โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดโครงสร้างใหม่ แยกท่องเที่ยวออกจากกีฬา ดัน Co-payment ท่องเที่ยว 1 ล้านสิทธิ์

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การปรับโครงสร้างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยแยกงานด้านการท่องเที่ยวไปรวมกันกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อให้เป็นกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว จะมีโครงสร้างอย่างไร รวมถึงการกระตุ้นท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง ที่จะผลักดันโครงการ Co-payment กระตุ้นไทยเที่ยวไทย 1 ล้านสิทธิ์ และการดึงต่างชาติเที่ยวไทยจะเดินต่ออย่างไร “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีคำตอบ

เปิดโมเดลแยกกระทรวงท่องเที่ยว-กีฬา

แผนการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาออกจากกัน เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ โดยตามโครงสร้างใหมาภาคการท่องเที่ยวจะถูกนำไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อจัดตั้งเป็น “กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว” ส่วนงานด้านกีฬา ก็จะอยู่ใน “กระทรวงการกีฬา” ซึ่งการควบรวมท่องเที่ยวไปอยู่กับวัฒนธรรม ซึ่งจะกลายเป็นกระทรวงระดับเกรด A ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล การควบรวมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่มาสนับสนุนการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพและมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

สำหรับการท่องเที่ยวแล้ว “ยิ่งรวมยิ่งดี” เนื่องจากที่ผ่านมาการท่องเที่ยวไม่มีทรัพยากรเป็นของตัวเอง และต้องพึ่งพาหน่วยงานอื่นเสมอ เช่น กรมทางหลวง กรมอุทยาน หรือกรมศิลปากร ทำให้สั่งการได้ยาก การนำการท่องเที่ยวซึ่งเป็นกลไกเศรษฐกิจมหาศาลไปรวมกับวัฒนธรรมจะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น เพราะแหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่ของไทยมีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอยู่แล้ว

สำหรับหน่วยงานหลักที่จะย้ายออกจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), องค์การบริหารพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) และกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ส่วนปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็จะยังอยู่ที่กระทรวงการกีฬา และปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ก็จะปรับมาเป็นปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแทน เพราะหลักๆจะเป็นโครงสร้างเดิมของกระทรวงวัฒนธรรม แต่เพิ่มเติมกรม,รัฐวิสาหกิจ, องค์การมหาชน ที่เคยอยู่ในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ออกไปอยู่กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว

โครงสร้างใหม่ กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และ กระทรวงการกีฬา

ในขณะเดียวกัน ด้านการกีฬาจะถูกแยกออกมาเป็นกระทรวงการกีฬาโดยเฉพาะ ซึ่งสร้างความยินดีให้กับบุคลากรในวงการกีฬา เนื่องจากที่ผ่านมามักถูกมองว่าความสนใจและทรัพยากรส่วนใหญ่ไปตกอยู่ที่ด้านการท่องเที่ยว

ต่อไปกระทรวงการกีฬา ก็จะทำหน้าที่ยกระดับภาคกีฬา โดยมุ่งเน้นไปที่ วิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนานักกีฬา และระบบการกีฬาทั้งหมด โดยมีแนวคิดที่จะยกระดับหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาให้เป็นสถาบันหรือกรมเพื่อให้มีความชัดเจนและเข้มแข็งมากขึ้น

โดยโครงสร้างกระทรวงการกีฬา จะประกอบไปด้วย สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวงการกีฬา ดูแลสำนักงานการกีฬาจังหวัด กรมพลศึกษา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย(รัฐวิสาหกิจ) และสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัด ดูแลสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัด

การบริหารจัดการบุคคลากรในระดับจังหวัดสำหรับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดในปัจจุบัน จะมีการแยกหน้าที่ให้ชัดเจน โดยบุคลากรที่ทำด้านท่องเที่ยวจะไปสังกัดงานด้านวัฒนธรรมและท่องเที่ยว ส่วนบุคลากรด้านกีฬาจะอยู่กับกระทรวงการกีฬา โดยการปรับโครงสร้างครั้งนี้จะไม่มีการเพิ่มอัตรากำลังพล แต่เป็นการจัดสรรบุคลากรเดิมที่มีอยู่ตามภารกิจที่แยกออกจากกัน เพื่อให้ประหยัดงบประมาณและเกิดความคล่องตัว

