เด็กชนพระ มรณภาพ บาปแค่ไหน กฎหมายทางโลกเอาผิดได้ไหม
จากเหตุสลดที่จังหวัดมุกดาหาร วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เด็กชายวัย 11 ปี ขโมยรถกระบะของพ่อแม่ออกมาขับ ก่อนพุ่งชนคณะพระเดินธุดงค์ที่บ้านนาเวียงแก ตำบลนาสีนวล อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร 30 รุป ยอดพระสงฆ์มรณภาพล่าสุด 5 รูป จากคณะพระธุดงค์ทั้งหมด 34 รูป เดินทางออกจากตัวเมืองมุกดาหารมุ่งหน้าไปจังหวัดอุบลราชธานี
เหตุการณ์นี้ทำให้สังคมตั้งคำถามใน 2 ประเด็นใหญ่ คือในทางพุทธศาสนา การฆ่าพระสงฆ์ถือเป็นบาปหนักเพียงใด และในทางกฎหมายไทย เมื่อผู้ก่อเหตุเป็นเด็กอายุเพียง 11 ปี ใครจะต้องรับผิดชอบอย่างไรบ้าง
ความเชื่อทางพุทธศาสนา ฆ่าพระบาปแค่ไหน
ในพระพุทธศาสนา บาปที่หนักที่สุดเรียกว่า “อนันตริยกรรม” หมายถึงกรรมหนักที่สุดหรือครุกรรมฝ่ายบาปอกุศล ซึ่งให้ผลทันที มี 5 อย่าง คือ มาตุฆาต ฆ่ามารดา ปิตุฆาต ฆ่าบิดา อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์ โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อ และสังฆเภท ยุยงสงฆ์ให้แตกกัน
จะเห็นว่าการฆ่าพระที่จัดเป็นอนันตริยกรรมโดยตรง คือการฆ่า “พระอรหันต์” ซึ่งหมายถึงพระอริยบุคคลผู้หมดจดจากกิเลสอาสวะ บริสุทธิ์ด้วยกาย วาจา ใจ ความเชื่อทางศาสนาระบุว่าผู้ที่ทำอนันตริยกรรมข้อใดข้อหนึ่ง ตายไปแล้วต้องตกอเวจีมหานรก ทุกข์ทรมานแสนสาหัส ท่านกล่าวว่าต้องรับกรรมยาวนานถึง 1 กัป ถือเป็นกรรมที่ตัดทางสู่สวรรค์ ตัดทางนิพพาน คือแม้ทำความดีมากเพียงใดในชาตินั้น ก็ไม่อาจบรรลุมรรคผลได้อีก
ส่วนการฆ่าพระสงฆ์ทั่วไปที่ไม่ใช่พระอรหันต์ แม้ไม่นับเป็นอนันตริยกรรม แต่ก็ถือเป็นบาปหนักในหมวด “ปาณาติบาต” หรือการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ซึ่งเป็นการผิดศีลข้อแรก หลักพุทธถือว่าความหนักเบาของบาปขึ้นอยู่กับคุณธรรมของผู้ถูกฆ่าด้วย การฆ่าผู้ทรงศีลอย่างพระภิกษุจึงถือว่าบาปหนักกว่าการฆ่าบุคคลทั่วไป
อย่างไรก็ตาม มีหลักสำคัญที่มักถูกมองข้าม คือกรรมในพุทธศาสนาต้องประกอบด้วย “เจตนา” องค์ประกอบของปาณาติบาตต้องครบ ทั้งรู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต มีจิตคิดจะฆ่า ลงมือกระทำ และสัตว์นั้นตายเพราะการกระทำนั้น กรณีอุบัติเหตุที่ผู้ก่อเหตุไม่มีเจตนาฆ่า จึงแตกต่างจากการเจตนาปลงชีวิตพระโดยสิ้นเชิงตามหลักคำสอน
ด้านกฎหมายไทย เด็ก 11 ปีต้องรับโทษหรือไม่
หลักทั่วไป การขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา แต่คดีนี้มีปัจจัยสำคัญคืออายุของผู้ก่อเหตุ
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 73 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ โดยเกณฑ์อายุนี้ถูกแก้ไขจากเดิม 10 ปี เป็น 12 ปี ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 29 พ.ศ. 2565 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2565
นั่นหมายความว่าเด็กชายวัย 11 ปีรายนี้จะไม่ถูกดำเนินคดีอาญาและไม่ต้องรับโทษใดๆ
