บาทเปิดเช้านี้ 32.53 บาท/ดอลลาร์
ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.53 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.51 บาทต่อดอลลาร์
17 มิ.ย. 2569 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.53 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.51 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนแถวโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.48-32.55 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุม FOMC ของ FED ในวันพฤหัสบดีนี้ สะท้อนจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงประเมินว่า FED มีโอกาสราว 84% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ในปี 2026
แม้ว่าโดยรวมพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะดีขึ้น หลังตลาดทยอยรับรู้ข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ และได้รับรู้ร่างข้อตกลงสันติภาพดังกล่าวในช่วงวันก่อนหน้า ซึ่งกดดันให้ ราคาน้ำมันดิบต่างทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยล่าสุด ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับตัวลงหลุดโซน 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทว่า เงินดอลลาร์ (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY) ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เช่นเดียวกันกับราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ยังคงแกว่งตัวใกล้โซน 4,330 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะผลการประชุม FOMC ที่จะมีไฮไลท์สำคัญ คือ คาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot ใหม่
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม
ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ในช่วงระหว่างวัน ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรอลุ้น ผลการประชุม FOMC ที่จะรับรู้ในช่วงราว 1.00 น. ตามเวลาประเทศไทยของเช้าวันพฤหัสฯ นี้
ทว่า ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนบ้าง หากบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวม ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ซึ่งอาจเอื้อให้บรรดานักลงทุนต่างชาติทยอยกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติมได้
นอกจากนี้ เรามองว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในช่วง 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย เนื่องจาก หากยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่อง ดีกว่าคาด อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ซึ่งอาจช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กดดันให้ราคาทองคำเสี่ยงย่อตัวลงบ้าง ส่วนเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงเล็กน้อย แต่อาจยังติดโซนแนวต้านระยะสั้นแถว 32.65-32.70 บาทต่อดอลลาร์ ได้
ส่วนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม FOMC ของ FED นั้น เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจกับทั้งผลการโหวต และ คาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot ใหม่ โดยหากคณะกรรมการ FOMC มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ ให้คงดอกเบี้ย ตามคาด แต่มีกรรมการ 2 ท่าน เป็นอย่างน้อย สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย
ส่วน Dot Plot ใหม่ สะท้อนแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ก่อนที่ FED จะคงดอกเบี้ยในปีหน้า ขณะที่ Long-Run rate ยังคงอยู่ที่ระดับเดิม เรามองว่า กรณีนี้ อาจเป็นกรณีที่ FED ส่งสัญญาณ Hawkish มากที่สุด เท่าที่เป็นไปได้ (เราตัดโอกาสที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย เซอร์ไพรส์ตลาด) ทำให้ ผู้เล่นในตลาดจะกลับมามั่นใจมากขึ้น ว่า FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ และอาจเริ่มมีการคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยเกิน 1 ครั้ง ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นได้พอสมควร พร้อมกดดันให้ราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลงแรง ส่วนเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่ากลับไปทดสอบโซน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก
แต่หาก คณะกรรมการ FOMC มีมติเป็นเอกฉันท์ คงดอกเบี้ย ตามคาด ส่วน Dot Plot ใหม่สะท้อนถึง แนวโน้มการคงดอกเบี้ยของ FED ทั้งในปีนี้ และปีหน้า ก่อนที่ FED จะทยอยปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย โดยที่ Long-Run rate ยังคงอยู่ที่ระดับเดิม จากคาดการณ์ Dot Plot ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เรามองว่า ในกรณีนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจต้องทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ปัจจุบัน ผู้เล่นในตลาดยังให้โอกาสราว 84% สำหรับการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้
โดยผู้เล่นในตลาดอาจปรับลดโอกาสลงมาแถว 50%-60% ได้ (อาจลงไม่มากกว่านี้ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้ง อัตราเงินเฟ้อและข้อมูลการจ้างงาน) ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงปรับตัวลดลง หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ซึ่งอาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกชะลอไว้แถวโซน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้
เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่ และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง
และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.35-32.75 บาท/ดอลลาร์
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะยังคงได้แรงหนุนจากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ดีขึ้น หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ
ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะกลุ่ม AI/Semiconductor อาทิ AMD -7.3%, Nvidia -2.6% หลังผู้เล่นในตลาดเลือกจะขายทำกำไรหุ้นกลุ่มดังกล่าว ก่อนรับรู้ผลการประชุม FOMC ในวันพฤหัสฯ นี้ ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.57% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พลิกกลับมาปรับตัวลง -1.15%
ตลาดหุ้นยุโรป
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.25% จากอานิสงส์สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มคลี่คลายลง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังคงเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงานตามการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบ
ขณะเดียวกัน หุ้นธีม AI/Semiconductor ได้เผชิญแรงขายทำกำไรเพิ่มเติม เช่นเดียวกันกับฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาดก่อนรับรู้ผลการประขุม FOMC ของ FED ที่จะถึงนี้
ตลาดบอนด์
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวระดับ 4.44% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุม FOMC ของ FED ที่จะมีไฮไลท์สำคัญ คือ Dot Plot ใหม่ ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญต่อไป หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมาให้ความสนใจกับแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลักเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (เราจะมั่นใจมากขึ้น ว่าสถานการณ์จะทยอยคลี่คลายลงได้จริง หากมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพและมีการเปิดช่องแคบ Hormuz) การประชุม FOMC ของ FED ในช่วงนี้ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED
อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน
เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ตลาดค่าเงิน
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นผลการประชุม FOMC ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองอย่างชัดเจน ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 99.5 จุด อีกครั้ง (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.4-99.7 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) จะได้แรงหนุนจากข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ
ทว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่เร่งรีบเข้าซื้อทองคำเพิ่มเติม จนกว่าจะรับรู้ผลการประชุม FOMC ของ FED ส่งผลให้ ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways แถวโซน 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ การประชุม FOMC ของ FED ที่จะรับรู้ในช่วงราว 1.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ของเช้าวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งแม้เราจะประเมินว่า FED อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75%
ทว่า การประชุมครั้งนี้จะเป็นการประชุมครั้งแรกของประธาน FED คนใหม่ Kevin Warsh ที่มีอดีตประธาน FED Jerome Powell ร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ FOMC ทำให้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การสื่อสารของ FED (โดยเฉพาะประธาน FED คนใหม่ในช่วง Press Conference) ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางนโยบายการเงินของ FED อย่างใกล้ชิด ทั้งในส่วนของการปรับคาดการณ์เศรษฐกิจ และคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot
โดยเราประเมินว่า Dot Plot ใหม่ อาจสะท้อนถึงแนวโน้มการคงดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ และปีหน้า ก่อนที่ FED จะทยอยลดดอกเบี้ยลงสู่ Long-Run Rate ที่ไม่ต่างจาก Dot Plot เดือนมีนาคม
ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ นั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนพฤษภาคม รวมถึง ข้อมูลตลาดบ้าน อย่าง ยอด Pending Home Sales และ ยอดสต็อกน้ำมันคงคลังสหรัฐฯ (Oil Inventories) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ในช่วงราว 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ที่อาจมีการพูดถึงประเด็นข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านได้
ทางฝั่งยุโรปนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนพฤษภาคม ของอังกฤษ เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยรายงานข้อมูลดังกล่าว จะเป็นการรับรู้ข้อมูล ก่อนที่ตลาดจะรับรู้ผลการประชุม BOE ในวันพฤหัสฯ นี้
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่และยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด