เปิดโครงสร้างใหม่ แยกท่องเที่ยวออกจากกีฬา ดัน Co-payment ท่องเที่ยว 1 ล้านสิทธิ์
การปรับโครงสร้างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยแยกงานด้านการท่องเที่ยวไปรวมกันกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อให้เป็นกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว จะมีโครงสร้างอย่างไร รวมถึงการกระตุ้นท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง ที่จะผลักดันโครงการ Co-payment กระตุ้นไทยเที่ยวไทย 1 ล้านสิทธิ์ และการดึงต่างชาติเที่ยวไทยจะเดินต่ออย่างไร “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีคำตอบ
เปิดโมเดลแยกกระทรวงท่องเที่ยว-กีฬา
แผนการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาออกจากกัน เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ โดยตามโครงสร้างใหมาภาคการท่องเที่ยวจะถูกนำไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อจัดตั้งเป็น “กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว” ส่วนงานด้านกีฬา ก็จะอยู่ใน “กระทรวงการกีฬา” ซึ่งการควบรวมท่องเที่ยวไปอยู่กับวัฒนธรรม ซึ่งจะกลายเป็นกระทรวงระดับเกรด A ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล การควบรวมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่มาสนับสนุนการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพและมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
สำหรับการท่องเที่ยวแล้ว “ยิ่งรวมยิ่งดี” เนื่องจากที่ผ่านมาการท่องเที่ยวไม่มีทรัพยากรเป็นของตัวเอง และต้องพึ่งพาหน่วยงานอื่นเสมอ เช่น กรมทางหลวง กรมอุทยาน หรือกรมศิลปากร ทำให้สั่งการได้ยาก การนำการท่องเที่ยวซึ่งเป็นกลไกเศรษฐกิจมหาศาลไปรวมกับวัฒนธรรมจะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น เพราะแหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่ของไทยมีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอยู่แล้ว
สำหรับหน่วยงานหลักที่จะย้ายออกจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), องค์การบริหารพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) และกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ส่วนปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็จะยังอยู่ที่กระทรวงการกีฬา และปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ก็จะปรับมาเป็นปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแทน เพราะหลักๆจะเป็นโครงสร้างเดิมของกระทรวงวัฒนธรรม แต่เพิ่มเติมกรม,รัฐวิสาหกิจ, องค์การมหาชน ที่เคยอยู่ในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ออกไปอยู่กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว
ในขณะเดียวกัน ด้านการกีฬาจะถูกแยกออกมาเป็นกระทรวงการกีฬาโดยเฉพาะ ซึ่งสร้างความยินดีให้กับบุคลากรในวงการกีฬา เนื่องจากที่ผ่านมามักถูกมองว่าความสนใจและทรัพยากรส่วนใหญ่ไปตกอยู่ที่ด้านการท่องเที่ยว
ต่อไปกระทรวงการกีฬา ก็จะทำหน้าที่ยกระดับภาคกีฬา โดยมุ่งเน้นไปที่ วิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนานักกีฬา และระบบการกีฬาทั้งหมด โดยมีแนวคิดที่จะยกระดับหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาให้เป็นสถาบันหรือกรมเพื่อให้มีความชัดเจนและเข้มแข็งมากขึ้น
โดยโครงสร้างกระทรวงการกีฬา จะประกอบไปด้วย สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวงการกีฬา ดูแลสำนักงานการกีฬาจังหวัด กรมพลศึกษา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย(รัฐวิสาหกิจ) และสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัด ดูแลสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัด
การบริหารจัดการบุคคลากรในระดับจังหวัดสำหรับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดในปัจจุบัน จะมีการแยกหน้าที่ให้ชัดเจน โดยบุคลากรที่ทำด้านท่องเที่ยวจะไปสังกัดงานด้านวัฒนธรรมและท่องเที่ยว ส่วนบุคลากรด้านกีฬาจะอยู่กับกระทรวงการกีฬา โดยการปรับโครงสร้างครั้งนี้จะไม่มีการเพิ่มอัตรากำลังพล แต่เป็นการจัดสรรบุคลากรเดิมที่มีอยู่ตามภารกิจที่แยกออกจากกัน เพื่อให้ประหยัดงบประมาณและเกิดความคล่องตัว
ทั้งนี้แผนการปรับปรุงโครงสร้างนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.ร.) และคาดว่าจะนำเสนอครมได้ในเดือนก.ค.นี้ เพื่อให้มีผลภายในสิ้นปี 2567
สำหรับการเปลี่ยนผ่านงบประมาณในปี 2570 หน่วยงานหลักอย่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หรือการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จะไม่ได้รับผลกระทบมากนักเนื่องจากมีการตั้งงบประมาณแยกกันอยู่แล้ว ก็โอนไปอยู่ในกระทรวงต้นสังกัด และหากรัฐบาลจัดเก็บเงินกองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือที่เรียกกันว่า ค่าเหยียบแผ่นดิน จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยโดยทางอากาศ คนละ 300-500 บาทได้ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า
เงินในกองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยว นอกจากนำไปใช้ทำประกันภัยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐปีละกว่า 300-400 ล้านบาทในการรักษาพยาบาลนักท่องเที่ยวที่ประสบอุบัติเหตุ (โดยเฉพาะอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์ที่ประกันจากต่างประเทศมักไม่ครอบคลุม) ที่เหลือก็จะนำมาใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและห้องน้ำสะอาดทั่วประเทศได้
แต่ก็ยังมีประเด็นที่น่ากังวลอยู่บ้าง คือ “กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ” ซึ่งงบประมาณของกองทุนมาจากการจัดสรรภาษีสรรพสามิตที่เรียกเก็บจากสินค้าประเภทเหล้าและบุหรี่ หรือที่เรียกว่า Sin Tax
ปัจจุบันกองทุนนี้ได้รับจัดสรรอยู่ที่ 2% ของภาษีดังกล่าว คิดเป็นเงินประมาณ 4,000 กว่าล้านบาทต่อปี เงินจำนวนนี้จะถูกกระจายไปยังสมาคมกีฬาต่างๆ เพื่อใช้ในการพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ (Excellence) และกีฬาอาชีพ แต่ปัจจุบันยอดภาษีที่จัดสรรเข้ากองทุนมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากคนดื่มและสูบน้อยลง ทำให้ไม่เพียงพอต่อการพัฒนาคุณภาพนักกีฬาตามเป้าหมาย ส่งผลกระทบต่อเงินกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ
โดยนายกรัฐมนตรีจึงมีนโยบายให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีหรือเพิ่มสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่จะจัดสรรให้กองทุนใหม่ เพื่อให้เพียงพอต่อการพัฒนาการกีฬาเชิงรุกและเรื่องสุขภาพของประชาชน โดยกองทุนนี้อยู่ภายใต้การดูแลของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ซึ่งมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่การบริหารกองทุนโดยปกติแล้ว รองนายกรัฐมนตรี จะทำหน้าที่เป็นทั้งประธานบอร์ด กกท. และประธานกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เพื่อให้การทำงานสอดประสานกัน
ดัน Co-payment เที่ยวไทย 1 ล้านสิทธิ์
สำหรับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปีนี้ ในส่วนของการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ชัดเจนแล้วว่าจะผลักดันให้เกิดโครงการ Co-payment หรือมาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ในรูปแบบเดียวกับ “เราเที่ยวด้วยกัน” หรือ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” เตรียมนำกลับมาใช้อีกครั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยขณะนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) อยู่ระหว่างปรับปรุงโครงการให้มีการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวมากขึ้นกว่าโครงการในอดีต
รวมถึงกำลังพิจารณาปรับปรุงข้อจำกัด เช่น ข้อจำกัดเรื่องการใช้สิทธิ์เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ รวมถึงการทบทวนความจำเป็นของแนวคิด "เมืองหลัก-เมืองรอง" ว่าควรจะคงไว้หรือปรับเปลี่ยนอย่างไร รวมถึงขยายกลุ่มผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ ให้ครอบคลุมถึง ผู้ประกอบการเดินรถขนส่งและสายการบิน เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง
ที่สำคัญคือระบบการเข้าร่วมโครงการของประชาชน ที่ต้องใช้งานง่าย ไม่ต้องสร้างแอปพลิเคชั่นใหม่ เน้นผ่าน “เป๋าตัง” เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยาก ประชาชนคุ้นเคยและมีระบบที่เสถียรอยู่แล้ว
ทั้งนี้เบื้องต้นจะเสนอขอใช้ งบกลาง ปี 2570 วงเงินไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ตั้งเป้าจำนวนสิทธิ์ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านสิทธิ์ และคาดการณ์ว่ามูลค่าต่อสิทธิ์ที่รัฐบาลสนับสนุนอาจจะมากกว่า 3,000 บาท
หากได้ข้อสรุปจะเสนอครม.พิจารณาต่อไป คาดว่าจะเริ่มดำเนินการโครงการได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เวลาประมาณ 8 เดือน โดยอาจจะเปิดให้จองสิทธิ์ได้ตั้งแต่ปลายปีนี้และลากยาวไปใช้สิทธิ์ได้ถึงปีหน้า เพื่อให้ครอบคลุมทั้งช่วง High Season และ Low Season ของแต่ละพื้นที่
ส่วนโครงการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ก็จะยังคงเดินหน้าโครงการ Thailand Summer Blast สนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) รวมถึงเที่ยวบินพาณิชย์ (Commercial Flight)
การสนับสนุนโครงการ “Buy International, Free Thailand Domestic Flights” (นักท่องเที่ยวซื้อตั๋วจากต่างประเทศบินเข้าประเทศไทย รัฐบาลสนับสนุนแจกตั๋วฟรีเส้นทางบินในประเทศ) ตั้งเป้าไม่น้อยกว่า 200,000 คน เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ ในประเทศไทย
ปรับฟรีวีซ่าหนุนดึงต่างชาติเที่ยวไทย
รวมไปถึงการใช้นโยบายฟรีวีซ่า เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยหลังจากครม.ได้ยกเลิกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา 60 วัน ให้แก่นักท่องเที่ยว 93 ประเทศไปแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างรอประกาศราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้กลับไปใช้มาตรการวีซ่าตามระเบียบเดิมของแต่ละประเทศ อาทิ นักท่องเที่ยวจีนก็จะกลับไปใช้สิทธิยกเว้นฟรีวีซ่า 30 วัน ซึ่งผู้ประกอบการเข้าใจและไม่ได้คัดค้านเนื่องจากเป็นการกลับสู่ภาวะปกติ แต่ที่ได้รับผลกระทบคืออินเดีย ที่ต้องกลับไปใช้ VISA ON ARRIVAL (VOA)
ทำให้กระทรวงท่องเที่ยวและกระทรวงต่างประเทศ ได้หารือร่วมกันว่าจะมีการพิจารณาใหม่ เนื่องจากอินเดียเป็นตลาดหลักที่เข้ามาทดแทนกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเบื้องต้นมีการเสนอให้กำหนดระยะเวลาพำนักที่เหมาะสมคือ 15 วัน (ผอ. 15) แทนที่จะให้ยาวถึง 60 วันเหมือนก่อนหน้านี้ เพื่อให้มีการคัดกรองนักท่องเที่ยวอย่างเหมาะสมตามบริบทที่เปลี่ยนไป
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มประเทศอื่นๆ เช่น อุซเบกิสถาน เบลารุส และกลุ่มประเทศตะวันออกกลางบางประเทศ ที่มีความต้องการและอยู่ระหว่างพิจารณาให้ได้รับสิทธิ์พำนัก 15 วันเช่นกัน
อีกทั้งยังจะมีการปรับมาตรฐานวีซ่ากลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ที่เข้าไทยจะปรับให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมดคือ 30 วัน เนื่องจากปัจจุบันบางประเทศใน EU ได้ 15 วัน บางประเทศได้ 30 วัน ซึ่งในมุมมองทางการทูตถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การปรับให้เท่ากันจะช่วยสร้างความรู้สึกที่ดีในฐานะสหภาพยุโรป
ทั้งยังมีกลุ่มประเทศอื่นๆ เช่น อุซเบกิสถาน เบลารุส และกลุ่มประเทศตะวันออกกลางบางประเทศ ที่มีความต้องการและอยู่ระหว่างพิจารณาให้ได้รับสิทธิ์พำนัก 15 วันเช่นกัน โดยการพิจารณาจะต้องผ่านคณะกรรมการนโยบายตรวจลงตราก่อน จากนั้นจึงจะเสนอครม.เห็นชอบ คาดว่าน่าจะเรียบร้อยภายในเดือนก.ค.นี้