แต่ไม่ได้แปลว่ากฎหมายจะไม่ทำอะไรเลย เพราะกฎหมายกำหนดให้พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก เพื่อดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น โดยเด็กจะเข้าสู่กระบวนการตามระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ซึ่งพนักงานสอบสวนต้องส่งตัวเด็กให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และอาจจัดให้เด็กและครอบครัวเข้ารับการบำบัดฟื้นฟู เพื่อแก้ไขสาเหตุในการกระทำผิดของเด็ก
ทั้งนี้ เหตุผลที่กฎหมายยกเว้นโทษให้เด็กวัยนี้ เป็นเพราะข้อมูลทางการแพทย์พบว่าเด็กช่วงอายุดังกล่าวมีพัฒนาการด้านความคิด สติปัญญา จริยธรรม และความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ และยังไม่สามารถคาดการณ์ถึงผลที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำของตนได้ดีพอ
พ่อแม่หนีไม่พ้นความรับผิดทางแพ่ง
แม้เด็กจะไม่ต้องรับโทษอาญา แต่ในทางแพ่ง ครอบครัวของเด็กยังต้องเผชิญกับการเรียกร้องค่าเสียหาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 429 บัญญัติว่า บุคคลใดแม้ไร้ความสามารถเพราะเหตุเป็นผู้เยาว์ก็ยังต้องรับผิดในผลที่ตนทำละเมิด และบิดามารดาย่อมต้องรับผิดร่วมด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแล
จุดสำคัญคือภาระการพิสูจน์ตกอยู่ที่ฝ่ายพ่อแม่ ต้องนำสืบข้อเท็จจริงให้ศาลเห็นว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลแล้ว โดยมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีลักษณะใกล้เคียงกันว่า กรณีผู้เยาว์ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ และบิดามารดาทราบดีว่าผู้เยาว์ขับรถได้และเคยขับรถออกนอกบ้าน แต่ปล่อยปละละเลยทั้งที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุหรืออันตรายต่อผู้อื่น ศาลถือว่าพ่อแม่ต้องร่วมรับผิด
ดังนั้นค่าสินไหมทดแทนต่อพระสงฆ์ที่มรณภาพและบาดเจ็บ รวมถึงค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด อาจตกเป็นภาระของครอบครัวเด็ก หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าดูแลบุตรอย่างระมัดระวังเพียงพอแล้ว
นอกจากนี้ยังมีประเด็นตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก มาตรา 26 (3) ที่ห้ามมิให้ผู้ใดบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือน่าจะทำให้เด็กเสี่ยงต่อการทำความผิด ซึ่งผู้ฝ่าฝืนอาจต้องรับโทษทางอาญา อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ต้องรอผลการสอบสวนข้อเท็จจริงก่อนว่าผู้ปกครองมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยหรือไม่ เนื่องจากรายงานเบื้องต้นระบุว่าเด็กขโมยรถออกมาขับโดยที่ผู้ปกครองไม่รู้ และตำรวจได้ประสานผู้ปกครองมาสอบหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์
สรุปคือ ในทางศาสนา การฆ่าพระอรหันต์จัดเป็นอนันตริยกรรม บาปหนักที่สุดที่ปิดทางสวรรค์และนิพพาน ส่วนการฆ่าพระสงฆ์ทั่วไปถือเป็นปาณาติบาตขั้นหนัก แต่หลักกรรมให้น้ำหนักที่เจตนาเป็นสำคัญ กรณีอุบัติเหตุจึงต่างจากการจงใจฆ่า ขณะที่ในทางกฎหมาย เด็กอายุไม่เกิน 12 ปีได้รับยกเว้นโทษอาญาโดยสิ้นเชิง โดยจะเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กแทน ส่วนความรับผิดทางแพ่งในการชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องร่วมรับผิดชอบ
อินทราวุธ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง