‘ศุภจี’ แจงยิบ ปมมาเลเซียระงับนำเข้ากุ้งไทย เตรียมดันเรื่องสู่ WTO
ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ร่ายยาวชี้แจงกระแสดราม่าหลังถูกวิจารณ์กรณีชวนคนไทยบริโภคกุ้งช่วยเกษตรกร ยืนยันเป็นเพียงมาตรการเยียวยาเฉพาะหน้า ไม่ใช่จบแค่นั้น พร้อมเผยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งเจรจากับมาเลเซีย ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เตรียมหยิบยกปัญหาขึ้นหารือในเวที WTO และอาเซียน รวมถึงเร่งหาตลาดใหม่รองรับผลผลิต
วันที่ 7 มิถุนายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความชี้แจงกรณีปัญหาการส่งออกกุ้งไทยไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งกำลังเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ โดยยืนยันว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบให้มากที่สุด ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
นางศุภจี ระบุว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดขึ้นหลังจากมาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยการดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังไทยเพิ่มมาตรการตรวจสอบปลากะพงขาวนำเข้าจากมาเลเซีย หลังตรวจพบสารเคมีและยาปฏิชีวนะตกค้าง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค
ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้รับแจ้งจากมาเลเซียเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา และมีผลบังคับใช้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน โดยไม่มีการเปิดโอกาสให้ไทยได้ชี้แจงหรือกำหนดมาตรการรองรับล่วงหน้า
สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน กรมประมงและสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้กำหนดประชุมหารือเพื่อคลี่คลายปัญหา ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เตรียมยกระดับประเด็นดังกล่าวเข้าสู่เวทีองค์การการค้าโลก (WTO) และเวทีอาเซียน พร้อมสั่งการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมอบหมายให้หน่วยงานในและต่างประเทศเร่งหาตลาดทดแทน โดยระบุว่าการส่งออกกุ้งไทยไปยังมาเลเซียมีปริมาณเฉลี่ย 300-400 ตันต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 44 ล้านบาทต่อเดือน
พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการเร่งด่วน 13 มาตรการ เพื่อดูดซับผลผลิตกุ้งไทยให้ได้ราว 400 ตันต่อเดือน ทั้งการหาตลาดใหม่ การเปิดจุดรับซื้อ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายสินค้า
นางศุภจี ย้ำว่า การรณรงค์ให้คนไทยบริโภคกุ้งมากขึ้น เป็นเพียงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในระยะสั้นระหว่างรอการเจรจาแก้ไขปัญหาในระยะยาว ไม่ใช่ทางออกเพียงอย่างเดียว พร้อมยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์จะใช้ทุกช่องทาง ทั้งการเจรจาในระดับทวิภาคี ระดับอาเซียน และองค์การการค้าโลก เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรกรไทยให้ได้มากที่สุด