคนเดียวเมื่อครั้งอายุ14ปี นางถูกสตรีวัยใกล้เคียงกันกลั่นแกล้งกระชากผ้าคลุมใบหน้าให้หลุดออก จึงมีผู้คนมากมายที่สัญจรไปมาอยู่ไม่ไกลจากตลาด ได้พบเห็นใบหน้าของนางแต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้นผ้าคลุมที่หลุดออกก็ถูกนำมาสวมใส่ไว้ดังเดิม

แม้กระทั่งพระสวามีใจร้ายผู้นั้น ก็ยังไม่เคยพบเห็นใบหน้าของพระชายาที่เขารังเกียจ มีแต่นางฝ่ายเดียวที่เคยพบเจอเขาเมื่อครั้งที่หลบหนีออกไปเที่ยวตลาดในครานั้น

จางเย่วชิงรู้สึกชอบพอในตัวบุรุษผู้นั้นเมื่อได้รับรู้ว่านางต้องแต่งให้เขา จางเย่วชิงคนเดิมก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจอยู่หลายวันเลยทีเดียว

ฉะนั้นจึงไม่มีเหตุอันใดให้เป็นกังวล หากจะมีผู้ใดพบเห็นนางใช้ชีวิตอยู่ด้านนอกตำหนักแห่งนี้ แม้กระทั่งบิดาบังเกิดเกล้าเสนาบดีจางเนี่ยนเจินผู้นั้น คงจะจดจำใบหน้าของบุตรสาวแสนชังมิได้เสียด้วยซ้ำ

เพราะจางเย่วชิงหลบซ่อนตัวตนอยู่แต่ในเรือนท้ายตระกูล ยิ่งหลังจากที่นางเติบโตขึ้นมาก็ไม่เคยออกมาพบปะกับผู้ใดในจวนอีกเลย และคนในจวนตระกูลจางก็ไม่มีใครสนใจที่จะพบเจอหน้านางเช่นกัน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...