โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปชป. สับโครงการ TH-AI Passport 1,600 ล้าน ส่อสูญเปล่า จี้รัฐเปลี่ยนงบเช่าทิ้งเป็นงบลงทุนสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลระยะยาว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 มิถุนายน 2569 เวลา 21.44 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ฝ่ายค้านกังขาตั้งเป้าแจกสิทธิ TH-AI Passport Pro 5 ล้านคน ไม่ตรงความต้องการจริง ชี้ระบบ Subscription ทำเงินภาษีละลายหายไปใน 1 ปี เผยช่องโหว่ TOR หลวมกว้าง ล็อคงบค่า Token 1,500 ล้านบาท ตรวจสอบระบบหลังบ้านไม่ได้ แถมระบบรองรับได้จริงแค่ 139 ราย/วินาที เสนอทางเลือกเปลี่ยนเงินพันล้านซื้อ GPU Clusters ของตัวเอง ดีกว่าขนเงินถมกำไรให้ต่างชาติโดยที่ไทยเดินตัวเปล่าเมื่อจบสัญญา

1 มิถุนายน 2569 โครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเชิงพฤติกรรมการใช้งานจริงและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาเปิดโปงข้อมูลชั้นกรรมาธิการฯ พร้อมชี้ให้เห็นความย้อนแย้งในการจัดสรรงบประมาณครั้งใหญ่ที่อาจไม่ได้เริ่มต้นมาจากความต้องการที่แท้จริงของภาคประชาชน

ในแง่ของเม็ดเงินและการกระจายงบประมาณ โครงการนี้มีแผนที่จะแจกสิทธิใช้งาน AI ระดับ Pro ให้กับคนไทยจำนวน 5 ล้านคนฟรีเป็นเวลา 1 ปี โดยดึงเงินสนับสนุนมาจากกองทุนของกระทรวงดิจิทัลฯ หรือ DE Fund เฉลี่ยคิดเป็นมูลค่า 324 บาทต่อคนต่อปี อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานของบริการ AI ในปัจจุบัน แพลตฟอร์มระดับโลกเกือบทั้งหมดล้วนเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงและใช้งานฟังก์ชันพื้นฐานได้ฟรีอยู่แล้ว ซึ่งมีศักยภาพเพียงพอสำหรับการแปลภาษา สรุปเอกสาร หรือการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน

"สิ่งที่คนส่วนใหญ่ขาด จึงไม่ใช่สิทธิตัว Pro แต่คือทักษะความเข้าใจ AI Literacy แต่รัฐบาลกลับแจกตัว Pro ปูพรมโดยไม่สร้างทักษะให้ประชาชน ส่วนนักพัฒนากลุ่ม Builders ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม คนกลุ่มนี้หากเขาต้องนำ AI ไปพัฒนาในระดับสูง แพ็กเกจ Pro รายเดือนแบบที่รัฐแจก ก็คงไม่พอใช้งาน เพราะติดข้อจำกัดโควตาคำสั่งต่อชั่วโมง" นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้

เมื่อเจาะลึกไปที่รูปแบบของสัญญาและการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน โครงการนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีลักษณะเป็นเพียง "งบดำเนินการ" ที่ต้องจ่ายค่าเช่าใช้บริการแบบปีต่อปี แทนที่จะเป็นการลงทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลในระยะยาวตามเจตนารมณ์ของกฎหมายกองทุน DE Fund

ความเสี่ยงสำคัญเชิงธุรกิจของสัญญารูปแบบนี้คือ ระบบสัญญาเช่าใช้แบบสมัครสมาชิก (Subscription) ซึ่งมีข้อผูกมัดที่ทำให้รัฐเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัดเมื่อครบกำหนดเวลา

"ในระบบสัญญาเช่าใช้แบบ subscription พอครบ 1 ปี ถ้าประชาชนใช้ไม่หมดก็ คือทิ้งทันที แต่เงินถูกโอนไปแล้วเต็มจำนวน สิทธิ์ที่เหลือจะถูกตัดทิ้ง และแปรสภาพเป็นกำไรสุทธิส่วนเกินเข้ากระเป๋าผู้รับจ้างไปแบบเหนาะ ๆ โดยที่รัฐไม่สามารถเรียกเงินคืน หรือทบยอดมาใช้ต่อได้เลย ซึ่งข้อเท็จจริงนี้แย่มาก" นายกรณ์ จาติกวณิช กล่าวเสริมถึงความสูญเสียทางงบประมาณ

