เปิดวิสัยทัศน์ ‘ฐาปณี-อัศวิน’ ปักหมุดลงทุนค้าปลีกเวียดนาม สปีดสัดส่วนต่างประเทศเพิ่มเป็น 30%
BJC เดินหน้าเร่งขยายอาณาจักรค้าปลีกและค้าส่งในเวียดนามเต็มสูบ หลังปิดดีลเข้าซื้อกิจการ MM Mega Market Vietnam (MMVN) มูลค่าประมาณ 22,500 ล้านบาท พร้อมวางเป้าหมายผลักดันรายได้จากต่างประเทศเพิ่มเป็น 30% ภายในปี 2573
8 มิ.ย. 2569 - นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC กล่าวว่า เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาค จากจำนวนประชากรเกือบ 100 ล้านคน โครงสร้างประชากรวัยแรงงานขนาดใหญ่ กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับแนวหน้าของอาเซียน
นอกจากนี้ อีกปัจจัยสำคัญคือการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารของรัฐบาลเวียดนาม ที่ปรับลดจำนวนเขตเศรษฐกิจจากกว่า 63 เขต เหลือ 34 เขตหลัก ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐานมีทิศทางชัดเจนมากขึ้น และเอื้อต่อการขยายเครือข่ายธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งของบริษัทในระยะยาว
“จากนี้เวียดนามจะเป็นตลาดหลักของ BJC ในต่างประเทศ ทั้งในด้านการลงทุน การขยายเครือข่ายธุรกิจ และการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดเวียดนามมากขึ้น” นางฐาปณี กล่าว
นางฐาปณี ระบุว่า การเข้าซื้อกิจการ MM Mega Market Vietnam ถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดระบบนิเวศธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งของ BJC ในระดับภูมิภาค โดย MMVN มีเครือข่ายธุรกิจครอบคลุม 31 สาขาทั่วประเทศเวียดนาม และมีฐานลูกค้าครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้ประกอบการ ร้านอาหาร โรงแรม และผู้บริโภคทั่วไป
ทั้งนี้ BJC มองว่าดีลดังกล่าวจะช่วยสร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจในหลายมิติ ทั้งด้านการจัดซื้อสินค้า การพัฒนาแบรนด์สินค้าเฮาส์แบรนด์ (Private Label) การบริหารซัพพลายเชน การเชื่อมโยงเครือข่ายจัดหาสินค้าระดับภูมิภาค ตลอดจนการขยายโอกาสทางธุรกิจใหม่ระหว่างประเทศไทยและเวียดนาม
ขณะเดียวกัน บริษัทได้บริหารโครงสร้างทางการเงินควบคู่ไปกับการเติบโต โดยนำเงินจากการจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท มาช่วยลดภาระหนี้จากการเข้าซื้อกิจการ สะท้อนแนวทางบริหารสินทรัพย์เชิงรุกเพื่อรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินในระยะยาว
นางฐาปณี กล่าวอีกว่า BJC ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 30% ภายในปี 2573 จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนอยู่เพียงกว่า 10% โดยเวียดนามจะเป็นตลาดสำคัญที่สุดในการผลักดันเป้าหมายดังกล่าว ขณะที่ปัจจุบันกลุ่มยังมีธุรกิจในมาเลเซีย กัมพูชา ลาว และฮ่องกง ครอบคลุมทั้งธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง บรรจุภัณฑ์ การกระจายสินค้า และธุรกิจเวชภัณฑ์ทางการแพทย์
สำหรับแผนลงทุนระยะ 5 ปี บริษัทเตรียมงบลงทุนรวม 2,500-5,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 500-1,000 ล้านบาท เพื่อขยายเครือข่ายธุรกิจในเวียดนามอย่างน้อย 24 แห่ง พร้อมตั้งเป้าการเติบโตเฉลี่ย 30% ต่อปี โดยใช้ 3 โมเดลธุรกิจหลัก ได้แก่ ค้าส่งสมัยใหม่ ค้าปลีกสมัยใหม่ และร้านค้าชุมชนแบบดั้งเดิม โดยในปีนี้ BJC มีแผนเปิดศูนย์กระจายสินค้า (Depot) เพิ่มอีก 3 แห่ง ขณะเดียวกันยังได้ทดลองโมเดลค้าปลีกรูปแบบใหม่ผ่าน MM Food Center ที่เมืองดานัง ด้วยเงินลงทุนกว่า 650 ล้านบาท ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีอัตราการเช่าพื้นที่สูงถึง 97% และเตรียมใช้เป็นต้นแบบสำหรับการขยายธุรกิจค้าปลีกในอนาคต
ทั้งนี้ อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของ BJC ในเวียดนามจะเกิดขึ้นในปี 2570 เมื่อบริษัทสามารถนำแบรนด์ “Big C” กลับมาใช้ในตลาดเวียดนามได้อย่างเต็มรูปแบบ หลังสิทธิการใช้ชื่อดังกล่าวที่เคยอยู่ภายใต้การบริหารของผู้ประกอบการรายอื่นครบกำหนด มองว่าการได้สิทธิ์ใช้แบรนด์ Big C กลับคืนมา ถือเป็นหมากสำคัญในการวางยุทธศาสตร์ค้าปลีกของ BJC เนื่องจากช่วยให้บริษัทสามารถสร้างแบรนด์เดียวกันในหลายประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพด้านการตลาด และสร้างการรับรู้แบรนด์ในหมู่ผู้บริโภคเวียดนามได้ชัดเจนมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ในอนาคต BJC จะวางโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งในเวียดนามผ่าน 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ MM Mega Market สำหรับธุรกิจค้าส่งสมัยใหม่, Big C สำหรับธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ และ “Gia Tot” หรือ “ซ้าปต๊ด” สำหรับร้านค้าชุมชนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับร้าน “โดนใจ” ในประเทศไทย
ขณะที่ผลประกอบการของ MMVN ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยในปี 2568 มียอดเติบโตถึง 37% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ไตรมาสแรกปี 2569 มีรายได้รวม 4,506 พันล้านดองเวียดนาม เพิ่มขึ้น 20.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการเติบโตต่อเนื่องของตลาดค้าส่งสมัยใหม่ในเวียดนาม
นางฐาปณี กล่าวว่า แม้เวียดนามจะเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง แต่ก็มาพร้อมกับการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม บริษัทเชื่อว่าความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายค้าส่งและการบริหารซัพพลายเชนจะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี กล่าวว่า แม้เวียดนามจะเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ แต่ประเทศไทยยังคงเป็นฐานธุรกิจหลักของกลุ่ม โดยในปี 2569 บริษัทเตรียมงบลงทุนกว่า 8,000 ล้านบาท เพื่อขยายเครือข่ายค้าปลีกทั่วประเทศ ผ่านการเปิดสาขาใหม่มากกว่า 200 สาขา และรีโนเวตสาขาขนาดใหญ่อีก 18 แห่ง ภายใต้แนวคิด “Better Store”
พร้อมกันนี้ บริษัทยังไม่มีแผนนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในระยะสั้น เนื่องจากมองว่าภาวะตลาดทุนไทยยังมีความผันผวนและเศรษฐกิจยังไม่เอื้อต่อการระดมทุนผ่านตลาดทุน อย่างไรก็ตาม BJC ยังคงเดินหน้าลงทุนเชิงรุกทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับภูมิภาคต่อไป