TH-AI Passport คุ้มค่าจริงหรือไม่? อะไรคือสิ่งที่รัฐบาลต้องตอบให้ชัด ก่อนใช้งบ 1.6 พันล้านบาท แลกกับ 5 ล้านคน ใช้ AI ฟรี
หนึ่งในประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดคือโครงการที่ชื่อ TH-AI Passport หรือ โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลจะจัดหา AI ให้กับประชาชน 5 ล้านคน ได้ใช้งานฟรี
ประเด็นสำคัญ
- รายละเอียดโครงการ TH-AI Passport
- TH-AI Passport คุ้มค่าหรือไม่ วัดจากอะไร?
- ‘ดีอี’ ยอมถอย? อาจแก้ TOR – ไม่ปิดช่องล้มสัญญา
- 10 ข้อเสนอแก้สัญญา ฉบับประชาชน จ่ายตามจริง-คืนเงินรัฐ-ปิดช่องโหว่
คำถามสำคัญที่ตามมาคือ TH-AI Passport ที่ใช้งบประมาณ 1.6 พันล้านบาท เป็นโครงการที่คุ้มค่าจริงหรือไม่?
โครงการดังกล่าวเริ่มประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่ 17 พฤศจิกายน 2568 ก่อนจะได้ผู้ชนะการประกวดราคา และลงนามในสัญญาพร้อมแนบเอกสารขอบเขตของงาน หรือ TOR เมื่อ 7 เมษายนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเริ่มมีกระแสคัดค้านจากหลายฝ่าย จนนำมาสู่การเปิดเวที TH-AI Passport Forum ระดมรับฟัง-แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ในวันนี้ (11 มิถุนายน)
งานที่จัดขึ้นในวันนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนในวงกว้าง โดยมี ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และรองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัล (กมธ.ดีอี) เข้าร่วม
พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) บนเวทีรับฟังความเห็น TH-AI Passport Forum
รายละเอียดโครงการ TH-AI Passport
พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของโครงการมาจากข้อมูลเชิงสถิติที่สะท้อนว่าประเทศไทยยังมีระดับการเข้าถึงและการใช้งาน AI ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชนทั่วไปและแรงงาน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในอนาคต
ทั้งนี้ กระทรวงจึงพิจารณาหาแนวทางลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะดิจิทัลของประชาชน โดยในช่วงปลายปีงบประมาณ 2569 กองทุนดีอีซึ่งเป็นกองทุนนอกงบประมาณยังมีเงินสะสมอยู่เกือบ 2,000 ล้านบาท จึงเกิดแนวคิดดำเนินโครงการขนาดใหญ่ที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้จำนวนมากที่สุด โดยตั้งเป้าหมายให้มีผู้เข้าร่วมโครงการ 5 ล้านคน หรือประมาณ 10% ของประชากรไทยที่ยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจ
รายละเอียดของโครงการ ผู้ได้รับสิทธิ์จะสามารถเข้าถึง AI ระดับ Pro หรือ Premium จากผู้ให้บริการกว่า 14 ค่าย รวมมากกว่า 30 โมเดล ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Claude, Gemini และโมเดลเฉพาะทางอื่นๆ โดยเงื่อนไขใน TOR กำหนดชัดเจนว่าผู้รับจ้างต้องจัดหา AI ระดับพรีเมียมขึ้นไป ไม่ใช่เวอร์ชันฟรีที่มีข้อจำกัดในการใช้งาน
นอกจากเครื่องมือ AI แล้ว ภายในระบบ TH-AI Passport ยังมีระบบการเรียนรู้ (LMS) พร้อมหลักสูตรมากกว่า 130 หลักสูตร โดยอ้างอิงกรอบทักษะด้าน AI ขององค์การยูเนสโก รวมถึงหลักสูตรจากผู้พัฒนาเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น OpenAI, Google และ Microsoft ครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐาน AI การใช้ AI ในภาคธุรกิจ การตลาด การศึกษา การเขียนโปรแกรม และการประยุกต์ใช้ในสายอาชีพต่างๆ
ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงระบบการเรียนรู้และสามารถสะสมคะแนนเพื่อปลดล็อกการเข้าถึง AI ระดับสูงมากขึ้น โดยกระทรวงมองว่าการเรียนรู้ควบคู่กับการใช้งานจริงจะช่วยให้เกิดทักษะที่นำไปใช้ได้จริง มากกว่าการเรียนเชิงทฤษฎีเพียงอย่างเดียว
TH-AI Passport คุ้มค่าหรือไม่ วัดจากอะไร?
ภายในงานวันนี้ ดร.การดี ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของโครงการ TH-AI Passport ซึ่งส่วนสำคัญที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้คือ อะไรคือตัวชี้วัดความคุ้มค่าของโครงการนี้ รวมทั้งเป้าหมายที่รัฐบาลคาดหวัง
“ตอนนี้ยังไม่มีคำตอบ(ว่าโครงการนี้คุ้มค่าหรือไม่) คงต้องรอสัก 2-3 วัน ให้รัฐบาลเตรียมคำตอบว่าขีดความสามารถทางด้านปัญญาประดิษฐ์ของเรา อะไรคือตัวชี้วัด แล้วปลายทางจากนี้จะเป็นอย่างไร อันนี้ท่านยังไม่ได้ตอบหรืออาจจะยังไม่มีคำตอบ” ดร.การดี กล่าว
ท้ายที่สุดหากโครงการนี้เดินหน้าต่อ ซึ่งงบประมาณมาจากภาษีประชาชน ก็ควรจะต้องใช้อย่างคุ้มค่า
อีกประเด็นที่ยังไม่ได้มีการพูดอย่างชัดเจนในตอนนี้คือ กลุ่มเป้าหมายของประชาชน 5 ล้านคน ที่ผ่านมามีการพูดเพียงแค่กลุ่มนักเรียน นักศึกษา และภาคธุรกิจ ซึ่งในส่วนของธุรกิจมีรายละเอียดอีกมาก แต่ละธุรกิจมีความต้องการแตกต่างกัน จะจัดสรรอย่างไร
“สิ่งที่อยากเห็นต่อจากนี้คือ แผนการดำเนินงานที่ส่งมอบไปแล้วในงวดที่ 1 ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง คือถ้าเราเห็นแผนการดำเนินงานงวดที่ 1 เราก็จะมีโอกาสให้ข้อคิดเห็นได้ลึกมากยิ่งขึ้น”
‘ดีอี’ ยอมถอย? อาจแก้ TOR – ไม่ปิดช่องล้มสัญญา
ดร.การดี กล่าวต่อว่า จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอต่างๆ ในวันนี้ กระทรวงดีอีมีสัญญาณที่บ่งชี้ว่าพร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงโครงการ TH-AI Passport จากเดิมที่มี 3 ทางเลือกคือ
- เดินหน้าโครงการต่อไปตามสัญญาเดิมที่ได้ลงนามไว้แล้ว
- ปรับปรุงกระบวนการและรายละเอียดใน TOR ตามข้อเสนอแนะ
- ยกเลิกสัญญา หากพบว่ามีความจำเป็นในทางกฎหมายและเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ
ตอนนี้ดูเหมือนว่ากระทรวงดีอีจะเดินหน้าไปในทางเลือกที่ 2 หรือ 3 มากกว่า แม้ว่าทางเลือกที่สองจะดูเป็นไปได้มากกว่าในมุมมองของกระทรวง แต่ ดร.การดี เน้นย้ำว่ากระทรวงยังต้องตอบคำถามสำคัญเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างให้โปร่งใส ซึ่งเป็นข้อกังวลหลักของหลายฝ่าย หากไม่สามารถสร้างความชัดเจนในจุดนี้ได้ โครงการอาจจะเผชิญกับอุปสรรคและไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้
“อย่างน้อยก็เห็นว่ามีการเปิดใจจะปรับปรุงโครงการตามข้อเสนอ โดยถามท่านปลัดว่า เรายังยกเลิกได้ไหม ถ้าความเสียหายมันยังอยู่ในวงจำกัด ท่านบอกถ้าจะยกเลิกก็ยกเลิกได้ แต่ในสายตาของท่านปลัดไม่ได้อยากจะยกเลิก แต่ถ้ามีความจำก็สามารถทำได้ในเชิงกฎหมาย” ดร.การดีกล่าว
อย่างไรก็ตาม ดร.การดี มองว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่กระทรวงจะจัดตั้งคณะกรรมการร่วม ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากสมาคมและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ เพื่อพิจารณาและตรวจสอบโครงการนี้ให้มีความโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุด
10 ข้อเสนอแก้สัญญา ฉบับประชาชน จ่ายตามจริง-คืนเงินรัฐ-ปิดช่องโหว่
ด้าน ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Data Science ได้เสนอแนวทางแก้ไขสัญญาโครงการ TH-AI Passport ผ่านระบบ AI ซึ่งอ้างอิงจาก TOR โครงการ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและโปร่งใส โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
- จ่ายตามจริง ให้เอกชนเปิดเผยต้นทุนที่แท้จริงต่อผู้ใช้งาน หากมีผู้ใช้งานจริงน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ (5 ล้านคน) ต้องคืนเงินส่วนต่างให้รัฐ เพื่อป้องกันปัญหากินส่วนต่าง
- จ่ายเงินตามผลงานจริง ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการจ่ายเงิน จากเดิมที่อาจมีการจ่ายเงินจำนวนมากตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ ให้เป็นรูปแบบที่ผูกติดกับจำนวนผู้ใช้งานจริง หรือมีระบบการกันเงินประกันผลงานไว้ในงวดสุดท้าย เพื่อให้มั่นใจว่าเอกชนส่งมอบงานได้ตามเป้าหมาย
- ยกเลิกเอกชนออกค่าดูงานต่างประเทศ ให้เจ้าหน้าที่รัฐเบิกค่าใช้จ่ายในการดูงานต่างประเทศ (ถ้ามี) จากงบประมาณราชการตามปกติ ห้ามเอกชนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ เพื่อป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนและความไม่เป็นกลางในการตรวจรับงาน
- ยกเลิก/รื้อรายการโฆษณาที่ล็อกสเปก ยกเลิกเงื่อนไขการผูกขาดสื่อโฆษณาในร้านสะดวกซื้อบางแห่ง และเปิดกว้างให้มีการใช้สื่อรูปแบบอื่นๆ ที่คุ้มค่ากว่า เพื่อให้นำงบประมาณไปเน้นที่การพัฒนาตัว AI และหลักสูตรอย่างเต็มที่
5.หลักสูตรและข้อมูลต้องเป็นของรัฐ ขยายขอบเขตกรรมสิทธิ์ เพื่อให้แน่ใจว่าหลักสูตร ระบบ AI Agent และ Source Code ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ จะตกเป็นของรัฐอย่างถาวรโดยไม่มีค่าลิขสิทธิ์เพิ่มเติม เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อในระยะยาว
- เปิดเผยผู้ถือหุ้นที่แท้จริงและให้ สตง. ตรวจสอบ บังคับให้ผู้รับจ้างเปิดเผยรายชื่อผู้รับช่วงงาน (Subcontractor) ผู้ถือหุ้นที่แท้จริง (Beneficial Owner) และอนุญาตให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าตรวจสอบบัญชีและใบเสร็จรับเงินที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ได้อย่างละเอียด
- ประเมินราคาใหม่โดยผู้ประเมินอิสระ จัดให้มีหน่วยงานกลางที่อิสระ เข้ามาประเมินราคากลางของค่าสิทธิ AI และค่าบริการคลาวด์อีกครั้ง เพื่อตอบข้อสงสัยกรณีที่ผู้ชนะการประมูลเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียงเล็กน้อย
- ปรับปรุงค่าปรับให้สมเหตุสมผล เพิ่มอัตราค่าปรับในกรณีที่ระบบมีปัญหาขัดข้อง (Downtime) หรือไม่เป็นไปตามข้อตกลงระดับการให้บริการ (SLA) ให้มีความเหมาะสมและเข้มงวดมากขึ้น
- ห้ามนำข้อมูลคนไทยไปฝึก AI โดยเด็ดขาด บังคับให้ผู้พัฒนา AI ทำสัญญาห้ามนำข้อมูล (Prompt) หรือข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยที่ใช้งานผ่านระบบนี้ ไปใช้ในการฝึกฝน AI โมเดลของตนเองเด็ดขาด และต้องมีรายงานการประเมินผลกระทบด้านข้อมูลส่วนบุคคล (DPIA) ก่อนเปิดให้บริการ
- แผนความต่อเนื่องหลังสิ้นสุดโครงการ 1 ปี กำหนดแนวทางชัดเจนว่า เมื่อโครงการสิ้นสุดลง ประชาชนต้องสามารถดาวน์โหลดข้อมูลประวัติการเรียน ผลงาน และสามารถเข้าถึงหลักสูตรหรือระบบได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ถูกผูกขาดไว้กับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง
ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Data Science เสนอแนะเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport
ดร.ธรรม์ธีร์ ยืนยันว่าการแก้ไขสัญญาสามารถทำได้ตามมาตรา 97 ของ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ ปี 2560 ตราบใดที่ไม่ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์หรือเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณใดๆ
บทสรุปของ TH-AI Passport ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่ารัฐบาลจะสามารถสร้างความโปร่งใส ตอบคำถามสังคมเรื่องความคุ้มค่า และปรับปรุงโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน 5 ล้านคน และประเทศชาติได้อย่างแท้จริงหรือไม่