เมสซี่ ซัด 8 ประตู, ฮาลันด์ ดับ บราซิล! 10 อันดับแข้งฟอร์มเด่นรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026
แฟนบอลคงได้เห็นด้วยตาเนื้อทั้งการตกรอบของ บราซิล, เม็กซิโก พ่ายคาบ้านในสนามที่ได้เปรียบคู่แข่ง, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ปิดฉากเวิลด์ คัพ ด้วยการที่ โปรตุเกส ตกรอบ และสามเจ้าภาพร่วมโบกมือลาทัวร์นาเมนต์นี้แบบเรียบวุธ
ต่อไปนี้คือการจัดอันดับนักเตะที่ทำผลงานยอดเยี่ยมที่สุดในรอบ 16 ทีมสุดท้าย และผลงานของแต่ละคนมีความสำคัญกับประเทศชาติของตัวเอง เพราะมันส่งผลต่อการเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศเลยทีเดียว
10. โรเมลู ลูกากู - ประตูที่ 93 ในนามทีมชาติเบลเยียม ปิดฉากเส้นทางของอเมริกา ในฟุตบอลโลก
ลูกากู ติดท็อปเทนด้วยประตูที่ทำให้ เบลเยียม นำ สหรัฐอเมริกา 4-1 และยืนยันการตกรอบของเจ้าภาพร่วมอย่างเป็นทางการ ประตูดังกล่าวมีเรื่องราวที่น่าจดจำในตัวเอง
หัวหอกรายนี้ลงสนามในฐานะตัวสำรอง อดทนรอจังหวะของตัวเอง ก่อนซัดด้วยเท้าขวาแบบเฉียงจากในกรอบเขตโทษในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+3 ส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่าย เป็นประตูที่ 93 ของเขาในนามทีมชาติเบลเยียม พร้อมก้าวขึ้นเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทัพ "ปีศาจแดงแห่งยุโรป"
แม้เขาจะไม่ใช่นักเตะที่โดดเด่นที่สุดของเกมนั้น ซึ่งบทบาทดังกล่าวตกเป็นของ ชาร์ลส์ เดอ เกเตลาเร่อ แต่ ลูกากู ก็ยังคงเป็นนักเตะที่มักก้าวขึ้นมาสร้างความแตกต่างในเกมใหญ่เสมอเมื่อทีมต้องการ และในรอบ 16 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก คุณค่าของช่วงเวลาเช่นนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
9. ออร์ยาน นีลันด์ - นายทวารผู้พานอร์เวย์ยืนหยัดในเกมกับบราซิล
หากจะจัดอันดับนักเตะยอดเยี่ยมประจำรอบ 16 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก 2026 อย่างยุติธรรม คงไม่อาจมองข้าม ออร์ยาน นีลันด์ ได้ ผู้รักษาประตูทีมชาตินอร์เวย์มีความสำคัญต่อชัยชนะเหนือ บราซิล ไม่แพ้ เออร์ลิง ฮาลันด์ เลย
นีลันด์เซฟจุดโทษของ บรูโน่ กีมาไรส์ ในครึ่งแรก ก่อนจะป้องกันจังหวะดวลเดี่ยวกับ เอ็นดริก ในครึ่งหลัง และช่วยรักษาสกอร์ 0-0 เอาไว้ตลอด 79 นาทีแรก ทั้งที่ บราซิล สร้างโอกาสลุ้นประตูได้อย่างต่อเนื่อง
หากปราศจากการเซฟของเขา ฮาลันด์ก็คงไม่มีโอกาสเป็นผู้ตัดสินเกมในช่วงเวลาสำคัญของการแข่งขัน และในเกมรอบน็อกเอาต์ของฟุตบอลโลก ผลงานของผู้รักษาประตูในระดับนี้ย่อมประเมินคุณค่าได้ยาก
8. มิเกล เมรีโน่ - ซ้ายพิฆาตดับฝันฟุตบอลโลก โรนัลโด้
มีประตูที่เปลี่ยนเส้นทางของทัวร์นาเมนต์ และก็มีประตูที่เปลี่ยนผ่านยุคสมัย ลูกยิงของ มิเกล เมรีโน่ ในเกมที่ สเปน พบ โปรตุเกส รอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026 จัดอยู่ในประเภทหลัง
กองกลางจาก อาร์เซน่อล ลงสนามในฐานะตัวสำรอง อดทนรอจังหวะของตัวเอง ก่อนที่นาที 90+1 จะได้รับบอลจาก เฟร์ราน ตอร์เรส ซึ่งเป็นตัวสำรองเช่นกัน ก่อนจะจบสกอร์ด้วยเท้าซ้ายผ่านมือ ดีโอโก้ คอสต้า ในช่วงเวลาที่เกมกำลังจะยืดเยื้อไปถึงการต่อเวลาพิเศษ
ประตูดังกล่าวเป็นการจบสกอร์ที่เฉียบคมและแม่นยำ ส่งผลให้โปรตุเกสตกรอบ พร้อมพาสเปนผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ อีกทั้งยังเป็นการปิดฉากฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้
7. อาชราฟ ฮาคิมี่ - แอสซิสต์, การเลี้ยงบอล และการครองเกมริมเส้นที่โมร็อกโกต้องการ
แม้ อาชราฟ ฮาคิมี่ จะไม่มีชื่อเป็นผู้ทำประตูในรอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่ผลงานของเขาในเกมที่ โมร็อกโก ถล่ม แคนาดา 3-0 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชัยชนะ
ฟูลแบ็กจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แอสซิสต์ให้ อัซเซดีน อูนาฮี ยิงประตูขึ้นนำ และยังเป็นผู้เล่นที่สร้างอันตรายจากพื้นที่ริมเส้นได้มากที่สุดตลอดทั้งเกม
ความเร็วในการลากเลื้อย ความสามารถในการประสานเกมในพื้นที่ด้านใน รวมถึงบทบาทที่โดดเด่นทั้งในเกมรุกและเกมรับ ทำให้เขาเป็นผู้เล่นที่ครบเครื่องที่สุดในตำแหน่งของตัวเองในฟุตบอลโลกครั้งนี้
ฮาคิมี่ ไม่ได้มีดีแค่เกมรุก แต่ยังช่วยจัดระเบียบเกม ป้องกันเกมรับ และเชื่อมต่อการเล่นของทีมได้อย่างยอดเยี่ยมด้วย
6. อัซเซดีน อูนาฮี - เหมาสองประตู พา โมร็อกโก ถล่ม แคนาดา 3-0
โมร็อกโก จัดการ แคนาดา ได้อย่างเด็ดขาดด้วยชัยชนะ 3-0 แบบไร้ข้อกังขา ครองเกมเหนือกว่าตั้งแต่ต้นจนจบ และหัวใจสำคัญของผลงานอันยอดเยี่ยมครั้งนี้คือ อัซเซดีน อูนาฮี
กองกลางทีมชาติโมร็อกโก ทำคนเดียวสองประตูในเกมนี้ โดยแสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางเทคนิคที่ทำให้เขาเป็นนักเตะที่รับมือได้ยาก ทั้งการสอดขึ้นมาจากแถวสอง การจบสกอร์ที่เฉียบคม และความแข็งแกร่งในการเล่นภายในกรอบเขตโทษ
ในวัย 25 ปี ฟุตบอลโลกครั้งนี้อาจกลายเป็นเวทีสำคัญที่ผลักดันให้เขาก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับแนวหน้าของวงการฟุตบอลยุโรปอย่างเต็มตัว และ อูนาฮี เป็นขุมกำลังสร้างสรรค์เกมรุกที่อันตรายที่สุดของทัพ "สิงโตแอตลาส" อย่างแท้จริง
5. คีลิยัน เอ็มบัปเป้ - จุดโทษนำฝรั่งปราบปารากวัยที่สุดหิน
ปารากวัย ทำให้ ฝรั่งเศส ต้องเจอกับเกมที่อึดอัดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยการจัดระเบียบเกมรับอย่างรัดกุม เปลี่ยนเกมสวนกลับได้รวดเร็ว และแทบไม่เปิดพื้นที่ให้คู่แข่งตลอด 90 นาที
แม้ทัพ "เลส์ เบลอส์" จะครองบอลได้เหนือกว่า แต่ก็ไม่สามารถเจาะแนวรับของปารากวัยได้ จนกระทั่งผู้ตัดสินชี้ให้เป็นลูกจุดโทษ โดย คีลิยัน เอ็มบัปเป้ จัดการสังหารอย่างเยือกเย็นตามสไตล์ของเขา ส่งให้ฝรั่งเศสเฉือนชนะ 1-0 พร้อมผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ
แม้นี่จะไม่ใช่ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของ เอ็มบัปเป้ ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ เพราะทีมสร้างโอกาสให้เขาได้แสดงศักยภาพไม่มากนัก แต่กลับเป็นประตูที่สำคัญที่สุดประตูหนึ่งของรอบ 16 ทีมสุดท้าย เนื่องจากหากลูกยิงนี้ไม่เกิดขึ้น เส้นทางของ "ตราไก่" อาจต้องยากลำบากกว่านี้อย่างมากหากต้องเล่นช่วงต่อเวลาพิเศษ
4. ชาร์ลส์ เดอ เกเตลาเร่อ - สองประตูดับ อเมริกา คาแผ่นดินเสรีภาพ
หากจะมีเกมที่ดูเหมือนถูกกำหนดมาให้ สหรัฐอเมริกา ในฐานะเจ้าภาพเป็นฝ่ายคุมสถานการณ์ นั่นก็คือการพบกับ เบลเยียม ที่เมืองซีแอตเทิ่ล แต่ ชาร์ลส์ เดอ เกเตลาเร่อ กลับเป็นคนทำลายบรรยากาศนั้นจนหมดสิ้น
สองประตูของเขาในเกมทุบ อเมริกา 4-1 จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำแมตช์ จากการเคลื่อนที่ในกรอบเขตโทษอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการประสานเกม และการปรากฏตัวในช่วงเวลาสำคัญ ซึ่งสร้างปัญหาให้แนวรับของทัพ "ลุงแซม" ได้ตลอด
ในวัย 25 ปี และลงเล่นให้ทีมชาติเบลเยียมเป็นนัดที่ 34 เดอ เกเตลาเร่อ มีชื่อบนสกอร์บอร์ดในศึกฟุตบอลโลกได้สำเร็จที่เมืองซีแอตเทิ่ล พร้อมนำ เบลเยียม ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ ไปพบกับ สเปน
3. จู๊ด เบลลิงแฮม - ฟอร์มสุดเด่นปราบ เม็กซิโก ที่เอสตาดิโอ อัซเตกา
หากจะมีเวทีใดที่เต็มไปด้วยความกดดันและความหมายเชิงสัญลักษณ์ ก็คงหนีไม่พ้น สนามเอสตาดิโอ อัซเตกา ซึ่ง เม็กซิโก ลงเล่นในฐานะเจ้าภาพ รอบ 16 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลกบนแผ่นดินตัวเอง แต่ จู๊ด เบลลิงแฮม กลับมองว่านั่นคือโอกาสที่เขาจะเฉิดฉาย
กองกลางจาก เรอัล มาดริด เหมาคนเดียวสองประตู ซึ่งล้วนเป็นการจบสกอร์คุณภาพสูง พา อังกฤษ เอาชนะ "จังโก้อันตราย" 3-2 ในเกมที่ยากที่สุดของทัวร์นาเมนต์สำหรับ "ทัพ "สิงโตคำราม" จนถึงเวลานั้น
เบลลิงแฮม ไม่ได้เป็นเพียงผู้ทำประตู แต่ยังเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดในสนาม เป็นคนที่เลือกสร้างความแตกต่างในช่วงเวลาสำคัญของเกมได้อย่างน่าทึ่ง
ในวัยเพียง 22 ปี การแสดงผลงานระดับนี้ในสนามที่สุดหิน ท่ามกลางแรงกดดันจากแฟนบอลเจ้าถิ่นกว่า 70,000 คน แถมทีมยังเหลือผู้เล่นน้อยกว่าในช่วงต้นครึ่งหลัง มันสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำและความนิ่งเกินวัยของเขา
2. ลิโอเนล เมสซี่ - 1 ประตู, 1 แอสซิสต์ พลิกนรกสุดเหลือเชื่อ
เมสซี่ อาจไม่ได้มีค่ำคืนที่ดีที่สุดของตัวเอง เขายิงจุดโทษพลาด เล่นไม่ออกตลอดชั่วโมงแรกของเกม และ อาร์เจนตินา ตกเป็นฝ่ายตามหลัง อียิปต์ 0-2 ในสถานการณ์ที่ทุกอย่างดูเหมือนกำลังนำไปสู่การพลิกล็อกครั้งใหญ่ที่สุดของรอบ 16 ทีมสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม ยอดแข้งอัจฉริยะ วัย 39 ปี สามารถเปลี่ยนเข้าสู่โหมดที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่ทำได้ ตั้งแต่การเปิดบอลที่แม่นยำให้ คริสเตียน โรเมโร่ โหม่งตีไข่แตก จากนั้นก็ซัดเต็มข้อล่อเต็มแข็งตีเสมอให้ทีม 2-2
หนึ่งแอสซิสต์และหนึ่งประตูในช่วง 15 นาทีสุดท้ายของเกมที่ อาร์เจนตินา แทบหมดสภาพ แม้ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ จะเป็นผู้ยิงประตูชัย 3-2 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ แต่คนที่จุดประกายการคัมแบ็กครั้งนี้ก็คือเมสซี่
1. เออร์ลิง ฮาลันด์ - จอมมารบูพิฆาตแซมบ้า
ผลงานของ เออร์ลิง ฮาลันด์ ในเกมพบ บราซิล ที่สนาม เมตไลฟ์ สเตเดี้ยม คือบทเรียนของการจบสกอร์อย่างเฉียบขาด
เกือบตลอดทั้งเกม นอร์เวย์ ต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากแชมป์โลก 5 สมัย โดย บรูโน่ กีมาไรส์ ยิงจุดโทษพลาดในครึ่งแรก ขณะที่ วินิซิอุส จูเนียร์ และ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ต่างสร้างโอกาสลุ้นประตูได้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เมื่อถึงช่วงเวลาที่ต้องตัดสินผลการแข่งขัน "จอมมารบู" ก็ปรากฏตัวขึ้น
นาทีที่ 79 ฮาลันด์โหม่งเต็มศีรษะพังประตูขึ้นนำ ก่อนจะซัดด้วยเท้าซ้ายอย่างสุดสวยในนาทีที่ 90 ปิดเกมอย่างเด็ดขาด ขณะที่จุดโทษของ เนย์มาร์ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บมาช้าเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขันได้
ผลงานของ ฮาลันด์ ไม่ได้เป็นเพียงฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดของรอบ 16 ทีมสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลก 2026 เท่านั้น แต่ยังนับเป็นหนึ่งในการแสดงผลงานเฉพาะตัวที่ยอดเยี่ยมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกลูกหนังยุคใหม่