โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เจาะลึกภัยเงียบ วัณโรค 'โรคคนจน' ที่ถูกลืม ครองแชมป์เสียชีวิตอันดับหนึ่ง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ท่ามกลางความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สร้างขึ้นมารักษาโรคต่าง ๆ มากมาย แต่ "วัณโรค" (Tuberculosis) กลับเป็นปัญหาที่ถูกลืม ปัจจุบันวัณโรคยังคงครองแชมป์สาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในกลุ่มโรคติดเชื้อของประเทศ ซึ่งเป็นตัวเลขอัตราการเสียชีวิตที่สูงกว่าโรคติดต่ออื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ หากไม่นับรวมกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างมะเร็งหรือหัวใจ อย่างไรก็ตาม วัณโรคกลับเผชิญกับภาวะเป็นภัยเงียบที่ถูกละเลยจากสังคมและภาครัฐมาอย่างยาวนาน ซึ่งนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำเชิงนโยบายและการจัดสรรทรัพยากรที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

พญ.ผลิน กมลวัทน์ ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้อำนวยการกองทุนโลก อดีตผู้อำนวยการกองวัณโรค ซึ่งขับเคลื่อนงานเพื่อยุติปัญหานี้มานานกว่าสามทศวรรษ สะท้อนมุมมองสำคัญว่า แท้จริงแล้ววัณโรคคือโรคที่มีความสัมพันธ์กับความเหลื่อมล้ำทางสังคมมาโดยตลอด จนสามารถนิยามได้ว่าเป็น โรคคนยากจน หรือ โรคคนจน เนื่องจากโครงสร้างทางสังคมที่เหลื่อมล้ำส่งผลให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่มีพลังในการรวมตัวกันเพื่อส่งเสียงเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ต่างจากกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ที่มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งมาก มีพลังภาคประชาชนและมีกระบอกเสียงที่ชัดเจนในการสะท้อนความต้องการและการต่อรองสิทธิประโยชน์รักษาพยาบาลต่อรัฐบาลได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

โรช จัดประชุมฯโรคติดเชื้อ ถกทางออกวัณโรคไทย ชูวินิจฉัยเร็ว ลดเสียชีวิต

'Urine LAM' คัดกรองวัณโรคกลุ่ม HIV 'ตรวจปัสสาวะ' เพิ่มความแม่นยำ

ถอดรหัส "โรคคนจน" และความเหลื่อมล้ำเชิงงบประมาณ

ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังเป็นผลมาจากลักษณะและธรรมชาติของการรักษา ซึ่งส่งผลต่อความแตกต่างต่อแรงขับเคลื่อนทางสังคม โดยผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีเงื่อนไขการรักษาที่จำเป็นต้องรับประทานยาต่อเนื่องไปตลอดชีวิตเพื่อคงสุขภาพที่ดีและปกป้องตนเอง ส่งผลให้กลุ่มผู้ติดเชื้อมีแรงผลักดันและเป้าหมายร่วมกันอย่างถาวรในการรวมตัวกันรักษาสิทธิระบบสนับสนุนด้านยาในระยะยาว ตรงกันข้ามกับผู้ป่วยวัณโรคที่เป็นโรคติดต่อที่รักษาให้หายขาดได้จากการทานยา และเมื่อกระบวนการรักษาเสร็จสิ้นจนร่างกายกลับมาแข็งแรงดีแล้ว ผู้ป่วยมักจะเลือกหายตัวไป โดยไม่อยากกลับมาร่วมรณรงค์ ส่งพลัง หรือทำกิจกรรมทางสังคมต่อ เนื่องจากความกังวลใจและความกลัวส่วนตัวที่ไม่อยากให้คนรอบข้างและสังคมรับรู้ว่าตนเองเคยติดเชื้อวัณโรคมาก่อน

ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนชัดผ่านงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ โดยปัจจุบันงบประมาณที่จัดสรรลงไปในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีสูงถึงประมาณ 7,000 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณด้านวัณโรคกลับได้รับเพียงประมาณ 300 ล้านบาทเท่านั้น ความแตกต่างที่มหาศาลนี้ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการบริการและขวัญกำลังใจของบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล ที่ต้องทำงานบนความเสี่ยงจากการติดเชื้อในชีวิตประจำวัน แต่กลับขาดแคลนค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสม

นอกจากนี้ พญ.ผลิน ยังประเมินว่า การพึ่งพาเม็ดเงินสนับสนุนจากกองทุนโลกเป็นแนวทางที่ไม่ยั่งยืน เนื่องจากปริมาณเงินที่สนับสนุนที่ไม่ได้รับการสนใจ อันเนื่องมาจากด้วยมุมมองขององค์กรระหว่างประเทศที่ประเมินว่าประเทศไทยก้าวข้ามไปสู่สถานะประเทศพัฒนาแล้วที่มีระบบรัฐสวัสดิการและการดูแลสุขภาวะของประชากรที่มีคุณภาพเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

ตราบาปสังคมและยาเก่า 50 ปี

อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญในการควบคุมโรคคือ ตราบาปทางสังคม และความกลัวในการถูกตีตรา เนื่องจากวัณโรคถูกภาพจำของสังคมมองว่าเป็นโรคที่น่ารังเกียจ ส่งผลให้ผู้ป่วยมักปกปิดข้อมูลและไม่กล้าเปิดเผยตัวตนเพราะกังวลว่าจะถูกเลิกจ้างงานหรือถูกเชิญออกจากงาน ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้ผู้ป่วยเลือกที่จะหลบซ่อนตัวแทนการเข้าสู่ระบบการรักษาอย่างเปิดเผย