นอกจากนี้ การอนุมัติโครงการยังอาศัยกลไกของบอร์ดกองทุนฯ เคาะจบโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบงบประมาณตามปกติของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทางพรรคฝ่ายค้านมองว่าเป็นการมองที่ผิดทิศผิดทาง เนื่องจากเป็นการขนเงินไปซื้อสิทธิ์โมเดลสำเร็จรูปที่สร้างได้เพียงกลุ่มผู้ใช้งาน (Users) เท่านั้น ไม่ใช่การสร้างกลุ่มผู้สร้างเทคโนโลยี (Builders) และเมื่อสิ้นสุดสัญญารายปี ประเทศไทยก็ต้องเดินตัวเปล่าออกมา โดยไม่ได้ถือครองสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใดๆ ไว้เลย

เมื่อพิจารณารายละเอียดในเอกสารประกวดราคา (TOR) พบว่าข้อกำหนดต่างๆ ถูกระบุไว้หลวมมาก โดยค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดจำนวน 1,500 ล้านบาท ระบุไว้กว้างๆ เพียงว่าเป็น "ค่า Token ของ AI" โดยไม่มีการชี้แจงสัดส่วนแบรนด์ที่ชัดเจน ส่งผลให้ไม่สามารถตรวจสอบระบบหลังบ้านได้ ยิ่งไปกว่านั้น เงื่อนไขการรองรับการใช้งานพร้อมกันที่ระบุไว้ 500,000 ราย/ชั่วโมง เมื่อนำมาคำนวณในเชิงเทคนิคจริงกลับพบว่าจะรองรับได้เพียง 139 รายต่อวินาทีเท่านั้น ประกอบกับกรอบเวลาประมูลที่เร่งรีบให้จบภายใน 34 วัน ซึ่งตรงกับช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ ยิ่งสร้างความเคลือบแคลงใจในเรื่องความโปร่งใส

สำหรับทางเลือกเชิงนโยบายที่คุ้มค่ากว่าในการบริหารเม็ดเงินภาษี 1,600 ล้านบาท ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอแนะให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนมุมมองจากการจัดสรรงบไปถมกำไรให้ต่างชาติ เปลี่ยนมาเป็นการปักเสาเข็มโครงสร้างพื้นฐานที่คนไทยสามารถร่วมเป็นเจ้าของในห่วงโซ่มูลค่าได้อย่างแท้จริง

"หากมีทางเลือก รัฐบาลควรนำเงินมาจัดสรรใหม่ เพื่อสร้างรากฐานที่คุ้มค่ากว่า เช่น เปลี่ยนเงินก้อนนี้ให้เป็นงบลงทุน เพื่อจัดซื้อกำลังการประมวลผลประสิทธิภาพสูงหรือ GPU Clusters ของตัวเอง แล้วนำไปฝากวางร่วมใน Data Centre ของเอกชนที่มีอยู่แล้วในประเทศ เครื่องมือเหล่านี้ มีอายุใช้งาน 3-5 ปี และสามารถเปลี่ยนงบให้เป็นสมบัติแผ่นดิน ที่สตาร์ทอัพ และนักพัฒนาไทยได้ใช้ต่อโดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าใหม่" นายกรณ์ จาติกวณิช เสนอแนวทางปรับปรุงงบประมาณ

ทั้งนี้ ในส่วนของการดำเนินการตรวจสอบขั้นต่อไป นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสามัญป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สภาผู้แทนราษฎร เตรียมที่จะเชิญผู้แทนจากกระทรวงดีอีเข้ามาชี้แจงรายละเอียดและตอบข้อซักถามในประเด็นความโปร่งใสทั้งหมดต่อคณะกรรมาธิการฯ อย่างเป็นทางการต่อไป

ที่มา : เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช - Korn Chatikavanij

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...