หลักฐานครบ "คลังน้ำมันสุราษฎร์" DSI ส่งผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ข้อมูล
งวดเข้ามาทุกขณะ หลังศูนย์ประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง (ศปค.) ประกอบด้วย กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สนธิกำลังเข้าตรวจค้น "การกักตุนน้ำมัน" ตั้งแต่เดือนเม.ย.2569 กว่าหนึ่งเดือนผ่านไป มี 2 คดีพิเศษที่กำลังเข้มข้น ขีดเส้นให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน เพื่อเตรียมแจ้งข้อกล่าวหา "ผู้เกี่ยวข้อง" หลังสอบสวนขยายผลหาพยานหลักฐานครบ
โดยเฉพาะคดีกักตุนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ที่จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 2.16 ล้านลิตร และคดีปลอมปนน้ำมันที่ จ.อ่างทอง ซึ่งพบหลักฐานกลุ่มทุนใช้นอมินีถือหุ้น มีเงินหมุนเวียนกว่า 3,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือยังเป็นเพียงเรื่องสืบสวน และยังไม่รับเป็นคดีพิเศษ คือ กระบวนการขนส่งน้ำมันทางทะเลจำนวน 99 เที่ยว จากโรงกลั่นภาคตะวันออกสู่ภาคใต้ และกรณีพบความผิดปกติของเอกสารการขนส่งน้ำมันทางเรือกว่า 166 รายการ จากการขนส่งน้ำมันทางเรือจากโรงกลั่นใน จ.ระยอง และชลบุรี ไปพื้นที่ภาคใต้ จ.สุราษฎร์ธานี ชุมพร และสงขลา
รวมทั้งการร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติม บริษัท ทริลเลี่ยน ปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ฐานความผิดตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 หลังพบพฤติการณ์ ไม่แจ้งปริมาณการนำเข้า-ส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงตามคำสั่งนายกฯ ต่อดีเอสไอ ของ “โอ๋ สุดซอย” หรือ “น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์” ประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน และทีมงานฝ่ายกฎหมาย กรมธุรกิจพลังงาน เมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ระบุว่า การตรวจสอบคลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันรายหนึ่งในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี พบข้อมูลผิดปกติเกี่ยวกับปริมาณการรับการจำหน่าย และปริมาณน้ำมันคงคลังบางประเภท มีลักษณะแตกต่างจากภาวะการค้าปกติในช่วงเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำมันคงคลัง และการลดลงของการจำหน่ายน้ำมันบางชนิดในช่วงที่มีการปรับราคาน้ำมันต่อเนื่อง
อีกประมาณ 10 วัน หากมีหลักฐานเพียงพอจะเรียกผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหา และเปิดโอกาสให้แก้ข้อหาต่อ และหากมีหลักฐานเพียงพอจะเรียกผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหา และเปิดโอกาสให้แก้ข้อหาต่อไป โดยพิจารณาว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายว่า ด้วยราคาสินค้าและบริการหรือไม่
รายงานข่าว ระบุว่า สำหรับคลังน้ำมัน จ.สุราษฎร์ธานี ริมแม่น้ำตาปี ที่ดีเอสไอเข้าตรวจค้นเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ความผิดปกติที่พบ คือยอดขายดีเซลของคลังน้ำมันแห่งนี้เพิ่มจาก 4.8 ล้านลิตร ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็น 10 ล้านลิตรในเดือนมีนาคม 2569 สวนทางกับภาพรวมประเทศที่เพิ่มเพียง 20% ขณะที่ยอดขายเบนซินกลับลดลงอย่างผิดสังเกต สะท้อนพฤติกรรมกักตุนและระบายสินค้าในช่วงควบคุมราคา
สำหรับคลังน้ำมันดังกล่าวมีข้อมูลระบุว่า เป็นของ บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด ซึ่งมี นายพรชัย เหลืองกำธร ถือหุ้นหลัก 95% ก่อตั้ง เมื่อวันที่ 18 ต.ค.2533 ด้วยจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 500 ล้านบาท ริมปากแม่น้ำตาปี จ.สุราษฎร์ธานี พื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ของภาคใต้ตอนบน
เป็นผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2521 ภายหลังเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ค้าตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ซึ่งช่วยเปิดทางให้สามารถนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ หรือโรงกลั่นภายในประเทศ เก็บในคลังน้ำมันของตัวเอง แล้วกระจายลงสู่ผู้ค้าปลีกในพื้นที่ได้อย่างถูกกฎหมาย
หลังดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ มีการมอบหมายให้ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดี ลงไปทำคดีคลังน้ำมันสุราษฎร์ธานี โดยทีมสอบสวนลงพื้นที่ไปแล้ว 3 ครั้ง และครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา
ขณะนี้ได้เอกสารสำคัญมาแล้ว เราประสานกับสรรพากรในพื้นที่เข้าตรวจหลักฐาน เกี่ยวกับการเสียภาษีของบริษัทน้ำมันที่ถูกกล่าวหา จากนี้จะนำหลักฐานเสนอให้อธิบดีดีเอสไอ มอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ประเด็นข้อมูลการประกอบธุรกิจ ตัวเลขและคำกล่าวหามีแล้ว ส่วนจะมีการกักตุนจริงหรือไม่ ยังสรุปไม่ได้ เพราะสุดท้ายต้องการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ จะต้องเป็นมติของคณะพนักงานสอบสวน
แม้ความคืบหน้าการสอบสวนในคดีกักตุนน้ำมัน จะดูเหมือนช้า แต่ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน พ.ต.ต.วรณัน มองว่า หากนับเวลาตั้งแต่รับโอนสำนวนคดีมาจากตำรวจ หลังเกิดเหตุการณ์ และดีเอสไอประชุม กคพ. เมื่อวันที่ 9 เม.ย.รับคดีพิเศษ จนถึงขณะนี้ (22 พ.ค.2569) ถือว่า “เร็ว” มีการรวบรวมข้อมูล ทั้งหลักฐานทางบัญชีและภาษี เอกสารรายงานภาษีซื้อ-ขายที่เกี่ยวข้องในห้วงเวลาก่อนเหตุและขณะเกิดเหตุ คาดว่าช่วงต้น มิ.ย.น่าจะแล้วเสร็จ เพื่อแจ้งข้อกล่าว บุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง
สำหรับผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาจะมี 2 ราย คือบุคคลและนิติบุคคล ซึ่งพยานหลักฐานทุกอย่างจะต้องพร้อมทั้งหมด โดยใช้จากเอกสารจากหน่วยราชการในพื้นที่ ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมาย คือ สรรพากรและสรรพสามิต ซึ่งคดีนี้ต้องทำอย่างรอบ คอบและให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหาด้วย
“กระบวนการทำงานเดินต่อเนื่องไม่ได้หยุดนิ่ง หากประเมินมูลค่าความเสียหายไม่ถึงหลักพันล้านบาท เราต้องดูความเสียหายจากส่วนต่าง คำนวณจากน้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่หายออก จากระบบ 2.1 ล้านลิตร แล้วคูณ 11.50 บาท แต่จริงๆ ไม่ใช่แค่นี้ ตรงนี้ต้องไปสอบที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” พ.ต.ต.วรณัน กล่าว
อ่านข่าว