โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

บุกทลาย ‘ม้ารับถอนเงิน’ เครือข่ายรัสเซีย กลางภูเก็ต

ไทยโพสต์

อัพเดต 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 0.19 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จังหวัดภูเก็ตสนธิกำลังตำรวจหลายหน่วย เปิดปฏิบัติการตรวจค้น 3 จุด ทลายเครือข่ายชาวรัสเซียทำหน้าที่ถอนเงินสดจากบัญชีม้าในคดีหลอกลวงออนไลน์ จับผู้ต้องหาตามหมายจับ 1 ราย คุมตัวผู้ต้องสงสัยอีก 1 ราย ยึดเงินสดรวมกว่า 5.4 ล้านบาท พร้อมเร่งขยายผลล่าผู้ร่วมขบวนการและตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อคืนเงินให้ผู้เสียหาย

8 กรกฎาคม 2569 - นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย พล.ต.ต.สินเลิศ สุขุม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ร่วมแถลงผลการบูรณาการกำลังระหว่างตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจท่องเที่ยว หลังเปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 3 จุดในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ทลายเครือข่ายชาวต่างชาติที่ทำหน้าที่ถอนเงินสดจากบัญชีม้าในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวรัสเซียได้ 1 ราย ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยอีก 1 ราย พร้อมตรวจยึดเงินสดรวมกว่า 5.44 ล้านบาท

พล.ต.ต.สินเลิศ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากตำรวจภูธรภาค 8 และตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ได้รับข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2569 พบกลุ่มชาวรัสเซียมีพฤติกรรมเดินสายถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มทั่วจังหวัดภูเก็ตในลักษณะผิดปกติ โดยใช้วิธีถอนเงินแบบไม่ใช้บัตรผ่าน QR Code ที่ได้รับจากผู้สั่งการ

จากการตรวจสอบพบว่า เงินที่ถูกถอนมีความเชื่อมโยงกับบัญชีม้าของคนไทย ซึ่งรับโอนเงินมาจากผู้เสียหายที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการหลอกลวงออนไลน์ หนึ่งในผู้เสียหายคือ บริษัท เคกรุ๊ป จำกัด ในกรุงเทพมหานคร โดยขบวนการดังกล่าวใช้วิธีถอนเงินสดเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่

ผลการตรวจค้น 3 จุด พบว่า จุดแรกในพื้นที่ สภ.วิชิต อำเภอเมือง สามารถจับกุม นายอีเลีย คูไตซอฟ อายุ 26 ปี สัญชาติรัสเซีย ตามหมายจับ พร้อมยึดเงินสด 638,700 บาท

จุดที่สอง ในพื้นที่ตำบลฉลอง อำเภอเมือง เจ้าหน้าที่ควบคุมตัว นายอีกอร์ สเตลมาค สัญชาติรัสเซีย ผู้ต้องสงสัย พร้อมตรวจยึดเงินสดสกุลบาทและดอลลาร์สหรัฐ รวมมูลค่าประมาณ 4,801,363 บาท โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดภูเก็ตได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรแล้ว และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอศาลออกหมายจับ

ส่วนจุดที่สาม ในพื้นที่ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง ไม่พบตัวผู้ต้องสงสัยซึ่งคาดว่ายังหลบซ่อนอยู่ในจังหวัดภูเก็ต เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งติดตามจับกุม

สรุปผลปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 1 ราย ควบคุมตัวบุคคลต่างด้าวดำเนินการตามกฎหมายคนเข้าเมือง 1 ราย ตรวจค้นเป้าหมายรวม 3 จุด และตรวจยึดเงินสดรวมประมาณ 5,440,063 บาท พร้อมของกลางอื่นที่อยู่ระหว่างตรวจสอบความเชื่อมโยงกับบัญชีม้าและคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในพื้นที่ต่าง ๆ

ด้าน พ.ต.อ.เอกลักษณ์ บุญแสงเจริญ ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า คดีนี้เริ่มจากการสืบสวนเส้นทางการเงินของบริษัท เคกรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นผู้เสียหายในกรุงเทพมหานคร ก่อนพบว่าเงินถูกโอนกระจายไปยังบัญชีม้าหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงจังหวัดภูเก็ต

จากการสืบสวนพบว่าขบวนการดังกล่าวแบ่งหน้าที่กันทำเป็นระบบ มีทั้งกลุ่มหลอกลวง กลุ่มสั่งการ บัญชีม้าชาวไทย และชาวต่างชาติที่ทำหน้าที่ถอนเงินสด โดยในคดีนี้พบผู้เกี่ยวข้องเป็นบัญชีม้าคนไทย 2 ราย ชาวรัสเซีย 1 ราย และผู้ต้องสงสัยชาวรัสเซียอีก 1 รายที่อยู่ระหว่างติดตามจับกุม

นอกจากนี้ ยังพบว่าชาวรัสเซียที่เกี่ยวข้องเดินทางเข้าประเทศด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว 1 ราย และวีซ่านักธุรกิจ 1 ราย ก่อนรับหน้าที่ถอนเงินสดจากบัญชีม้าคนไทยผ่านระบบ QR Code หน้าเครื่องเอทีเอ็ม แล้วส่งมอบเงินให้ผู้สั่งการในเครือข่าย

เจ้าหน้าที่ได้ประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อดำเนินการคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมขยายผลไปยังผู้สั่งการและผู้รับผลประโยชน์ในเครือข่าย

ขณะที่ นายโชตินรินทร์ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและกลุ่มต่างชาติที่มีอิทธิพล โดยจังหวัดภูเก็ตได้ขับเคลื่อน "ยุทธการ 90 วัน" ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม-30 กันยายน 2569 จนนำไปสู่การทลายเครือข่ายดังกล่าว พร้อมชื่นชมการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานที่สามารถสกัดกั้นขบวนการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่สงสัยว่าตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงออนไลน์ หรือพบเห็นบุคคลมีพฤติกรรมถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มผิดปกติ สามารถแจ้งความได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนศูนย์ AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อระงับความเสียหายและเร่งติดตามผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...