โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดวิสัยทัศน์ ‘ฐาปณี-อัศวิน’ ปักหมุดลงทุนค้าปลีกเวียดนาม สปีดสัดส่วนต่างประเทศเพิ่มเป็น 30%

ไทยโพสต์

อัพเดต 9 มิถุนายน 2569 เวลา 0.15 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

BJC เดินหน้าเร่งขยายอาณาจักรค้าปลีกและค้าส่งในเวียดนามเต็มสูบ หลังปิดดีลเข้าซื้อกิจการ MM Mega Market Vietnam (MMVN) มูลค่าประมาณ 22,500 ล้านบาท พร้อมวางเป้าหมายผลักดันรายได้จากต่างประเทศเพิ่มเป็น 30% ภายในปี 2573

8 มิ.ย. 2569 - นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC กล่าวว่า เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาค จากจำนวนประชากรเกือบ 100 ล้านคน โครงสร้างประชากรวัยแรงงานขนาดใหญ่ กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับแนวหน้าของอาเซียน

นอกจากนี้ อีกปัจจัยสำคัญคือการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารของรัฐบาลเวียดนาม ที่ปรับลดจำนวนเขตเศรษฐกิจจากกว่า 63 เขต เหลือ 34 เขตหลัก ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐานมีทิศทางชัดเจนมากขึ้น และเอื้อต่อการขยายเครือข่ายธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งของบริษัทในระยะยาว

“จากนี้เวียดนามจะเป็นตลาดหลักของ BJC ในต่างประเทศ ทั้งในด้านการลงทุน การขยายเครือข่ายธุรกิจ และการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดเวียดนามมากขึ้น” นางฐาปณี กล่าว

นางฐาปณี ระบุว่า การเข้าซื้อกิจการ MM Mega Market Vietnam ถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดระบบนิเวศธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งของ BJC ในระดับภูมิภาค โดย MMVN มีเครือข่ายธุรกิจครอบคลุม 31 สาขาทั่วประเทศเวียดนาม และมีฐานลูกค้าครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้ประกอบการ ร้านอาหาร โรงแรม และผู้บริโภคทั่วไป

ทั้งนี้ BJC มองว่าดีลดังกล่าวจะช่วยสร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจในหลายมิติ ทั้งด้านการจัดซื้อสินค้า การพัฒนาแบรนด์สินค้าเฮาส์แบรนด์ (Private Label) การบริหารซัพพลายเชน การเชื่อมโยงเครือข่ายจัดหาสินค้าระดับภูมิภาค ตลอดจนการขยายโอกาสทางธุรกิจใหม่ระหว่างประเทศไทยและเวียดนาม

ขณะเดียวกัน บริษัทได้บริหารโครงสร้างทางการเงินควบคู่ไปกับการเติบโต โดยนำเงินจากการจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท มาช่วยลดภาระหนี้จากการเข้าซื้อกิจการ สะท้อนแนวทางบริหารสินทรัพย์เชิงรุกเพื่อรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินในระยะยาว

นางฐาปณี กล่าวอีกว่า BJC ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 30% ภายในปี 2573 จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนอยู่เพียงกว่า 10% โดยเวียดนามจะเป็นตลาดสำคัญที่สุดในการผลักดันเป้าหมายดังกล่าว ขณะที่ปัจจุบันกลุ่มยังมีธุรกิจในมาเลเซีย กัมพูชา ลาว และฮ่องกง ครอบคลุมทั้งธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง บรรจุภัณฑ์ การกระจายสินค้า และธุรกิจเวชภัณฑ์ทางการแพทย์

สำหรับแผนลงทุนระยะ 5 ปี บริษัทเตรียมงบลงทุนรวม 2,500-5,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 500-1,000 ล้านบาท เพื่อขยายเครือข่ายธุรกิจในเวียดนามอย่างน้อย 24 แห่ง พร้อมตั้งเป้าการเติบโตเฉลี่ย 30% ต่อปี โดยใช้ 3 โมเดลธุรกิจหลัก ได้แก่ ค้าส่งสมัยใหม่ ค้าปลีกสมัยใหม่ และร้านค้าชุมชนแบบดั้งเดิม โดยในปีนี้ BJC มีแผนเปิดศูนย์กระจายสินค้า (Depot) เพิ่มอีก 3 แห่ง ขณะเดียวกันยังได้ทดลองโมเดลค้าปลีกรูปแบบใหม่ผ่าน MM Food Center ที่เมืองดานัง ด้วยเงินลงทุนกว่า 650 ล้านบาท ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีอัตราการเช่าพื้นที่สูงถึง 97% และเตรียมใช้เป็นต้นแบบสำหรับการขยายธุรกิจค้าปลีกในอนาคต

ทั้งนี้ อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของ BJC ในเวียดนามจะเกิดขึ้นในปี 2570 เมื่อบริษัทสามารถนำแบรนด์ “Big C” กลับมาใช้ในตลาดเวียดนามได้อย่างเต็มรูปแบบ หลังสิทธิการใช้ชื่อดังกล่าวที่เคยอยู่ภายใต้การบริหารของผู้ประกอบการรายอื่นครบกำหนด มองว่าการได้สิทธิ์ใช้แบรนด์ Big C กลับคืนมา ถือเป็นหมากสำคัญในการวางยุทธศาสตร์ค้าปลีกของ BJC เนื่องจากช่วยให้บริษัทสามารถสร้างแบรนด์เดียวกันในหลายประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพด้านการตลาด และสร้างการรับรู้แบรนด์ในหมู่ผู้บริโภคเวียดนามได้ชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ในอนาคต BJC จะวางโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งในเวียดนามผ่าน 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ MM Mega Market สำหรับธุรกิจค้าส่งสมัยใหม่, Big C สำหรับธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ และ “Gia Tot” หรือ “ซ้าปต๊ด” สำหรับร้านค้าชุมชนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับร้าน “โดนใจ” ในประเทศไทย

ขณะที่ผลประกอบการของ MMVN ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยในปี 2568 มียอดเติบโตถึง 37% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ไตรมาสแรกปี 2569 มีรายได้รวม 4,506 พันล้านดองเวียดนาม เพิ่มขึ้น 20.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการเติบโตต่อเนื่องของตลาดค้าส่งสมัยใหม่ในเวียดนาม

นางฐาปณี กล่าวว่า แม้เวียดนามจะเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง แต่ก็มาพร้อมกับการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม บริษัทเชื่อว่าความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายค้าส่งและการบริหารซัพพลายเชนจะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี กล่าวว่า แม้เวียดนามจะเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ แต่ประเทศไทยยังคงเป็นฐานธุรกิจหลักของกลุ่ม โดยในปี 2569 บริษัทเตรียมงบลงทุนกว่า 8,000 ล้านบาท เพื่อขยายเครือข่ายค้าปลีกทั่วประเทศ ผ่านการเปิดสาขาใหม่มากกว่า 200 สาขา และรีโนเวตสาขาขนาดใหญ่อีก 18 แห่ง ภายใต้แนวคิด “Better Store”

พร้อมกันนี้ บริษัทยังไม่มีแผนนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในระยะสั้น เนื่องจากมองว่าภาวะตลาดทุนไทยยังมีความผันผวนและเศรษฐกิจยังไม่เอื้อต่อการระดมทุนผ่านตลาดทุน อย่างไรก็ตาม BJC ยังคงเดินหน้าลงทุนเชิงรุกทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับภูมิภาคต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...