โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อย่าต้มจนเปื่อย! แพทย์เตือน "3 ผักยอดฮิต" ยิ่งต้มนาน ยิ่งทำลายสารอาหารดิ่งฮวบ

sanook.com

เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • Sanook
ผัก 3 ชนิดไม่ควรต้มนาน หมอเตือน ยิ่งต้มจนเละ ยิ่งเสียสารอาหารจนแทบไม่เหลือประโยชน์

ผัก 3 ชนิดไม่ควรต้มนาน หมอเตือน ยิ่งต้มจนเละ ยิ่งเสียสารอาหารจนแทบไม่เหลือประโยชน์

สายรักสุขภาพที่ชอบทานผักต้ม ผักนึ่งจนนิ่มเหลว หรือชื่นชอบกะหล่ำปลีต้มเปื่อยในต้มจืดอาจต้องคิดใหม่

ล่าสุด ETtoday เผยแพร่คำแนะนำจาก พญ.ชิวเสี่ยวเฉิน สูตินรีแพทย์ชื่อดังจากไต้หวัน ที่ได้ออกมาเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมการปรุงอาหาร โดยเตือนว่ามี "ผัก 3 ชนิด" ที่หากนำไปต้มเป็นเวลานานจนนิ่มซลบ จะทำให้คุณค่าสารอาหารและเอนไซม์สำคัญละลายหายไปกับน้ำจนแทบไม่เหลือประโยชน์

เผย "ความร้อน + น้ำมัน" คือกุญแจสำคัญในการปลดล็อกสารอาหาร

พญ.ชิวเสี่ยวเฉิน อธิบายว่า สารอาหารในพืชผักหลายชนิดจะถูกล็อกเอาไว้ภายในผนังเซลล์ที่แข็งแรง เปรียบเสมือนอยู่ในตู้เซฟ ซึ่งการเคี้ยวและการย่อยของกระเพาะอาหารเพียงอย่างเดียวไม่สามารถดึงสารอาหารออกมาได้ทั้งหมด โดยมี "ความร้อน" เป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อก

ยกตัวอย่างเช่น มะเขือเทศ ที่อุดมไปด้วย "ไลโคปีน" สารต้านอนุมูลอิสระทรงพลัง ซึ่งเป็นสารอาหารประเภทละลายในไขมัน หากทานสดร่างกายจะดูดซึมได้น้อยมาก แต่ถ้าผ่านการปรุงสุกและหยดน้ำมันที่ดีลงไปเล็กน้อย จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมได้อย่างถล่มทลาย เช่นเดียวกับ แครอท และ ฟักทอง ที่มีเบต้าแคโรทีนสูง การปรุงสุกพร้อมไขมันจะช่วยให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีที่สุด

นอกจากนี้ การลวกผักตระกูลผักปวยเล้งยังช่วยลดปริมาณ "กรดออกซาลิก" ที่มักเข้าไปจับตัวกับแคลเซียมในลำไส้ ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น ส่วนกลุ่มเห็ดต่างๆ ที่มีผนังเซลล์หนาเป็นพิเศษ การปรุงให้สุกนอกจากจะช่วยให้ย่อยง่ายขึ้นแล้ว ยังทำให้รสชาติดีและร่างกายดึงสารอาหารไปใช้ได้ง่ายกว่าการทานสด

iStockphoto

เปิดโผ 3 ผักห้ามต้มนาน ยิ่งเปื่อยยิ่งไร้ค่า

ในทางกลับกัน พญ.ชิวเสี่ยวเฉิน ได้เน้นย้ำถึงกลุ่มผักที่อุดมไปด้วยวิตามินซีและกรดโฟลิก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ "กลัวความร้อนและละลายในน้ำได้ง่ายมาก" โดยได้เตือนถึงผัก 3 ชนิดที่ไม่ควรปรุงจนนิ่มเปื่อยเด็ดขาด:

  • 1. พริกหวาน / พริกหยวก: วิตามินซีในพริกหวานจะสลายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อโดนความร้อนสูงเป็นเวลานาน สารอาหารส่วนใหญ่จะหลุดลอยไปกับน้ำแกงจนหมด
  • 2. กะหล่ำปลี: เมนูยอดฮิตอย่างกะหล่ำปลีต้มเปื่อยหรือต้มจืดหมูสับที่เคี่ยวจนนิ่มซลบ แม้จะทานง่ายแต่คุณค่าทางโภชนาการดิ่งฮวบ แนะนำให้ปรุงแบบผ่านความร้อนเร็วๆ หรือผัดให้ยังคงความกรอบอยู่บ้าง
  • 3. บรอกโคลี: ผักตระกูลกากบาทชนิดนี้มีเอนไซม์สำคัญที่ชื่อว่า "ไมโรซิเนส" ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนสารในผักให้กลายเป็น "ซัลโฟราเฟน" สารต้านอนุมูลอิสระชะลอวัยและต้านมะเร็งอันโด่งดัง ทว่าเอนไซม์ตัวนี้ไวต่อความร้อนมาก วิธีปรุงที่ดีที่สุดคือการนึ่งเพียงระยะเวลาสั้นๆ ให้ผักยังมีสีเขียวสดและเนื้อกรอบแน่น เพื่อรักษาเอนไซม์นี้ไว้ให้ได้มากที่สุด

ข้อควรระวังสำหรับกลุ่มเปราะบางในการทานผักสด

พญ.ชิวเสี่ยวเฉิน ให้คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่มีระบบลำไส้แปรปรวนและอ่อนไหวง่าย แนะนำให้หลีกเลี่ยงการทานผักสดและหันมารับประทานผักปรุงสุกแทน เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากบนผิวของผักสดอาจมีเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าปนเปื้อนอยู่

ซึ่งการปรุงสุกเป็นวิธีฆ่าเชื้อโรคที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด หากต้องการทานสลัดผักสดจริงๆ จำเป็นต้องล้างทำความสะอาดใบผักทีละใบอย่างละเอียดถี่ถ้วน

แหล่งอ้างอิง

  • ETtoday
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...