โตมาด้วยกัน ‘GDH-GTH’ 21 ปี แห่งความผูกพัน ค่ายหนังผู้สร้างมีมในตำนาน อยู่ในทุกความทรงจำของผู้ชม
ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ ค่ายหนังอารมณ์ดีอย่าง “GTH” และ “GDH” ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่เติบโตมาพร้อมกับผู้ชมชาวไทย ตั้งแต่ยุคที่หนังไทยต้องสู้กับหนังต่างประเทศ จนถึงวันที่หนังไทยสามารถไปปักหมุดและสร้างปรากฏการณ์ในระดับสากลได้อย่างภาคภูมิ ผลงานหลาย ๆ ชิ้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ป๊อปคัลเจอร์” ของไทย ที่ยังคงโลดแล่นอยู่ในความทรงจำของผู้ชม ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี
ค่ายหนังอารมณ์ดี GTH
ในตอนแรกคงไม่มีใครคิดว่า “แฟนฉัน” หนังเด็ก จาก 6 ผู้กำกับหน้าใหม่ จะทำให้คนไทยเกิดอาการการหวนรำลึกถึงอดีตกันทั้งประเทศจนทำรายได้ทะลุ 137.3 ล้านบาท และกลายเป็นหนังในดวงใจของใครหลายคน
ความสำเร็จนี้ มาจากการหยิบเอาความทรงจำวัยเด็กในยุค 80-90 ทั้งสัญลักษณ์ สิ่งของ และบทเพลงที่คุ้นเคย มาเล่าด้วยความจริงใจ จนผู้ชมสามารถเข้าใจเรื่องราวได้ง่ายและมีประสบการณ์ร่วมกับหนังได้ง่าย ส่งผลให้นักแสดงนำทั้ง 3 ทั้ง “แน็ค ชาลี” “โฟกัส จีระกุล” และ “แจ็ค แฟนฉัน” แจ้งเกิดอย่างสวยงาม และยังเป็นที่รู้จักมาถึงปัจจุบัน
“เจี๊ยบตัดยางเราทำไม” ยังคงเป็นมีมที่คนพูดถึงอยู่เสมอ เช่นเดียวกับฉากจบของเรื่อง ที่น้อยหน่าอยู่ในชุดเจ้าสาว ก็ยังคงเป็นซีนที่อยู่ในใจของผู้ชมไม่เสื่อมคลาย แม้หนังเรื่องนี้จะมีอายุกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม
เมื่อปี 2566 ในโอกาสครบรอบ 20 ปี ของแฟนฉัน ทางค่ายได้นำหนังเรื่องนี้กลับมาฉายใหม่ในความละเอียด 4K และการสร้างเป็นละครเวที “แฟนฉัน เดอะมิวสิคัล” ให้แฟนหนังได้รำลึกความหลังอีกครั้ง
ด้วยความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้เอง ที่ทำให้ “GTH” ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยเป็นการรวมตัวกันของ 3 บริษัท ได้แก่ จีเอ็มเอ็ม พิคเจอร์ หับโห้หิ้น ฟิล์ม ของจิระ มะลิกุล และไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ของ วิสูตร พูลวรลักษณ์ และชื่อบริษัทมาจากชื่อต้นและอักษรย่อหน้าชื่อของบริษัทร่วมทุนทั้งสาม ด้วยทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาท จนกลายเป็น G (51%) T (30%) และ H (19%) ที่จดทะเบียนบริษัท อย่างเป็นทางการในปี 2547
ตลอด 11 ปีของ GTH พวกเขาได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมหนังไทยผ่านผลงานหลากหลายแนว ทั้งโรแมนติก ตลก และสยองขวัญ สร้างปรากฏการณ์มากมายให้แก่สังคมไทย
