ปชป. สับโครงการ TH-AI Passport 1,600 ล้าน ส่อสูญเปล่า จี้รัฐเปลี่ยนงบเช่าทิ้งเป็นงบลงทุนสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลระยะยาว
ฝ่ายค้านกังขาตั้งเป้าแจกสิทธิ TH-AI Passport Pro 5 ล้านคน ไม่ตรงความต้องการจริง ชี้ระบบ Subscription ทำเงินภาษีละลายหายไปใน 1 ปี เผยช่องโหว่ TOR หลวมกว้าง ล็อคงบค่า Token 1,500 ล้านบาท ตรวจสอบระบบหลังบ้านไม่ได้ แถมระบบรองรับได้จริงแค่ 139 ราย/วินาที เสนอทางเลือกเปลี่ยนเงินพันล้านซื้อ GPU Clusters ของตัวเอง ดีกว่าขนเงินถมกำไรให้ต่างชาติโดยที่ไทยเดินตัวเปล่าเมื่อจบสัญญา
1 มิถุนายน 2569 โครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเชิงพฤติกรรมการใช้งานจริงและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาเปิดโปงข้อมูลชั้นกรรมาธิการฯ พร้อมชี้ให้เห็นความย้อนแย้งในการจัดสรรงบประมาณครั้งใหญ่ที่อาจไม่ได้เริ่มต้นมาจากความต้องการที่แท้จริงของภาคประชาชน
ในแง่ของเม็ดเงินและการกระจายงบประมาณ โครงการนี้มีแผนที่จะแจกสิทธิใช้งาน AI ระดับ Pro ให้กับคนไทยจำนวน 5 ล้านคนฟรีเป็นเวลา 1 ปี โดยดึงเงินสนับสนุนมาจากกองทุนของกระทรวงดิจิทัลฯ หรือ DE Fund เฉลี่ยคิดเป็นมูลค่า 324 บาทต่อคนต่อปี อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานของบริการ AI ในปัจจุบัน แพลตฟอร์มระดับโลกเกือบทั้งหมดล้วนเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงและใช้งานฟังก์ชันพื้นฐานได้ฟรีอยู่แล้ว ซึ่งมีศักยภาพเพียงพอสำหรับการแปลภาษา สรุปเอกสาร หรือการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน
"สิ่งที่คนส่วนใหญ่ขาด จึงไม่ใช่สิทธิตัว Pro แต่คือทักษะความเข้าใจ AI Literacy แต่รัฐบาลกลับแจกตัว Pro ปูพรมโดยไม่สร้างทักษะให้ประชาชน ส่วนนักพัฒนากลุ่ม Builders ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม คนกลุ่มนี้หากเขาต้องนำ AI ไปพัฒนาในระดับสูง แพ็กเกจ Pro รายเดือนแบบที่รัฐแจก ก็คงไม่พอใช้งาน เพราะติดข้อจำกัดโควตาคำสั่งต่อชั่วโมง" นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้
เมื่อเจาะลึกไปที่รูปแบบของสัญญาและการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน โครงการนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีลักษณะเป็นเพียง "งบดำเนินการ" ที่ต้องจ่ายค่าเช่าใช้บริการแบบปีต่อปี แทนที่จะเป็นการลงทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลในระยะยาวตามเจตนารมณ์ของกฎหมายกองทุน DE Fund
ความเสี่ยงสำคัญเชิงธุรกิจของสัญญารูปแบบนี้คือ ระบบสัญญาเช่าใช้แบบสมัครสมาชิก (Subscription) ซึ่งมีข้อผูกมัดที่ทำให้รัฐเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัดเมื่อครบกำหนดเวลา
"ในระบบสัญญาเช่าใช้แบบ subscription พอครบ 1 ปี ถ้าประชาชนใช้ไม่หมดก็ คือทิ้งทันที แต่เงินถูกโอนไปแล้วเต็มจำนวน สิทธิ์ที่เหลือจะถูกตัดทิ้ง และแปรสภาพเป็นกำไรสุทธิส่วนเกินเข้ากระเป๋าผู้รับจ้างไปแบบเหนาะ ๆ โดยที่รัฐไม่สามารถเรียกเงินคืน หรือทบยอดมาใช้ต่อได้เลย ซึ่งข้อเท็จจริงนี้แย่มาก" นายกรณ์ จาติกวณิช กล่าวเสริมถึงความสูญเสียทางงบประมาณ
