ฉีกหน้าดีอี “ทวี” ถล่มบิ๊กโปรเจกต์ AI รัฐบาลผลาญงบ 1.6 พันล้านแค่เช่าชั่วคราว หวั่นทุนนอกสูบเงินชาติ ยืนคำขาดต้องชุปชีวิตสตาร์ตอัพไทยอุ้มเศรษฐกิจระยะยาว
ฉีกหน้าดีอี “ทวี” ถล่มบิ๊กโปรเจกต์ AI รัฐบาลผลาญงบ 1.6 พันล้านแค่เช่าชั่วคราว หวั่นทุนนอกสูบเงินชาติ ยืนคำขาดต้องชุปชีวิตสตาร์ตอัพไทยอุ้มเศรษฐกิจระยะยาว
เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 69 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวถึงกรณีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือดีอี ดำเนินโครงการTH–AI Passport วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาทว่า ตามรายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแนวทางในการควบคุมและส่งเสริมการใช้AI สภาผู้แทนราษฎร(กมธ.) ที่ได้ศึกษาข้อมูลภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องรวม 74 หน่วย ก่อนจัดทำรายงานแล้วเสร็จ แต่ยุบสภาก่อนจึงไม่ได้นำรายงานเข้าสู่ที่ประชุมสภา โดยรายงานฉบับนี้สะท้อนมุมมองนโยบายที่สำคัญต่อทิศทางAI เมื่อเทียบกับดีอี
โดยมีความเห็นแตกต่างที่สำคัญ มิติ ดังนี้
1.ซื้อสิทธิ์ใช้งาน หรือ สร้างฐานข้อมูลของชาติ โดยโครงการของดีอีใช้งบประมาณจำนวนมาก เพื่อจัดหาสิทธิ์การใช้งาน AI จากต่างประเทศและแจกจ่ายให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้มากขึ้น ในทางกลับกัน รายงานของกมธ.เสนอว่า ไทยควรเร่งดำเนินการพัฒนาฐานข้อมูลภาครัฐแบบเปิด และข้อมูลในรูปแบบที่เครื่องสามารถอ่านและประมวลผลได้ เพื่อให้นักพัฒนาและผู้ประกอบการไทยสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปสร้างและพัฒนา AI ของตนเอง คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าประชาชนจะได้ใช้ AI ฟรีหรือไม่ แต่คือไทยจะเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี หรือจะเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีของตนเองในอนาคต พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า
2.ส่งเงินภาษีไปต่างประเทศ หรือ ลงทุนในผู้ประกอบการไทย ตามข้อมูลกมธ.แสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรม AI ของไทยมีศักยภาพเติบโตสูง แต่ผู้ประกอบการและสตาร์ตอัปไทยจำนวนมากยังขาดแคลนเงินทุนและโอกาสในการแข่งขัน เมื่อรัฐใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาทจัดซื้อสิทธิ์ใช้งานจากต่างประเทศ ย่อมมีคำถามว่าทรัพยากรดังกล่าวควรถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และสร้างนวัตกรรม AI ภายในประเทศมากกว่าหรือไม่ หากไทยต้องการสร้างอุตสาหกรรม AI ที่เข้มแข็ง การลงทุนในผู้ประกอบการไทย นักวิจัยไทย และสถาบันการศึกษาไทย ย่อมสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และองค์ความรู้ภายในประเทศได้มากกว่าการเช่าใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศเพียงชั่วคราวพ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า
3.เพิ่มยอดผู้ใช้ หรือ พัฒนาคนอย่างเป็นระบบ โครงการของดีอีมุ่งเน้นขยายจำนวนผู้เข้าถึงเครื่องมือ AI และกำหนดหลักสูตรการเรียนรู้ประกอบการใช้งาน ขณะที่กมธ.เสนอแนวทางพัฒนากำลังคนด้าน AI อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ระดับวิศวกรและนักพัฒนา ไปจนถึงระดับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญขั้นสูง พร้อมผลักดันระบบสะสมและเทียบโอนหน่วยกิตระดับชาติ เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้กับคุณวุฒิวิชาชีพและตลาดแรงงาน ความสำเร็จของการพัฒนาคนจึงไม่ควรวัดจากจำนวนผู้ลงทะเบียนหรือผู้ผ่านหลักสูตรเท่านั้น แต่ต้องวัดจากศักยภาพที่เพิ่มขึ้นและความสามารถในการสร้างนวัตกรรมของประเทศ
4.รวมศูนย์อำนาจ หรือ สร้างธรรมาภิบาล รายงานของกมธ.ตั้งข้อสังเกตว่า การกำหนดนโยบาย การส่งเสริม และการกำกับดูแลเทคโนโลยี หากอยู่ภายใต้กลไกเดียวกัน อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อน จึงเสนอให้แยกบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล ออกจากหน่วยงานส่งเสริมและพัฒนา รวมถึงผลักดันระบบข้อมูลเปิดและการจัดซื้อจัดจ้างที่ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบการใช้งบประมาณได้อย่างโปร่งใส สาระสำคัญจึงไม่ใช่เทคนิคของ AI แต่เป็นเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ความเชื่อมั่นของสังคมต่อการบริหารงบประมาณภาครัฐพ.ต.อ.ทวีกล่าวด้วยว่า
5.พึ่งพาต่างประเทศ หรือ สร้างอธิปไตยทางดิจิทัล แม้ข้อมูลผู้ใช้งานจะถูกจัดเก็บภายในประเทศ แต่การประมวลผล AI จำนวนมากยังต้องอาศัยโมเดลที่พัฒนาโดยบริษัทต่างชาติ กมธ.จึงเสนอแนวคิดการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาและควบคุมโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติได้ด้วยตนเอง ประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงองค์ความรู้ วิธีคิด และข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจกลายเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศในอนาคต
6.โครงการระยะสั้น หรือ ยุทธศาสตร์ระยะยาว หัวใจสำคัญของความแตกต่างระหว่างสองแนวทางอยู่ที่มุมมองต่ออนาคต แนวทางหนึ่งมุ่งเน้นการเพิ่มการเข้าถึง AI ในระยะสั้นผ่านการจัดซื้อสิทธิ์ใช้งาน ขณะที่อีกแนวทางหนึ่งมุ่งสร้างระบบนิเวศ AI ของประเทศผ่านการลงทุนในข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และนวัตกรรม กมธ.เตือนว่า หากไทยไม่เร่งสร้างระบบนิเวศ AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเอง ประเทศอาจสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และความมั่นคงทางเทคโนโลยีในระยะยาว ขอย้ำว่าผลศึกษาของกมธ.เน้นให้ไทยพัฒนาเทคโนโลยีAI ที่ผลิตโดยคนไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในระยะยาว รวมถึงลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ.