โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คิดถึงแสงทุกดวงที่ส่องทางให้แผ่นดินนี้ มีความคิดถึงบางอย่างที่ไม่ต้องการเหตุผลมารองรับ

The Better

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
โดย…นพ. กรณ์ ปองจิตธรรม

มันไม่ได้เรียกร้องให้ใครเศร้าตาม ไม่ได้รอวันสำคัญถึงจะโผล่มา และไม่ได้พยายามจะดึงอดีตกลับมาแทนที่ปัจจุบัน มันเป็นเพียงความรู้สึกเงียบ ๆ ที่จู่ ๆ ก็ตื้อขึ้นมาในอกในวันธรรมดา เวลาที่เรามองไปรอบตัวแล้วเผลอนึกถึงยุคหนึ่งที่เราเคยมีแสงให้เงยหน้ามองร่วมกัน

เราคิดถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

คิดถึงภาพที่เราจำได้ไม่มีวันลืม — พระเสโทที่หยดลงระหว่างทรงงานกลางแดด แผนที่ในพระหัตถ์ กล้องที่คล้องพระศอ ดินสอที่เหน็บอยู่ และพระองค์ที่ทรงนั่งลงกับพื้น ฟังเรื่องน้ำ เรื่องดิน เรื่องฝน เรื่องปากท้องของชาวบ้าน ในที่ที่ไม่มีใครอยากไป ในวันที่ไม่มีใครรู้ว่าพระองค์เหนื่อยเพียงใด

เราคิดถึงน้ำที่ไหลกลับมาถึงไร่นาเพราะฝายและเขื่อนที่พระองค์ทรงริเริ่ม คิดถึงฝนหลวงที่โปรยลงมาเหนือผืนดินที่เคยแตกระแหง คิดถึงกังหันน้ำชัยพัฒนาที่หมุนบำบัดน้ำเสียอย่างเงียบ ๆ คิดถึงโครงการแก้มลิงที่กันน้ำท่วมให้คนเมือง คิดถึงดินที่เคยเปรี้ยว เคยเค็ม เคยจืด ที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง คิดถึงป่าที่ถูกปลูกคืน คิดถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่สอนคนทั้งชาติให้ยืนบนขาตัวเองอย่างมีศักดิ์ศรี

แต่ยิ่งเรารู้มากขึ้น เรายิ่งพบว่าสิ่งที่เราเห็นเป็นเพียงเศษเสี้ยว เพราะใต้ภาพที่คุ้นตา ยังมีโครงการอีกหลายพันที่เราไม่เคยรู้ — โครงการที่ดูแลผู้ป่วย โครงการด้านสาธารณสุขในถิ่นทุรกันดาร การควบคุมโรคที่เคยคร่าชีวิตคนทั้งชุมชน หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ที่ไปถึงคนที่ไม่เคยมีหมอ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ การให้ทุนการศึกษาแก่เด็กที่ไม่มีใครมองเห็น และการวางระบบให้ข้าราชการ นักวิชาการ และชาวบ้านในพื้นที่ ได้ทำงานร่วมกันจริง

ทุกอย่างไหลต่อเนื่องกันมาเป็นสายธารเดียว ไม่มีประโยคเดียว ไม่มีภาพเดียว ที่ตัดขาดจากกัน เพราะทั้งหมดล้วนมาจากหัวใจดวงเดียวกัน หัวใจที่มองเห็นความทุกข์ของคนตัวเล็กในมุมไกลของประเทศ แล้วไม่ยอมเดินผ่านไปเฉย ๆ

และพระองค์ก็มิได้ทรงทำสิ่งเหล่านี้เพียงลำพัง

เราคิดถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเดินเคียงข้างพระองค์มาตลอดเส้นทาง

เราคิดถึงงานศิลปาชีพ ที่ทรงหยิบงานหัตถศิลป์ซึ่งเกือบถูกลืม มาคืนชีวิต คืนรายได้ และคืนศักดิ์ศรีให้มือของชาวบ้านทั่วแผ่นดิน ทรงทำให้แม่คนหนึ่งในหมู่บ้านห่างไกลมีอาชีพ มีความภูมิใจ และมีปากมีท้องที่อิ่มขึ้น ทรงทำให้ความงามของความเป็นไทยไม่ได้อยู่แค่ในพิพิธภัณฑ์ แต่อยู่ในเส้นไหม ในลายผ้า และในฝีมือของคนตัวเล็กที่พระองค์ไม่เคยมองข้าม

แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทันรู้ คือพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติที่ทรงทำมาอย่างเงียบ ๆ และยาวนาน จนได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า "พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ" ของแผ่นดินไทย

เราคิดถึงพระราชดำรัสที่ว่า "พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ" ในวันที่ในหลวงทรงสร้างอ่างเก็บน้ำ พระองค์ทรงเลือกที่จะสร้างป่า ทรงตั้งโครงการป่ารักน้ำ ทรงปลูกป่าคืนผืนดินที่เคยหัวโล้น ทรงสอนชาวบ้านให้ช่วยกันรักษาป่าและต้นน้ำ

เราคิดถึงเต่าทะเล สัตว์ที่ครั้งหนึ่งกำลังลดจำนวนลงอย่างน่าเป็นห่วง เพราะการเก็บไข่ การล่า และการเปลี่ยนแปลงของท้องทะเล พระองค์ทรงห่วงใยจนพระราชทานเกาะมันใน จังหวัดระยอง ซึ่งเดิมรัฐบาลถวายเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ ให้แก่กรมประมงเพื่อใช้เป็นสมบัติของแผ่นดิน และเป็นที่ตั้งโครงการอนุรักษ์และเพาะขยายพันธุ์เต่าทะเล เกาะแห่งนี้มีหาดทราย โขดหิน และทิวทัศน์งดงามเกินคำบรรยาย พระองค์จะทรงเก็บไว้เป็นเกาะส่วนพระองค์ก็ได้ จะทรงใช้เพื่อความสะดวกสบายหรือประโยชน์ส่วนพระองค์ก็ได้ แต่พระองค์กลับเลือกยกมันให้แก่ชีวิตที่ไม่มีเสียงเรียกร้องอะไรได้ด้วยตนเอง แต่สิ่งที่เริ่มต้นจากการปกป้องชีวิตของเต่าทะเล มิได้หยุดอยู่เพียงเต่าทะเล เกาะมันในค่อย ๆ เติบโตขึ้นเป็นพื้นที่ศึกษา เพาะขยายพันธุ์ และอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลที่กว้างออกไป ทั้งปะการัง หอยมือเสือ พะยูน และหญ้าทะเล รวมถึงการศึกษาระบบนิเวศชายฝั่งและท้องทะเลไทย

นี่คือสิ่งที่น่าตื้นตัน เพราะพระราชดำริที่เริ่มจากความห่วงใยต่อสัตว์ชนิดหนึ่ง ได้วางรากให้เกิดพื้นที่ ความรู้ บุคลากร และระบบการทำงาน ซึ่งต่อยอดไปสู่การปกป้องชีวิตอีกนับไม่ถ้วนในท้องทะเลไทย

และเราคิดถึงป่าชายเลน ที่พระองค์ทรงเรียนรู้จากในหลวงว่ามันคือบ้านอนุบาลของปลาตัวเล็กตัวน้อย จนกว่าจะโตแข็งแรงพอจะออกสู่ทะเล แล้วพระองค์ก็ทรงเที่ยวขอร้องชาวบ้านตามจังหวัดชายทะเลด้วยพระองค์เอง ว่าอย่าทำลายป่าชายเลนเลย ขอให้เก็บมันไว้เพื่อความยั่งยืนของแผ่นดินไทย

นี่คือผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้สถานะสูงที่สุดที่มี ไปโน้มพระองค์ลงขอร้องชาวบ้านให้ช่วยกันรักษาป่าและทะเล ด้วยความถ่อมตนที่หาได้ยากยิ่ง

เราคิดถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ผู้ทรงอุทิศพระองค์ให้กับความยุติธรรม ให้กับผู้ต้องขัง ให้กับสตรี และให้กับคนที่มักไม่มีใครได้ยินเสียง และเรายังคิดถึงงานของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย งานที่ไม่หยุดอยู่เพียงการส่งความช่วยเหลือไปถึงผู้ประสบภัยในวันที่น้ำท่วม บ้านพัง หรือชีวิตกำลังไร้ที่พึ่ง แต่ทอดยาวไปถึงการฟื้นฟูชุมชน การฟื้นฟูอาชีพ และการช่วยให้ผู้คนกลับมายืนบนขาของตนเองได้อีกครั้ง มูลนิธินี้จัดตั้งขึ้นตามพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และมีพระองค์ภาทรงเป็นองค์ประธานกรรมการ เป็นอีกภาพหนึ่งของการใช้สถานะและพลังที่มี เพื่อไปยืนข้างคนที่กำลังเผชิญวันที่หนักที่สุดของชีวิต

เมื่อมองรวมกับงานด้านผู้ต้องขัง สตรี เด็ก และความยุติธรรม ก็ยิ่งเห็นชัดว่า พระองค์ทรงเลือกมองไปยังคนที่สังคมมักมองข้ามเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคนหลังลูกกรง หรือคนที่ยืนอยู่กลางน้ำโดยไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเริ่มต้นใหม่อย่างไรพระองค์ทรงพิสูจน์ว่า การยืนอยู่ในที่สูง ไม่จำเป็นต้องอยู่ไกลจากคนที่อ่อนแอที่สุดในสังคม การที่พระองค์ทรงจากไปในวัยที่ยังมีพระภารกิจอีกมากมายรออยู่ ทิ้งความว่างเปล่าไว้ในใจคนจำนวนมากที่ยากจะเติมเต็ม

และในวันที่หัวใจของเรายังเหลือที่ว่างให้ความหวัง เราขอน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นภาพจำของความเรียบง่าย ความรู้ และความเพียร ที่ทรงงานหนักโดยไม่เคยเรียกร้องเสียงปรบมือ เสด็จฯ ไปโรงเรียน ไปพื้นที่ห่างไกล ไปหาคนที่ต้องการพระองค์ ในวัยที่คนทั่วไปเลือกพักได้นานแล้ว พระองค์ทรงทำให้เราเห็นกับตาว่า หน้าที่ไม่เคยสิ้นสุดเพราะความเหนื่อย และความดีงามไม่มีวันเกษียณตามอายุ

แล้วยังมีอีกหลายพระองค์ที่เราอาจเอ่ยพระนามได้ไม่ครบในที่นี้ พระบรมวงศานุวงศ์ผู้ทรงงานหนักอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบ ๆ ปิดทองหลังพระ โดยไม่มีกล้อง ไม่มีแสงไฟ และไม่มีใครจดจำได้ทุกพระองค์ แต่ผลของสิ่งที่ท่านทรงทำ ยังคงหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนอยู่จนวันนี้ ในที่ที่เราอาจไม่เคยรู้เลยว่ามือใครอยู่เบื้องหลัง

และก่อนจะมีแสงทั้งหมดนี้ ยังมีรากที่หลายคนอาจลืม เพราะความดีงามของในหลวงรัชกาลที่ 9 มิได้ผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่า มันหยั่งรากลึกมาจากพระชนกและพระชนนีของพระองค์เอง

เราคิดถึงสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก "พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย" เจ้าฟ้าผู้ทรงเลือกจะเป็นหมอ ทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดิน สร้างตึก จ้างอาจารย์ และส่งคนไทยไปเรียนแพทย์และพยาบาลในต่างประเทศ ทรงวางรากฐานให้การแพทย์ไทยทัดเทียมโลก แล้วพระองค์เองก็เสด็จไปเป็นแพทย์ประจำบ้าน รักษาคนไข้ทั่วไปด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่ ทรงงานหนักจนสิ้นพระชนม์ในวัยเพียง 37 ปีเศษ ทิ้งไว้เพียงประโยคที่หมอไทยทุกคนจำขึ้นใจ "ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง"

สำหรับผมซึ่งเป็นหมอคนหนึ่ง ประโยคนี้ไม่ใช่คำขวัญที่แขวนไว้บนผนัง แต่เป็นกระจกที่ต้องส่องตัวเองทุกวัน และทุกครั้งที่ส่อง ก็ได้แต่รู้สึกว่าตัวเองยังเป็นเพียงฝุ่นผงเล็ก ๆ ที่พยายามเดินตามรอยพระบาทของพระองค์อยู่ห่าง ๆ เท่านั้น

เราคิดถึงสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี “สมเด็จย่า” ผู้ที่ชาวไทยภูเขาพร้อมใจกันเรียกขานพระนามว่า “แม่ฟ้าหลวง” เพราะภาพที่พวกเขาเห็นจนคุ้นตา คือเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งที่เสด็จมาจากฟากฟ้า พร้อมอาหาร เครื่องใช้ เครื่องมือ และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อไปเยี่ยมเยียนและบรรเทาทุกข์ผู้คนในถิ่นทุรกันดาร