ปี 2548 GTH ส่งหนังรักอย่าง “เพื่อนสนิท” เข้าฉาย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากบทประพันธ์เรื่อง “กล่องไปรษณีย์สีแดง” ของ “อภิชาติ เพชรลีลา” สามารถกวาดรายได้ทั่วประเทศไปกว่า 80 ล้านบาท พร้อมแจ้งเกิดนักแสดงนำของเรื่องทั้ง 4 คน คือ “นุ่น ศิรพันธ์” และ “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” “เอ๋ มณีรัตน์” และ “โอปอล ปาณิสรา” กลายเป็นนักแสดงเจ้าบทบาทจนถึงปัจจุบัน พร้อมพาเพลงประกอบภาพยนตร์อย่าง “ช่างไม่รู้เลย” ของ “บอย พีซเมกเกอร์” ทะยานติดชาร์ตนานนับเดือน
เพื่อนสนิท ยังถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในสาขาต่าง ๆ มากมาย และได้รับรางวัล “บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” ทุกเวทีที่ได้เข้าชิง จนถึงทุกวันนี้ไดอะล็อกฉากบอกรักของไข่ย้อยและดากานดายังคงเป็นที่จดจำของแฟนหนัง พร้อมทำให้ผู้ชมออกเดินทางไปเที่ยวตามรอยไข่ย้อย ทั้งในเชียงใหม่และเกาะพะงัน และจุดกระแสให้เด็กวัยรุ่นอยากเรียนคณะวิจิตรศิลป์ ม.เชียงใหม่ เพิ่มมากขึ้นเป็นปรากฏการณ์
ด้วยเรื่องราวเรียบง่าย ของ “เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ” แทบทุกคนต่างเคยได้สัมผัสกับการแอบรัก การสารภาพรัก และการอกหักมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะในฐานะคนแอบรัก หรือคนถูกรักก็ตาม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนดูจะอินตามได้อย่างง่ายดาย โดยค่อย ๆ พาผู้คนไปสัมผัสกับความสัมพันธ์ของเพื่อน ที่ก่อตัวจากมิตรภาพ ก่อนจะพัฒนาไปเป็นความรัก ทำให้คนดูพร้อมเอาใจช่วยตัวละคร รวมถึงเป็นการปูทางให้ GTH กลายเป็นค่ายหนังที่ผู้ชมไว้วางใจในด้านคุณภาพของหนังรักที่มีความละมุนและมีชั้นเชิง
ยุคทองหนังรอมคอม GTH
ปี 2552 GTH ตอกย้ำภาพลักษณ์ค่ายหนังอารมณ์ดีอีกครั้งด้วย “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” หนังโรแมนติกคอมเมดี้ที่ว่าด้วยเรื่องราวของสาวโสดวัย 30 ในกรุงเทพฯ อย่าง “เหมยลี่” ที่เพื่อน ๆ เริ่มทยอยแต่งงานไปกันหมด ทิ้งให้เธอต้องทนเหงาอยู่ในเมืองใหญ่ แต่ก็ต้องพยายามหาความสมดุลระหว่างงานและความรักในสังคม
ภาพยนตร์เรื่องนี้ แจ้งเกิด “คริส หอวัง” อย่างสวยงาม และทำให้ “เคน ธีรเดช” จากที่ดังอยู่แล้วดังยิ่งขึ้นไปอีก สร้างปรากฏการณ์ “หล่อทะลุแป้ง” โกยรายได้สูงถึง 145.82 ล้านบาท ช่วยพลิกฟื้นสถานะทางการเงินของบริษัท เพราะตลอดเวลา 7 ปีแรกที่เริ่มก่อตั้งบริษัท GTH มีบัญชีติดตัวแดงมาตลอด จนถึงขั้นที่ผู้บริหารต้องกลับมาคุยกันว่าจะปิดบริษัทดีไหม
นอกจากนี้ ละครโทรทัศน์ที่ซ้อนอยู่ในหนังอย่าง “น้ำตากามเทพ” ยังได้รับความนิยมมากจนนำมาต่อยอดสร้างเป็นซีรีส์เสียดสีวงการละครไทยอย่างถึงเครื่อง กลายเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยที่เข้าถึงใจคนได้ทั้งประเทศ
แม้ในปัจจุบัน สายรถไฟฟ้าจะมีสถานีเพิ่มมากขึ้นและหลากหลายเส้นทางมากกว่าตอนที่หนังเรื่องนี้เข้าฉาย แต่เหมยลี่ก็ยังคงเป็นตัวแทนของสาวโสดอยู่จนถึงปัจจุบัน และถูกนำมาใช้เป็นมีมอยู่เสมอ ขณะที่ผู้ชมภาพยนตร์ในวันนั้น มาวันนี้ก็กลายเป็นเหมยลี่เสียเอง (เพียงแต่ยังหาคุณลุงแบบพี่เคนยังไม่เจอ) เช่นเดียวกับเพลงประกอบภาพยนตร์อย่าง “โปรดส่งใครมารักฉันที” ก็กลายเป็นเพลงชาติของคนโสดมาจนถึงทุกวันนี้