นอกจากนี้ การอนุมัติโครงการยังอาศัยกลไกของบอร์ดกองทุนฯ เคาะจบโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบงบประมาณตามปกติของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทางพรรคฝ่ายค้านมองว่าเป็นการมองที่ผิดทิศผิดทาง เนื่องจากเป็นการขนเงินไปซื้อสิทธิ์โมเดลสำเร็จรูปที่สร้างได้เพียงกลุ่มผู้ใช้งาน (Users) เท่านั้น ไม่ใช่การสร้างกลุ่มผู้สร้างเทคโนโลยี (Builders) และเมื่อสิ้นสุดสัญญารายปี ประเทศไทยก็ต้องเดินตัวเปล่าออกมา โดยไม่ได้ถือครองสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใดๆ ไว้เลย
เมื่อพิจารณารายละเอียดในเอกสารประกวดราคา (TOR) พบว่าข้อกำหนดต่างๆ ถูกระบุไว้หลวมมาก โดยค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดจำนวน 1,500 ล้านบาท ระบุไว้กว้างๆ เพียงว่าเป็น "ค่า Token ของ AI" โดยไม่มีการชี้แจงสัดส่วนแบรนด์ที่ชัดเจน ส่งผลให้ไม่สามารถตรวจสอบระบบหลังบ้านได้ ยิ่งไปกว่านั้น เงื่อนไขการรองรับการใช้งานพร้อมกันที่ระบุไว้ 500,000 ราย/ชั่วโมง เมื่อนำมาคำนวณในเชิงเทคนิคจริงกลับพบว่าจะรองรับได้เพียง 139 รายต่อวินาทีเท่านั้น ประกอบกับกรอบเวลาประมูลที่เร่งรีบให้จบภายใน 34 วัน ซึ่งตรงกับช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ ยิ่งสร้างความเคลือบแคลงใจในเรื่องความโปร่งใส
สำหรับทางเลือกเชิงนโยบายที่คุ้มค่ากว่าในการบริหารเม็ดเงินภาษี 1,600 ล้านบาท ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอแนะให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนมุมมองจากการจัดสรรงบไปถมกำไรให้ต่างชาติ เปลี่ยนมาเป็นการปักเสาเข็มโครงสร้างพื้นฐานที่คนไทยสามารถร่วมเป็นเจ้าของในห่วงโซ่มูลค่าได้อย่างแท้จริง
"หากมีทางเลือก รัฐบาลควรนำเงินมาจัดสรรใหม่ เพื่อสร้างรากฐานที่คุ้มค่ากว่า เช่น เปลี่ยนเงินก้อนนี้ให้เป็นงบลงทุน เพื่อจัดซื้อกำลังการประมวลผลประสิทธิภาพสูงหรือ GPU Clusters ของตัวเอง แล้วนำไปฝากวางร่วมใน Data Centre ของเอกชนที่มีอยู่แล้วในประเทศ เครื่องมือเหล่านี้ มีอายุใช้งาน 3-5 ปี และสามารถเปลี่ยนงบให้เป็นสมบัติแผ่นดิน ที่สตาร์ทอัพ และนักพัฒนาไทยได้ใช้ต่อโดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าใหม่" นายกรณ์ จาติกวณิช เสนอแนวทางปรับปรุงงบประมาณ
ทั้งนี้ ในส่วนของการดำเนินการตรวจสอบขั้นต่อไป นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสามัญป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สภาผู้แทนราษฎร เตรียมที่จะเชิญผู้แทนจากกระทรวงดีอีเข้ามาชี้แจงรายละเอียดและตอบข้อซักถามในประเด็นความโปร่งใสทั้งหมดต่อคณะกรรมาธิการฯ อย่างเป็นทางการต่อไป
ที่มา : เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช - Korn Chatikavanij