พระองค์ทรงก่อตั้งหน่วยแพทย์อาสา สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ พอ.สว. เพื่อส่งแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร และอาสาสมัคร เข้าไปหาผู้คนในพื้นที่ห่างไกล ที่ในเวลานั้นยังไม่มีโอกาสได้รับการดูแลรักษาเช่นเดียวกับผู้คนในชุมชนที่เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ง่ายกว่า“หมอกระเป๋าเขียว” จึงไม่ได้เป็นเพียงภาพจำของคนทำงานสาธารณสุขที่เดินทางลำบาก หากเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อเรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่ ว่าความเจ็บป่วยของคนที่อยู่ไกลที่สุด ก็ไม่ควรถูกปล่อยให้ไกลเกินกว่าความช่วยเหลือจะไปถึง

และนี่คือสิ่งที่ผมอยากให้เราหยุดคิดสักครู่ เมื่อปี 2530 สมเด็จย่าเสด็จดอยตุงเป็นครั้งแรก ทอดพระเนตรเห็นภูเขาหัวโล้น การปลูกฝิ่น และความยากจน แล้วทรงตัดสินพระทัยจะเปลี่ยนมันทั้งหมด ทรงเริ่มโครงการพัฒนาดอยตุงที่พลิกภูเขาหัวโล้นให้กลับมาเขียวและเลี้ยงตัวเองได้ ขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุ 87 พรรษา

ลองถามตัวเราเองอย่างซื่อสัตย์ ถ้าเราอายุ 87 เราจะยังมีแรงใจพอจะเริ่มสร้างป่าทั้งดอยเพื่อคนที่เราไม่รู้จักไหม คนส่วนใหญ่ในวัยนั้น แค่ลุกจากเตียงในแต่ละเช้าก็ยากแล้ว แต่พระองค์ทรงเลือกจะเริ่มสิ่งที่ใหญ่ที่สุดสิ่งหนึ่งในชีวิต ในวัยที่คนทั้งโลกถือว่าควรได้พักผ่อนนานแล้ว

เมื่อแสงหลายดวงค่อย ๆ ลาจากไป ความคิดถึงของเราจึงไม่ใช่เพียงความคิดถึงบุคคล แต่เป็นความคิดถึงต่อความดีงามที่เราเคยได้เห็นอย่างชัดเจน ความดีงามที่ทำให้เรารู้ว่า มนุษย์คนหนึ่งสามารถใช้ทั้งชีวิตเพื่อคนอื่นได้จริง ๆ โดยไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน

และความคิดถึงนี้ ไม่ได้ทำให้เราอ่อนแอลง มันทำให้เราอยากเป็นคนที่ดีขึ้น

เพราะการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณที่แท้จริง อาจไม่ใช่การเฝ้ารำลึกถึงอดีตด้วยน้ำตา แต่คือการรับเอาแก่นของความดีนั้นมาไว้ในชีวิตของเราเอง ความซื่อสัตย์ ความเพียร ความอ่อนน้อม และการไม่ทอดทิ้งคนที่อ่อนแอกว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเป็นเพียงความทรงจำที่งดงาม แต่ควรเป็นแนวทางที่เราเลือกเดินตามในทุกวันที่เรายังมีลมหายใจ

ในที่ทำงานของเรา ในบ้านของเรา ในวิชาชีพของเรา ในวิธีที่เราปฏิบัติต่อคนที่ไม่มีอำนาจต่อรองกับเรา และในเรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครเห็น — ตรงนั้นแหละคือที่ที่เราจะสานต่อแสงดวงนั้นได้

ชีวิตนี้ของเราอาจเล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับสิ่งที่พระองค์ท่านทุกพระองค์ได้ทรงทำ แต่ถ้าเราตั้งใจใช้ทุกลมหายใจ ทุกช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ทำความดีเท่าที่มือเล็ก ๆ ของเราจะทำได้ ในมุมเล็ก ๆ ที่เรายืนอยู่ — นั่นก็คือการเดินตามรอยพระยุคลบาทในแบบที่คนธรรมดาคนหนึ่งจะทำได้

แสงทุกดวงที่จากไป มิได้พาความดีงามไปด้วย เพราะความดีงามนั้นได้ฝากไว้ในใจของพวกเราแล้ว และตราบใดที่ยังมีคนจำได้ว่าแสงนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร และยังมีคนยอมจุดไฟดวงเล็ก ๆ ของตัวเองตามรอยนั้น แผ่นดินนี้ก็จะไม่มีวันมืดสนิท

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...