ปีถัดมา GTH ส่ง “กวน มึน โฮ” เข้าฉาย ซึ่งผลงานการกำกับของ “โต้ง บรรจง ปิสัญธนะกูล” ที่หันมาทำหนังรักเป็นครั้งแรก โดยกวาดรายได้ไป 131 ล้านบาท ส่งผลให้ “เต๋อ ฉันทวิชช์” และ “หนูนา หนึ่งธิดา” ก้าวขึ้นมาเป็นนักแสดงแถวหน้าของวงการและกวาดรางวัลมากมาย ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าคนดูไว้ใจหนังโรแมนติกคอมเมดี้สไตล์ GTH พร้อมส่งให้เพลงประกอบภาพยนตร์อย่าง “ยินดีที่ไม่รู้จัก” และ “รักไม่ต้องการเวลา” กลายเป็นเพลงฮิตของปี
ภาพยนตร์เรื่องนี้ เข้าฉายในช่วงที่ซีรีส์เกาหลีกำลังบูมในประเทศไทย และภาพยนตร์เรื่องนี้ปลุกกระแส เที่ยวเกาหลีตามรอยหนัง ให้พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยผู้ชมจำนวนมากเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศในสถานที่ต่าง ๆ ที่ปรากฏในเรื่อง เช่น เกาะนามิ และหอคอยนัมซาน ขณะเดียวกันก็ทำให้คนทั่วประเทศรู้จัก “Club Friday” รายการวิทยุปรึกษาปัญหาหัวใจของ “พี่อ้อย-พี่ฉอด” อีกด้วย
กวน มึน โฮ ยังทำรายได้ดีในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในอินโดนีเซียที่สามารถขึ้นอันดับหนึ่งบอกซ์ออฟฟิศได้สำเร็จ ปรากฏการณ์นี้ช่วยให้ไทยสามารถส่งออกหนังแนวนี้ไปเวทีโลกได้ ไม่ใช่แค่หนังผีเท่านั้น เพราะความเหงาและความรักเป็นเรื่องสากล ที่สามารถทลายกำแพงภาษาได้
ปี 2556 โต้ง บรรจง สร้างปรากฏการณ์อีกครั้ง เมื่อ “พี่มาก..พระโขนง” ที่นำแสดงโดย “มาริโอ้ เมาเร่อ” และ “ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่” กลายเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ทำรายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ยังไม่มีใครทำลายได้ เรียกได้ว่าเกิดกระแส “พี่มากฯ ฟีเวอร์” ทั่วประเทศ
แม่นากพระโขนง เป็นตำนานที่ถูกนำมาสร้างเป็นสื่อบันเทิงอยู่บ่อยครั้ง แต่พี่มาก..พระโขนงแตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ ตรงที่เป็นการตีความใหม่ ให้มีความทันสมัยและเน้นความตลกนำหน้าสยองขวัญ ที่สำคัญยังเป็นการเปลี่ยนมุมมองการเล่าเรื่องจากฝั่งแม่นากมาเป็นพี่มากแทน ทำให้ผู้ชมรู้สึกแปลกใหม่และเข้าถึงความสัมพันธ์ในแง่มุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
นอกจากนี้ ในเรื่องยังมีแก๊งเพื่อนพระเอกที่แสดงโดย “บอมบ์ กันตพัฒน์ สีดา” “ฟรอยด์ ณัฏฐพงษ์ ชาติพงศ์” “เชน อัฒรุต คงราศรี” และ “เผือก พงศธร จงวิลาส” คอยสร้างเสียงหัวเราะให้แก่ผู้ชม ซึ่งพวกเขาเคยปรากฏตัวในเรื่อง “สี่แพร่ง” ตอน คนกลาง และ “ห้าแพร่ง” ตอน คนกอง มาก่อน
หนังผีหักมุม
“หนังผี” ของ GTH ก็เป็นหนังอีกแนวที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะขึ้นชื่อเรื่อง “หักมุม” แบบที่ไม่มีใครคาดคิด ไล่มาตั้งแต่ “ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ” หนังผีรายได้ทะลุ 100 ล้าน กับฉากผีขี่คอในตำนาน จนกลายเป็นมุกแซวเสมอเมื่อมีคนบ่นปวดคอและบ่า
