โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เมื่อ Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งสูงสุดในรอบปี นักลงทุนไทยปรับพอร์ต-ทำกำไรช่องทางไหนได้บ้าง?

Wealthy Thai

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 20 พ.ค. เวลา 02.42 น.

Bond Yieldอายุ 10ปี ของสหรัฐฯ พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 24 BPS แตะระดับ 4.63%ซึ่งนับเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบปี แน่นอนว่าการทะยานขึ้นของ Bond Yield ย่อมสร้างแรงกดดันโดยตรงต่อตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากต้นทุนทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนจะปรับตัวสูงขึ้น และกดดันให้มูลค่าหุ้น (Valuation) ถูกบีบให้แคบลง จนตลาดหุ้นหลายแห่งเริ่มส่งสัญญาณเข้าสู่ช่วงปรับฐาน
อย่างไรก็ตาม ในมุมของ Wealthy Thai ภาวะดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงแรงกดดันต่อตลาดหุ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยสามารถปรับพอร์ตเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสมมากกว่าเดิม
และสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเปลี่ยนแรงกดดันจาก Bond Yield ให้กลายเป็นโอกาสลงทุน นี่คือ 2 กลยุทธ์บริหารพอร์ตที่สามารถเริ่มต้นได้ทันที

กลยุทธ์ที่ 1 ช้อนซื้อบอนด์ระยะยาว ล็อกผลตอบแทนสูง

คำถามยอดฮิตตอนนี้ คือ ในเมื่อ Bond Yield พุ่งสูงขนาดนี้ นักลงทุนไทยจะเข้าไปซื้อเพื่อรับผลตอบแทนได้อย่างไร? ปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10ปี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 4.07% - 4.20% (และอายุ 30ปีพุ่งทะลุ 4.7%) ซึ่งสูงกว่าพันธบัตรออมทรัพย์ไทยที่ให้เฉลี่ยเพียง 2.49%อยู่เกือบเท่าตัว บนความน่าเชื่อถือระดับโลก (Credit Rating AA+) โดยมีช่องทางการลงทุนที่ง่ายที่สุด 2ช่องทาง ได้แก่

1.ลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศในไทย เป็นวิธีที่เริ่มต้นง่ายที่สุด ใช้เงินน้อย และมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลให้ เช่น กองทุน KKP ACT FIXED ที่บริหารพอร์ตแบบเชิงรุก หรือกองทุนรวมทั่วไปที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะกลาง-ยาว เช่น กองทุนกลุ่ม US Treasury เพื่อล็อกผลตอบแทนระดับสูงนี้ไว้ในระยะยาว และรอรับกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เมื่อดอกเบี้ยเริ่มกลับเป็นขาลงในอนาคต
2.ลงทุนตรงผ่าน ETF ในตลาดต่างประเทศ สำหรับผู้ที่มีพอร์ตหุ้นต่างประเทศอยู่แล้ว สามารถเลือกซื้อ ETF บอนด์เด่น ๆ ได้โดยตรงผ่านแอปพลิเคชันเทรดหุ้น เช่น TLT ที่เน้นพันธบัตรระยะยาว 20 ปี+ หรือ IEF ที่เน้นพันธบัตรระยะกลาง 7-10 ปี

กลยุทธ์ที่ 2 โยกเงินหนีหุ้นผันผวน ไปหลบภัยใน T-Bill

สำหรับนักลงทุนที่มองว่าตลาดหุ้นมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานรุนแรง และไม่อยากเอาเงินไปเสี่ยง กลยุทธ์การโยกเงินสดไปพักใน T-Bill คือคำตอบที่ดีที่สุดในเวลานี้

T-Bill คืออะไร?

Treasury Billหรือ T-Bill (ตั๋วเงินคลัง) คือ ตราสารหนี้ระยะสั้น อายุไม่เกิน 1ปี ที่ออกโดยรัฐบาลสหรัฐฯ จุดเด่นคือมีความเสี่ยงต่ำมากแทบเป็นศูนย์ และให้ผลตอบแทนล้อไปกับดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง การโยกเงินมาพักที่นี่จึงดีกว่าการถือเงินสดไว้เฉย ๆ เพื่อรอจังหวะช้อนซื้อหุ้นรอบใหม่

ทำไม T-Bill ถึงน่าสนใจในเวลานี้?

  • ความเสี่ยงต่ำ: เหตุผลที่ทำให้ T-Bill มีความเสี่ยงต่ำถึงขั้นอาจเรียกได้ว่าอยู่ในระดับต่ำที่สุดในโลก เนื่องจากเป็นตราสารหนี้ที่ค้ำประกันโดยรัฐบาลสหรัฐฯ จึงแทบไม่มีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ เหมาะเป็นหลุมหลบภัยชั้นดีในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน

  • ผลตอบแทนสูงล้อไปกับดอกเบี้ย Fed: เนื่องจาก T-Bill เป็นตราสารระยะสั้น ผลตอบแทนจึงวิ่งล้อไปกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed โดยตรง ซึ่งปัจจุบันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง (เกือบ 5%) ทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนที่สูงและแน่นอน โดยไม่ต้องแบกความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวนเหมือนบอนด์ระยะยาว

  • ทางเลือกที่ดีกว่าการถือเงินสด: ในภาวะที่เงินเฟ้อยังฝังตัวลึก การถือเงินสดไว้เฉย ๆ เพื่อรอช้อนซื้อหุ้นจะทำให้มูลค่าเงินลดลง การนำเงินมาพักใน T-Bill ช่วยสร้างผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ แถมยังมีสภาพคล่องสูง พร้อมดึงเงินกลับไปซื้อหุ้นได้ทันทีเมื่อตลาดตั้งฐานได้

ช่องทางลงทุน T-Bill

นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึง T-Bill ได้ง่าย ๆ ผ่านกองทุนรวมประเภทกลุ่มตราสารหนี้ระยะสั้นมาก (Short-Duration Fund) เช่น กองทุน TUSFIX หรือ SCBFST ซึ่งเน้นลงทุนในสินทรัพย์สภาพคล่องสูง ผันผวนต่ำ และรักษาเงินต้นได้เป็นอย่างดี

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

แม้ตราสารหนี้สหรัฐฯ จะมีความมั่นคงสูง แต่ขึ้นชื่อว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง นักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ก่อนตัดสินใจลงทุน

1.ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk): เนื่องจากเป็นการลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ อาจทำให้ผลตอบแทนในรูปเงินบาทลดลงหรือขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนได้ (นักลงทุนควรตรวจสอบว่ากองทุนรวมที่เลือกมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน หรือ Hedged มากน้อยแค่ไหน)
2.ความเสี่ยงจากราคาผันผวน (Price Risk / Interest Rate Risk): สำหรับการลงทุนในบอนด์ระยะยาว ราคาของบอนด์จะวิ่งสวนทางกับ Bond Yield หากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงพุ่งสูงต่อเนื่องและ Fed จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อ Yield จะพุ่งขึ้นอีก ซึ่งจะกดดันให้ราคาบอนด์ระยะยาวในพอร์ตลดลงชั่วคราว (แต่จะไม่มีผลกระทบหากถือจนครบกำหนดอายุ)
3.ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง: การลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศบางประเภท อาจมีเงื่อนไขระยะเวลาในการขายคืนหรือได้รับเงินคืนช้ากว่ากองทุน ตลาดเงินในประเทศ (เช่น T+3 ถึง T+5) นักลงทุนจึงควรจัดสรรเฉพาะเงินเย็นหรือเงินส่วนที่ต้องการพักไว้มาลงทุนเท่านั้น

ทุก ๆ การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ดังนั้นอย่าลืมนำปัจจัยเหล่านี้ไปพิจารณาและวางแผนให้เหมาะกับพอร์ตของตัวเอง เพื่อให้การหลบภัยไปพักเงินในครั้งนี้ปลอดภัยและสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...