โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เช็กอาการ มะเร็งตับ ยิ่งรู้ตัวเร็ว ยิ่งมีโอกาสรอด แนะ คนกลุ่มไหนควรตรวจคัดกรอง

Khaosod

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว
เช็กอาการ มะเร็งตับ ยิ่งรู้ตัวเร็ว ยิ่งมีโอกาสรอด แนะ คนกลุ่มไหนควรตรวจคัดกรอง

ยิ่งรู้ตัวเร็ว ยิ่งมีโอกาสรอด เช็กด่วน! อาการของ 'มะเร็งตับ' แพทย์ ชี้ หากลุกลามหนัก เสี่ยงเสียชีวิตได้ แนะ ผู้ป่วยกลุ่มไหนควรตรวจคัดกรอง

นพ.ธราธิป ประคองวงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและโรคตับ โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ให้ความรู้เรื่องโรคมะเร็งตับ ในบทความเรื่อง “มะเร็งตับ” ยิ่งรู้ตัวเร็ว ยิ่งมีโอกาสรอด โดยระบุว่า มะเร็งตับ (Hepatocellular carcinoma) เป็นมะเร็งที่เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งในประเทศไทยของเพศชาย และเป็นสาเหตุการตายอันดับสามของเพศหญิงรองมาจากมะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก

เนื่องจากประเทศในแถบเอเชีย มีการระบาดของไวรัสตับอักเสบบีที่เป็นสาเหตุสำคัญของตับแข็งและมะเร็งตับ นอกจากนี้สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งตับยังได้แก่

  • เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี
  • การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ไขมันเกาะตับ ซึ่งนำไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด

ทำไมถึงควรคัดกรองมะเร็งตับ

เนื่องจากมะเร็งตับในระยะแรกในขณะที่ก้อนยังเล็ก มักไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แต่เจอจากการตรวจคัดกรอง หากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ช่วงนี้ การรักษาจะมีโอกาสหายขาดสูง เนื่องจากการรักษาจะสามารถทำให้ก้อนหมดไปได้

แต่หากละเลยไม่ทำการคัดกรองสม่ำเสมอ จนมีอาการของมะเร็งตับแล้วการรักษาจะยากและโอกาสหายขาดน้อย เนื่องจากขนาดก้อนจะใหญ่ขึ้น สภาพตับที่มักมีตับแข็งอยู่แล้วจะแย่ลง มีโอกาสที่ก้อนจะกระจายออกนอกตับหรือติดอวัยวะสำคัญจนไม่สามารถผ่าตัด หรือใช้การรักษาอื่นๆ ให้หายขาดได้

ผู้ป่วยกลุ่มไหนควรคัดกรองมะเร็งตับ

เนื่องจากไวรัสตับอักเสบบีใช้นิวเคลียสของเซลล์ตับในการแบ่งตัวและสร้าง DNA จึงทำให้เกิดการผิดเพี้ยนของ DNA ในเซลล์ตับ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งตับได้โดยตรงถึงแม้ไม่มีภาวะตับแข็งก็ตาม และจากการศึกษาพบว่าผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบบี มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับสูงกว่าประชากรทั่วไปถึง 100 เท่า

ดังนั้น ผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีที่มีข้อบ่งชี้ต่างๆ ต่อไปนี้ ควรคัดกรองมะเร็งตับอย่างสม่ำเสมอด้วยการทำอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนบนร่วมกับการเจาะเลือดหาค่ามะเร็งตับ AFP ทุก 6 เดือน ได้แก่

  • ผู้ป่วยเพศชายชาวเอเชียอายุมากกว่า 40 ปี
  • ผู้ป่วยเพศหญิงชาวเอเชียอายุมากกว่า 50 ปี
  • ผู้ป่วยที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับชนิด HCC
  • ผู้ป่วยชาวแอฟริกันอายุมากกว่า 50 ปี

นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุจาก ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี แอลกอฮอล์ ไขมันเกาะตับ genetic hemochomatosis, Primary billiary cirrhosis ควรทำการคัดกรองมะเร็งตับทุก 6 เดือน เช่นกัน

อาการของมะเร็งตับมีอะไรบ้าง?

ผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่มีอาการใดเลยในระยะแรกของมะเร็งตับขณะที่ตับยังทำงานได้ปกติ เมื่อมะเร็งตับเริ่มลุกลามจนเป็นเหตุให้ตับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการดังนี้

  • ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณข้างขวาด้านบน ผู้ป่วยบางรายมีอาการปวดร้าวที่หลังหรือไหล่ร่วมด้วย
  • ท้องบวมจากการสะสมของน้ำในช่องท้อง
  • น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่มีสาเหตุ
  • เบื่ออาหาร
  • อ่อนเพลีย
  • มีไข้ไม่ทราบสาเหตุ
  • ตับโต จนคลำแล้วรู้สึกเป็นก้อนได้ที่บริเวณตับ
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • คลื่นไส้ อาเจียน

หากตัวโรคมีการลุกลามมากขึ้น ผู้ป่วยจะมีภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิตจากภาวะตับวาย เช่น กินไม่ได้ ซึม สับสน ตาเหลือง ท้องมาน ไตวาย เลือดออกจากเส้นเลือดโป่งพองที่หลอดอาหาร ติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเสียชีวิตจากตัวโรคที่กระจายไปอวัยวะต่างๆ

สามารถป้องกันมะเร็งตับได้อย่างไร?

แม้มะเร็งตับจะเป็นโรคที่ร้ายแรงแต่ผู้มีความเสี่ยงสามารถปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคมะเร็งตับได้ดังนี้

  • ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีทุกรายควรพบแพทย์สม่ำเสมอ ทุก 3-6 เดือน เพื่อติดตามค่าตับและให้ยารักษาหากมีข้อบ่งชี้ รวมถึงคัดกรองมะเร็งตับตามข้อบ่งชี้
  • ผู้ที่ทราบว่าเป็นไวรัสตับอักเสบซีควรได้รับการรักษาทุกราย
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอออล์
  • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีแต่แรกเกิด
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin)เนื่องจากสารพิษชนิดนี้สามารถทนความร้อนได้สูง ไม่สามารถทำลายได้ผ่านการทำอาหาร เช่น หัวหอม, ถั่วลิสง, พริกแห้ง และกระเทียมราขึ้น

มะเร็งตับสามารถรักษาหายได้ไหม?

มะเร็งตับที่ถูกตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็ก ไม่มีการกระจายออกนอกตับ และผู้ป่วยไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากตับแข็ง สามารถรักษาให้หายได้โดยการผ่าตัด ซึ่งเป็นการรักษาที่ได้ผลดีที่สุด ถ้าสภาพร่างกายหรือตำแหน่งก้อนไม่เหมาะที่จะทำการผ่าตัด อาจรักษาโดยใช้การจี้ทำลายก้อนมะเร็งด้วยคลื่นไมโครเวฟ (microwave ablation)

แต่หากก้อนมีขนาดใหญ่จนไม่สามารถผ่าตัดได้อาจรักษาด้วยการใส่สายสวนเพื่ออุดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง (TACE) การใส่สายสวนเพื่อให้ยาเคมีบำบัดเข้าก้อนมะเร็งอย่างช้าๆ (DEB-TACE) แต่หากมีการกระจายของมะเร็งเข้าสู้เส้นเลือดหรือกระจายออกนอกตับ อาจต้องใช้วิธีรักษาด้วยยา เช่น ยาพุ่งเป้า (targeted therapy), การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherpay)

ทั้งนี้ โอกาสการรักษามะเร็งตับให้หายขึ้นอยู่กับสภาวะตับแข็ง ขนาด จำนวน การการะจายออกนอกตับและตำแหน่งของมะเร็งตับที่หลากหลายแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุด คือ การตรวจคัดกรองมะเร็งตับอย่างสม่ำเสมอในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง โดย เฉพาะผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีและผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งซึ่งทำให้เจอมะเร็งตับตั้งแต่ ระยะแรกๆ และทำให้รักษามะเร็งตับให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ที่มา : โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เช็กอาการ มะเร็งตับ ยิ่งรู้ตัวเร็ว ยิ่งมีโอกาสรอด แนะ คนกลุ่มไหนควรตรวจคัดกรอง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...