นอกจากจะทำเงินแล้ว ชัตเตอร์ฯ ยังกวาดรางวัลระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น รางวัลภาพยนตร์เอเชียยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์แฟนตาเซีย ปี 2005 (Fantasia Film Festival 2005) ที่แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา และรางวัลหนังแฟนตาซีที่ดีที่สุดในงานเทศกาลศิลปะมหัศจรรย์ของเจอราร์ดเมอร์ (Fantastic's Arts Festival of Gerardmer) ที่ประเทศฝรั่งเศส และถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างเป็นเวอร์ชันฮอลลีวูดแลับอลลีวูดอีกด้วย
เช่นเดียวกับ “แฝด” “บอดี้..ศพ#19” และ “โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต” ที่มีพล็อตแปลกใหม่ หักมุมแบบที่คนดูเดาทางไม่ได้ มีฉากจั๊มสแกร์ จังหวะตุ้งแช่ให้ผู้ชมได้สะดุ้งกันทั้งเรื่อง จนผีต่าง ๆ ได้สร้างความหลอนในงาน “Sentosa Spooktacular 2013” งานเทศกาลฮาโลวีนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย กับธีมผีจากภาพยนตร์ไทยสยองขวัญ 5 เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น “ผีวิเชียร” จากเด็กหอ, “ผีเนตร” จากชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ “ผีดาราราย” จากบอดี้..ศพ #19 “แม่นาค” จาก ‘พี่มาก..พระโขนง’ และ “ผีชบา” จากโปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต ประกาศให้รู้ว่าผีไทนยก็น่ากลัวไม่แพ้ชาติใดในโลก
“สี่แพร่ง” ก็เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์หนังไทย ที่รวมเอาเรื่องสั้น 4 ตอน 4 สไตล์ จาก 4 ผู้กำกับมารวมเป็นภาพยนตร์เรื่องเดียว ได้แก่ เหงา (เน้นบรรยากาศความกดดันแบบหนังเงียบ) ยันต์สั่งตาย (เลือดสาด) คนกลาง (ผีตลกแต่หลอน) และเที่ยวบิน 224 (ดราม่าชวนอึดอัด) ซึ่งถ้าสังเกตให้ดี ในแต่ละตอนก็จะซ่อนสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับเลข 4 ไว้ด้วย อีกทั้งในแต่ละตอนก็ยังมีจุดเชื่อมถึงกันอีกด้วย
สี่แพร่งทำรายได้ไปกว่า 85 ล้านบาท ได้กระแสตอบรับดีจนมีภาคต่อตามมาในชื่อ “ห้าแพร่ง” ที่ยังคงเป็นหนังผี จบในตัวเอง น่ากลัว และต้องมีความแปลกใหม่ โดยทั้ง 5 ตอนประกอบไปด้วย หลาวชะโอน ห้องเตียงรวม แบ็คแพ็คเกอร์ รถมือสอง และคนกอง ด้วยรสชาติที่หลากหลายทำให้ห้าแพร่งกวาดรายได้ไปกว่า 109 ล้านบาท
ส่วน “ลัดดาแลนด์” หนังผีที่ทำรายได้สูงสุดของค่าย GTH ด้วยรายได้กว่า 116 ล้านบาท แม้ว่าหน้าหนังจะดูเป็นหมู่บ้านผีสิง แต่ความจริงแล้วซ่อนประเด็นความฝันของชนชั้นกลางที่อยากมีบ้านเป็นของตนเอง พร้อมเสียดสีระบบปิตาธิปไตย ที่ทำให้พ่อกลายเป็นหัวหน้าครอบครัว มีหน้าที่ทำงานหาเลี้ยงทุกคน แบกรับภาระหนี้สินไว้ลำพัง เพื่อรักษาครอบครัวในอุดมคติเอาไว้