ทั้งนี้แผนการปรับปรุงโครงสร้างนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.ร.) และคาดว่าจะนำเสนอครมได้ในเดือนก.ค.นี้ เพื่อให้มีผลภายในสิ้นปี 2567

สำหรับการเปลี่ยนผ่านงบประมาณในปี 2570 หน่วยงานหลักอย่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หรือการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จะไม่ได้รับผลกระทบมากนักเนื่องจากมีการตั้งงบประมาณแยกกันอยู่แล้ว ก็โอนไปอยู่ในกระทรวงต้นสังกัด และหากรัฐบาลจัดเก็บเงินกองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือที่เรียกกันว่า ค่าเหยียบแผ่นดิน จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยโดยทางอากาศ คนละ 300-500 บาทได้ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า

เงินในกองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยว นอกจากนำไปใช้ทำประกันภัยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐปีละกว่า 300-400 ล้านบาทในการรักษาพยาบาลนักท่องเที่ยวที่ประสบอุบัติเหตุ (โดยเฉพาะอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์ที่ประกันจากต่างประเทศมักไม่ครอบคลุม) ที่เหลือก็จะนำมาใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและห้องน้ำสะอาดทั่วประเทศได้

แต่ก็ยังมีประเด็นที่น่ากังวลอยู่บ้าง คือ “กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ” ซึ่งงบประมาณของกองทุนมาจากการจัดสรรภาษีสรรพสามิตที่เรียกเก็บจากสินค้าประเภทเหล้าและบุหรี่ หรือที่เรียกว่า Sin Tax

ปัจจุบันกองทุนนี้ได้รับจัดสรรอยู่ที่ 2% ของภาษีดังกล่าว คิดเป็นเงินประมาณ 4,000 กว่าล้านบาทต่อปี เงินจำนวนนี้จะถูกกระจายไปยังสมาคมกีฬาต่างๆ เพื่อใช้ในการพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ (Excellence) และกีฬาอาชีพ แต่ปัจจุบันยอดภาษีที่จัดสรรเข้ากองทุนมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากคนดื่มและสูบน้อยลง ทำให้ไม่เพียงพอต่อการพัฒนาคุณภาพนักกีฬาตามเป้าหมาย ส่งผลกระทบต่อเงินกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ

โดยนายกรัฐมนตรีจึงมีนโยบายให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีหรือเพิ่มสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่จะจัดสรรให้กองทุนใหม่ เพื่อให้เพียงพอต่อการพัฒนาการกีฬาเชิงรุกและเรื่องสุขภาพของประชาชน โดยกองทุนนี้อยู่ภายใต้การดูแลของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ซึ่งมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่การบริหารกองทุนโดยปกติแล้ว รองนายกรัฐมนตรี จะทำหน้าที่เป็นทั้งประธานบอร์ด กกท. และประธานกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เพื่อให้การทำงานสอดประสานกัน

ดัน Co-payment เที่ยวไทย 1 ล้านสิทธิ์

สำหรับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปีนี้ ในส่วนของการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ชัดเจนแล้วว่าจะผลักดันให้เกิดโครงการ Co-payment หรือมาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ในรูปแบบเดียวกับ “เราเที่ยวด้วยกัน” หรือ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” เตรียมนำกลับมาใช้อีกครั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยขณะนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) อยู่ระหว่างปรับปรุงโครงการให้มีการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวมากขึ้นกว่าโครงการในอดีต

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

รวมถึงกำลังพิจารณาปรับปรุงข้อจำกัด เช่น ข้อจำกัดเรื่องการใช้สิทธิ์เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ รวมถึงการทบทวนความจำเป็นของแนวคิด "เมืองหลัก-เมืองรอง" ว่าควรจะคงไว้หรือปรับเปลี่ยนอย่างไร รวมถึงขยายกลุ่มผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ ให้ครอบคลุมถึง ผู้ประกอบการเดินรถขนส่งและสายการบิน เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง

ที่สำคัญคือระบบการเข้าร่วมโครงการของประชาชน ที่ต้องใช้งานง่าย ไม่ต้องสร้างแอปพลิเคชั่นใหม่ เน้นผ่าน “เป๋าตัง” เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยาก ประชาชนคุ้นเคยและมีระบบที่เสถียรอยู่แล้ว

ทั้งนี้เบื้องต้นจะเสนอขอใช้ งบกลาง ปี 2570 วงเงินไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ตั้งเป้าจำนวนสิทธิ์ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านสิทธิ์ และคาดการณ์ว่ามูลค่าต่อสิทธิ์ที่รัฐบาลสนับสนุนอาจจะมากกว่า 3,000 บาท

หากได้ข้อสรุปจะเสนอครม.พิจารณาต่อไป คาดว่าจะเริ่มดำเนินการโครงการได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เวลาประมาณ 8 เดือน โดยอาจจะเปิดให้จองสิทธิ์ได้ตั้งแต่ปลายปีนี้และลากยาวไปใช้สิทธิ์ได้ถึงปีหน้า เพื่อให้ครอบคลุมทั้งช่วง High Season และ Low Season ของแต่ละพื้นที่

ดัน Co-payment เที่ยวไทย 1 ล้านสิทธิ์

ส่วนโครงการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ก็จะยังคงเดินหน้าโครงการ Thailand Summer Blast สนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) รวมถึงเที่ยวบินพาณิชย์ (Commercial Flight)

การสนับสนุนโครงการ “Buy International, Free Thailand Domestic Flights” (นักท่องเที่ยวซื้อตั๋วจากต่างประเทศบินเข้าประเทศไทย รัฐบาลสนับสนุนแจกตั๋วฟรีเส้นทางบินในประเทศ) ตั้งเป้าไม่น้อยกว่า 200,000 คน เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ ในประเทศไทย

ปรับฟรีวีซ่าหนุนดึงต่างชาติเที่ยวไทย

รวมไปถึงการใช้นโยบายฟรีวีซ่า เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยหลังจากครม.ได้ยกเลิกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา 60 วัน ให้แก่นักท่องเที่ยว 93 ประเทศไปแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างรอประกาศราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้กลับไปใช้มาตรการวีซ่าตามระเบียบเดิมของแต่ละประเทศ อาทิ นักท่องเที่ยวจีนก็จะกลับไปใช้สิทธิยกเว้นฟรีวีซ่า 30 วัน ซึ่งผู้ประกอบการเข้าใจและไม่ได้คัดค้านเนื่องจากเป็นการกลับสู่ภาวะปกติ แต่ที่ได้รับผลกระทบคืออินเดีย ที่ต้องกลับไปใช้ VISA ON ARRIVAL (VOA)

ทำให้กระทรวงท่องเที่ยวและกระทรวงต่างประเทศ ได้หารือร่วมกันว่าจะมีการพิจารณาใหม่ เนื่องจากอินเดียเป็นตลาดหลักที่เข้ามาทดแทนกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเบื้องต้นมีการเสนอให้กำหนดระยะเวลาพำนักที่เหมาะสมคือ 15 วัน (ผอ. 15) แทนที่จะให้ยาวถึง 60 วันเหมือนก่อนหน้านี้ เพื่อให้มีการคัดกรองนักท่องเที่ยวอย่างเหมาะสมตามบริบทที่เปลี่ยนไป

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มประเทศอื่นๆ เช่น อุซเบกิสถาน เบลารุส และกลุ่มประเทศตะวันออกกลางบางประเทศ ที่มีความต้องการและอยู่ระหว่างพิจารณาให้ได้รับสิทธิ์พำนัก 15 วันเช่นกัน

อีกทั้งยังจะมีการปรับมาตรฐานวีซ่ากลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ที่เข้าไทยจะปรับให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมดคือ 30 วัน เนื่องจากปัจจุบันบางประเทศใน EU ได้ 15 วัน บางประเทศได้ 30 วัน ซึ่งในมุมมองทางการทูตถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การปรับให้เท่ากันจะช่วยสร้างความรู้สึกที่ดีในฐานะสหภาพยุโรป

ทั้งยังมีกลุ่มประเทศอื่นๆ เช่น อุซเบกิสถาน เบลารุส และกลุ่มประเทศตะวันออกกลางบางประเทศ ที่มีความต้องการและอยู่ระหว่างพิจารณาให้ได้รับสิทธิ์พำนัก 15 วันเช่นกัน โดยการพิจารณาจะต้องผ่านคณะกรรมการนโยบายตรวจลงตราก่อน จากนั้นจึงจะเสนอครม.เห็นชอบ คาดว่าน่าจะเรียบร้อยภายในเดือนก.ค.นี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...