ความยากลำบากทางกายภาพของผู้ป่วยยังถูกซ้ำเติมด้วยยาที่ใช้รักษาในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นยาสูตรเก่าที่ใช้งานมานานกว่า 50 ปี ยาดังกล่าวต้องการระยะเวลาในการรับประทานต่อเนื่องที่ยาวนานหลายเดือน และมีผลข้างเคียงที่รุนแรงต่อร่างกาย เช่น ความเสี่ยงต่อการเกิดอาการตาบอดจากอาการแพ้ยาอย่างหนัก ส่งผลให้ผู้ป่วยเลือกที่จะหยุดยาก่อนกำหนด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาไปสู่ภาวะวัณโรคดื้อยาที่ทวีความรุนแรงและรักษาได้ยากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน สถานการณ์นี้กำลังส่งผลกระทบในระดับระหว่างประเทศ โดยในปัจจุบันสายตาของนานาชาติกำลังเพ่งเล็งสถานการณ์วัณโรคในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ซึ่งส่งผลต่อมาตรการขอวีซ่าเพื่อเดินทางเข้าประเทศต่าง ๆ เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มกำหนดให้คนไทยต้องผ่านการตรวจคัดกรองวัณโรคอย่างเข้มงวดก่อนเดินทางเข้าประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์เชิงเศรษฐกิจและการเดินทางของไทยในอนาคตหากปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ภาพสะท้อนจากด่านหน้าและความท้าทายในพื้นที่

ในมิติการปฏิบัติตามนโยบายระดับประเทศเพื่อควบคุมโรคด่านหน้า นพ.หิรัญวุฒิ แพร่คุณธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 (สคร. 7) จังหวัดขอนแก่น ได้ยกระดับการวินิจฉัยและการเฝ้าระวังโรค ทางหน่วยงานได้ผลักดันนโยบายระดับประเทศลงสู่การปฏิบัติจริงอย่างเข้มข้น ผ่านการขับเคลื่อนให้ผู้ป่วยเข้าถึงการตรวจวิเคราะห์ทางโมเลกุล (Molecular) ครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์ทั่วประเทศ เพื่อทดสอบหาเชื้อและความไวต่อยาได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งเริ่มต้นประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกระบวนการคัดกรอง และมุ่งเน้นการติดตามดูแลรักษาให้ครบตามเกณฑ์มาตรฐานพร้อมเฝ้าระวังภาวะดื้อยาอย่างเข้มงวด

สำหรับกลยุทธ์เชิงนวัตกรรมระดับพื้นที่ของเขตสุขภาพที่ 7 ได้มีกระบวนการจัดการวัณโรคระยะแฝง (LTBI) เพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อให้เจอกลุ่มแรกเริ่มและให้ยารักษาทันทีก่อนที่เชื้อจะพัฒนาไปสู่ระยะลุกลาม โดยมีการบูรณาการทำแผนงานเชิงระบบร่วมกันระหว่าง สคร. 7 มหาวิทยาลัยขอนแก่น และภาคีเครือข่าย ผ่านการจัดทำแผนที่การดูแลผู้ป่วยหรือแคร์แมป (Care Map) และแผนบริการร่วม (Service Plan) เพื่อทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าของผู้ป่วยก่อนรับตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม มีสภาพร่างกายที่แข็งแรง และสามารถกินยาได้อย่างต่อเนื่องครบเกณฑ์

กระบวนการดังกล่าวยังได้รับการหนุนเสริมด้วยระบบการบริหารทรัพยากรที่แข็งแกร่ง โดยการจัดทำแผนที่เครื่องมือแพทย์ อย่างเป็นระบบเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งาน เช่น การจัดสรรรถเอกซเรย์เคลื่อนที่ การส่งเครื่องเอกซเรย์ขนาดพกพา ลงไปช่วยคัดกรองในพื้นที่ทุรกันดาร ตลอดจนจุดตรวจทางโมเลกุลที่ทันสมัยอย่างระบบ TB Lamp 12 แห่ง เครื่องตรวจยีน GeneXpert 12 แห่ง และเครื่องตรวจระบบ PCR อีก 9 แห่ง ทั่วทั้งภูมิภาค

ขณะที่ห้องปฏิบัติการ ส่วนกลางของ สคร. 7 ทำหน้าที่เป็นตัวกลางหลักคอยรองรับการทดสอบแก่สถานพยาบาลย่อยที่ยังขาดศักยภาพตรวจวิเคราะห์เอง พร้อมมีศูนย์ประสานงาน TB Referral Center และกลไกของกลุ่ม "อสม. TB" ในระดับชุมชนคอยดูแลประคับประคองผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ซึ่งการจัดการเชื่อมต่อระบบอย่างเป็นระบบเช่นนี้ คือความพยายามสูงสุดในการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของพื้นที่ด่านหน้า

ท้ายที่สุด พญ.ผลิน เน้นยํ้าว่า การยุติภัยเงียบของวัณโรคในสังคมไทยอย่างยั่งยืน ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากมาตรการระยะสั้นที่เป็นเพียงกิจกรรมเชิงอีเวนต์ในลักษณะไฟไหม้ฟางแล้วเงียบหายไป แต่ต้องการความจริงจังเชิงนโยบายจากรัฐบาลในการยกระดับปัญหานี้ให้เป็นวาระสำคัญของชาติ ผ่านการลงทุนเชิงระบบทั้งงบประมาณและเทคโนโลยี การรุกค้นหาผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยงที่มีภาวะวัณโรคแฝงเชิงรุกอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการผสานพลังร่วมกับงานวิจัยนวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อคืนสิทธิ คุณภาพชีวิต และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับกลุ่มผู้ป่วยที่ไร้เสียงในสังคมไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...