แต่จะกี่ร้อยผีมะขิ่น ก็ยังไม่น่ากลัวเท่ากับปัญหาเศรษฐกิจ สถานะที่พยายามรักษาก็พังทลายลง นำไปสู่ความเครียดและการกดดันภายในครอบครัว จากบ้านที่เป็นวิมาน กลับกลายเป็นที่ซุกหัวนอนที่เต็มไปด้วยความอึดอัด ความรุนแรง และความหวาดกลัว จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมในตอนท้ายเรื่อง ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด
ซีรีส์ระดับตำนาน
GTH ไม่ได้ผลิตแค่ภาพยนตร์เท่านั้น แต่ซีรีส์และซิตคอมของค่ายนี้ก็ยังครองใจผู้ชม จนกลายเป็นผลงานระดับตำนานที่ทุกวันนี้ชาวโซเชียลก็ยังนำบทพูดมาใช้อยู่ อย่างเช่น “เนื้อคู่ประดูถัดไป” ซิตคอมเล่าเรื่องราวของชาวคอนโดสวัสดีทวีสุข ที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่น และมุกตลกหลุดโลก โดนเส้นผู้ชม จนทุกวันนี้ยังถูกนำมาแชร์บนโซเชียลมีเดียอยู่เสมอ
เนื้อคู่ประดูถัดไป ออกอากาศครั้งแรกทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี ก่อนจะลาจอไป และกลับมาใหม่ในชื่อ “เนื้อคู่อยากรู้ว่าใคร” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ซึ่งจบซีซั่นไปแบบค้างคา ก่อนที่จะกลับมาอีกครั้งใน “เนื้อคู่ The Final Answer” ออกอากาศทางช่อง “GTH On Air”
เส้นเรื่องหลักของซิตคอมเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวความรักของโจ ขวัญใจ คุณวี ธิดา และเฮียผา แต่ตัวละครเสริมอื่น ๆ ก็สร้างสีสันให้ได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็น “เจ๊โฉม” ที่ขโมยซีนทุกครั้งที่ปรากฏตัว มีมยกมือรับไหว้อย่างไม่เต็มใจ และฉากด่าเฮียผาอย่างถึงเครื่องยังคงถูกนำมาใช้ในโลกโซเชียลอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับคุณรุจน์ ป้ารุจ และจ่ารุจน์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์แทนพนักงานที่ทำหน้าทุกอย่างในบริษัท
ถึงเนื้อคู่ฯ จะจบบริบูรณ์ไปแล้ว ผู้คนยังคงคิดถึงและเรียกร้องให้กลับมาสร้างภาคต่ออยู่เสมอ และดูเหมือนว่าคำร้องขอจากแฟน ๆ จะเป็นจริง เมื่อทีมนักแสดง ผู้กำกับซีรีส์ และทีมเขียนบทพร้อมโพสต์คลิปวิดีโอการเซ็นสัญญาแบบไม่เป็นทางการในการพัฒนาบท เนื้อคู่ฯ ภาคใหม่ให้เสร็จภายในปี 2570
“ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น” ซีรีส์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนวงการโทรทัศน์ไทย ด้วยการนำเสนอชีวิตวัยรุ่น ทั้งปัญหาเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน ความเข้าใจในกลุ่ม LGBTQIA+ ยาเสพติด ความแตกต่างระหว่างวัย ความกดดันในการเรียน และกฎระเบียบของโรงเรียนอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ปกครองและหน่วยงานรัฐ จนต้องปรับเรทเป็น 18+ พร้อมย้ายเวลาฉายไปหลังสี่ทุ่ม
ทั้ง ๆ ที่ซีรีส์เรื่องนี้ กำลังพูดถึงประเด็นที่เกิดขึ้นจริงในสังคม เป็นสิ่งที่วัยรุ่นต้องเจออยู่ทุกวัน จนทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องบทบาทของสื่อ การให้เกียรติและยอมรับตัวตนของวัยรุ่นในสังคมไทย เมื่อสังคมเปิดใจและรับฟังสิ่งที่ซีรีส์ต้องการจะสื่อก็ช่วยให้สังคมเข้าใจวัยรุ่นมากขึ้น
ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น มีทั้งสิ้น 3 ซีซั่น โดยประสบความสำเร็จในทุกซีซั่น ดังไกลไปทั่วเอเชีย แจ้งเกิดนักแสดงรุ่นใหม่ยกแผง และหลายคนยังคงเป็นซูเปอร์สตาร์แถวหน้าในปัจจุบัน เกิดคู่จิ้นชาย-ชาย หญิง-หญิง รุ่นแรก ๆ ของไทย สร้างมีมที่ทุกวันนี้ยังใช้กันอยู่ เช่น “พี่ขนมปังเนี่ยนะ” และ “ปลอม เปลือก”
แม้จะผ่านมากว่า 10 ปี แต่ปัญหาที่ซีรีส์เล่าเอาไว้ก็ยังคงมีอยู่ ไม่ได้หายไปจากสังคมไทย
ยุค GDH กับความสำเร็จระดับโลก
ปี 2558 GTH ประกาศปิดตัว เนื่องจากกลุ่มผู้ก่อตั้งมีเป้าหมายและความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน ในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งสร้างความตกใจและเสียดายแก่เหล่าแฟนหนังทั้งประเทศ แต่หลังจากนั้นไม่นาน ช่วงต้นปี 2559 แกรมมี่และหับ โห้ หิ้น ได้รวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อก่อตั้ง บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด หรือ “GDH”
สำหรับ GDH ย่อมาจาก Gross Domestic Happiness ที่หมายถึงหน่วยวัดความสุขของทั้งคนทำงานและคนดู โดยมีตัวเลข 559 พ้องกับจำนวนผู้ถือหุ้น 59 คนที่ส่วนใหญ่เป็นพนักงานและคนเบื้องหลังในบริษัท จินา โอสถศิลป์ ซีอีโอแห่ง GDH ยืนยันว่าแม้ชื่อค่ายจะเปลี่ยนไป แต่ดีเอ็นเอการทำหนังด้วยความตั้งใจและจริงใจยังคงเดิม
“ฉลาดเกมส์โกง” ภาพยนตร์แนวจารกรรมที่เปลี่ยนสนามสอบให้กลายเป็นสนามรบเรื่องนี้ ตีแผ่ปัญหา ความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาไทย ไม่ว่าจะเป็นการโกงข้อสอบ การรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ ระบบการสอบวัดผลที่เน้นการทำข้อสอบ ไปจนถึงค่านิยมที่ต้องเข้าโรงเรียนดี ๆ ถูกถ่ายทอดออกมาจนทำให้ผู้ชมทั่วเอเชียรู้สึกมีส่วนร่วมไปกับตัวละคร จนเกิดการตั้งคำถามถึงค่านิยมและความหมายของคำว่า “คนเก่งคนดี”
ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำรายได้ในจีนทะลุ 1,300 ล้านบาท และขึ้นสู่อันดับหนึ่งในหลายประเทศ เช่น ฮ่องกงและไต้หวัน ขณะเดียวกันเกิดกระแสปั้นรูป “ครูพี่ลิน” ตัวเอกของเรื่อง ไว้บูชาขอพรให้การสอบผ่านไปด้วยดี อีกทั้งถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปรีเมคเป็นเวอร์ชันฮอลลีวูดและบอลลีวูด ในชื่อ “Bad Genius” และ “Farrey” ตามลำดับ รวมถึงรีเมคไปทำเป็นซีรีส์ในชื่อเดียวกัน
ตลอดการฉาย ฉลาดเกมส์โกงทำรายได้ทั่วประเทศ 186.12 ล้านบาท ส่วนรายได้ทั่วโลกอยู่ที่ 1,991 ล้านบาท และกวาดรางวัลสุพรรณหงส์ไปถึง 12 สาขา พร้อมได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ในปี พ.ศ. 2561
“ร่างทรง” ภาพยนตร์สยองขวัญภายใต้ความร่วมมือระหว่างไทยและเกาหลีใต้ โดยฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งพูช็อน ครั้งที่ 25 ก่อนที่จะเข้าฉายในเกาหลีใต้ด้วยจำนวนโรงสูงถึง 1,403 กลายเป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่ทำรายได้สูงสุดในเกาหลีใต้ และเป็นหนังทำเงินสูงสุดในปี 2564 ของเกาหลีใต้อันดับที่ 15 ด้วยรายได้กว่า 250 ล้านบาท
รวมถึงยังได้เข้าฉายในอีกหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งทั้งกวาดเสียงวิจารณ์และทำสถิติใหม่ในหลายประเทศ ทั้งเป็นภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้สูงสุดในรอบ 8 ปีที่สิงคโปร์ เป็นภาพยนตร์เรท R ที่ทำรายได้เปิดตัวสูงสุดแห่งปีที่ไต้หวัน และเป็นภาพยนตร์ไทยทำเงินสูงสุดตลอดกาลในอินโดนีเซีย แซงหน้าพี่มาก..พระโขนง ตอกย้ำว่าคอนเทนต์หนังผีน่ากลัวเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
ส่วนในประเทศไทย กระแสก็ดีไม่ต่างกันทำรายได้ไปกว่า 112 ล้านบาท จากความสำเร็จของภาพยนตร์ นาฮงจิน ผู้อำนวยการสร้าง ประกาศในงาน SHOWBOX: Fun for Tomorrow ว่าเตรียมสร้างภาคต่อโดยใช้ชื่อเรื่องว่า “MINK” (มิ้ง)
ปี 2567 เป็นปีทองของ GDH ที่ส่งหนังออกมา 2 เรื่องแต่ก็สร้างปรากฏการณ์ทั้งคู่ เริ่มจาก “หลานม่า” หนังดราม่าที่สะท้อนภาพครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนออกมาได้อย่างชัดเจน จนคนดูเห็นภาพของครอบครัวตนเอง โดยเฉพาะการมอบความรักลูกชายมากกว่าลูกสาว แต่ลูกสาวกลับต้องเป็นคนดูแลในบั้นปลาย
ขณะเดียวกัน ก็ยังแฝงประเด็นความสัมพันธ์ในครอบครัวและการเผชิญหน้ากับความสูญเสีย สังคมสูงวัย การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย และความขัดแย้งเรื่องมรดกมานำเสนอได้อย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลัง จนกลายเป็นสื่อกลางที่ทำให้คนรุ่นใหม่หันกลับมามองและใช้เวลากับผู้สูงอายุในครอบครัวมากขึ้น เกิดเป็นแคมเปญวันหยุดพิเศษ เพื่อให้พนักงานกลับไปหาคนที่คิดถึง และกลายเป็นไวรัลที่หลายบริษัทเข้าร่วม
เรื่องเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่กทุกครอบครัวทั่วโลกต้องเจอ ไม่ว่าจะเชื้อชาติหรือวัฒนธรรมใด ทำให้หลานม่าทำสถิติเป็นภาพยนตร์ไทยทำเงินสูงสุดตลอดกาลในหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ รวมรายได้ทั่วโลกสูงถึง 2,555 ล้านบาท กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดของ GDH
นอกจากนี้ หลานม่ายังได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนหนังไทย และสามารถผ่านเข้ารอบ 15 เรื่องสุดท้ายของรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของหนังไทย ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า “ภาษาไม่ใช่กำแพงการสื่อสารอีกต่อไป” ตราบใดที่บทภาพยนตร์เข้าถึงความเป็นมนุษย์และอารมณ์สากลได้
ส่วน “วิมานหนาม” ภาพยนตร์แนวดราม่า-ระทึกขวัญเรื่องนี้หยิบยกประเด็น “สมรสเท่าเทียม” มาเล่าผ่านสงครามการแย่งชิงกรรมสิทธิ์สวนทุเรียน ซึ่งหายนะทั้งหมดเกิดขึ้นจาก LGBTQIA+ ไม่สามารถจดทะเบียนสมรสกันได้ ทำให้ทองคำต้องเสียทรัพย์สินที่ร่วมสร้างมากับคนรักไป หนังเรื่องนี้จึงเป็นกระบอกเสียงกระตุ้นให้สังคมมองเห็นความสำคัญของการมีกฎหมายฉบับนี้ ที่จะช่วยให้ทุกคนเท่าเทียมกัน
นอกจากนี้ หนังยังสอดแทรกประเด็นความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง และความเป็นชายขอบของกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านตัวละครโหม๋ ที่ต้องเอาชีวิตรอดจากความจน ที่แทบจะไม่มีทางหลุดพ้นได้เลย ทุกคนจึงมีความเจ็บปวดไม่แตกต่างกัน โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจึงเป็นการดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากปัญหาเชิงโครงสร้าง
วิมานหนาม ทำรายได้ทะลุ 150 ล้านบาทและได้รับเลือกให้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ พร้อมส่งให้ “โหม๋ กูยอมแล้ว” กลายเป็นวลีฮิตของปีและใช้มาจนถึงปัจจุบัน
“โกฮัง..หัวใจโกโฮม” หนังล่าสุดของ GDH ชวนผู้ชมหันมาสำรวจโลกของหมาจร ผ่าน “โกฮัง” ในช่วง 3 ช่วงวัย กับเจ้าของ 3 สัญชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นคนชาติอะไร อายุเท่าไหร่ ก็สามารถรับความรักที่บริสุทธิ์ของสัตว์เลี้ยง สร้างความผูกพัน และความภักดีแก่เจ้านายได้ทุกคน โดยไม่มีอุปสรรคในด้านกำแพงภาษาหรือวัฒนธรรมใด ๆ
ขณะเดียวกัน หนังเรื่องนี้ยังตีแผ่ด้านมืดของสังคม เช่น มูลนิธิสัตว์จอมปลอม ที่หากินกับสัตว์ด้วยการรับเงินบริจาค แต่กลับทารุณกรรมสัตว์จนถึงตาย ซึ่งสามารถช่วยสร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถามถึงการดำเนินการทางกฎหมายและการแก้ปัญหาสุนัขจรจัดในไทย
เมื่อพูดถึงหนังสัตว์ ผู้คนมักจะกลัวว่าตอนจบจะเศร้า GDH จึงได้บอกว่าตั้งแต่ก่อนหนังเข้าฉายว่า “หนังเรื่องนี้หมาไม่ตาย” ซึ่งช่วยให้ผู้ชมตัดสินใจไปดูได้ง่ายขึ้น จนสามารถทำรายได้ทะลุ 100 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่าสุนัขจรจัดทุกตัวสมควรได้รับความรักและความสุขในทุกช่วงเวลาของชีวิต
ในปีนี้ GTH ยังมีหนังเตรียมเข้าโรงอีก 2 เรื่อง คือ “50 First Dates” ที่ได้ ณเดชน์ คูกิมิยะ มาประกบคู่กับ “มินนี่ I-DLE” ซึ่งเป็นการรีเมคหนังฮอลลีวูดชื่อเดียวกัน ส่วนอีกเรื่องคือ “Inherit” เป็นการหยิบ “ทายาทอสูร” มาสร้างใหม่ โดยได้ “ใหม่ ดาวิกา” มารับบท “คุณยายวรนาฏ”
ตลอด 21 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ยุค GTH สู่ GDH ค่ายหนังแห่งนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าคอนเทนต์ของไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะยืนอยู่บนเวทีโลก แม้จะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ถ้ายังคงเรื่องด้วยความจริงใจและเข้าใจมนุษย์ คอนเทนต์ก็สามารถเป็นอยู่เป็นเพื่อน เติบโตไปพร้อมกับผู้ชมในทุกช่วงเวลาของชีวิต เหมือนที่เคยเป็นมา