หุ้นไทย ปิดลบ 0.69 จุด วอลุ่มเฉียดแสนล้าน เวียนเข้าซื้อกลุ่มท่องเที่ยว-ขนส่งสลับขายน้ำมัน-ปิโตรฯ
หุ้นไทย ปิดวันนี้ 15 มิ.ย. ที่ระดับ 1,591.72 จุด ลดลง 0.69 จุด มูลค่าซื้อขาย 91,848 ล้านบาท บรรยากาศเชิงบวกแต่เริ่มระมัดระวังหลังดัชนีขึ้นมาเร็ว เกิด Rotation เข้ากลุ่มท่องเที่ยว-ขนส่ง-วัสดุก่อสร้าง รับอานิสงส์ต้นทุนพลังงานลง จับตาประชุมเฟด และความคืบหน้าข้อตกลงสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันที่ 15 มิถุนายน ปิดที่ระดับ 1,591.72 จุด ลดลง 0.69 จุด (-0.04%) มูลค่าการซื้อขาย 91,848.20 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 335.52 ล้านบาท กองทุนซื้อสุทธิ 8,070.91 ล้านบาท
วันนี้มีการซื้อขายหลักทรัพย์บนกระดานใหญ่ (BIG LOT) 20 หลักทรัพย์ 29 รายการ พบ TTB มีมูลค่าสูงสุด 9,244.98 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 2.26 บาท
นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวขึ้นแรงช่วงต้นการซื้อขายตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค โดยช่วงเช้าขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเกือบ 1,610 จุด ก่อนเผชิญแรงขายทำกำไรหลังผ่านแนวต้านจิตวิทยา 1,600 จุด ทำให้ดัชนีลงมาแกว่งในแดนลบจนกระทั่งปิดเสมอตัว ด้วยมูลค่าซื้อขายทะลุ 9 หมื่นล้านบาทอีกครั้ง สะท้อนว่าบรรยากาศลงทุนโดยรวมยังเป็นบวก แต่ตลาดเริ่มระมัดระวังมากขึ้นหลังดัชนีปรับขึ้นมาค่อนข้างเร็ว
การซื้อขายวันนี้สะท้อนภาพ Rotation ค่อนข้างชัด โดยแรงซื้อหมุนเข้าสู่หุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานลดลง โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยว ขนส่ง โรงแรม โรงไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้าง เช่น AOT, MINT, THAI, AWC, BEM, BGRIM, GULF และ SCC ขณะที่หุ้นพลังงานต้นน้ำ น้ำมัน ปิโตรเคมี และหุ้นที่ปรับขึ้นมาก่อนหน้าถูกขายทำกำไร ได้แก่ PTT, PTTEP, PTTGC และ IVL รวมถึงหุ้น ICT และธนาคารบางตัว เช่น ADVANC, TRUE, KBANK และ BAY ส่งผลให้แรงบวกจากหุ้นกลุ่ม Local play ถูกหักล้างด้วยแรงขายในหุ้นที่เชื่อมโยงกับพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์
แนวโน้มวันพรุ่งนี้ (16 มิ.ย. 2569) คาดดัชนียังแกว่งผันผวนจากแรงปรับพอร์ตเพื่อรองรับทิศทางต้นทุนทางการเงินรอบใหม่อาจผ่านช่วงที่รุนแรงที่สุดไปแล้ว โดยแม้ธนาคารกลางหลายแห่งอยู่ในวัฏจักรขึ้นดอกเบี้ย แต่ตลาดเริ่มประเมินว่าการปรับขึ้นไม่น่าจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานทยอยคลี่คลายลง
ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลางมีแนวโน้มว่าได้ผ่านช่วงตึงเครียดสูงสุดไปแล้ว และราคาน้ำมันโลกไม่น่าจะกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ในระยะสั้น จึงมองว่าตลาดเริ่มส่งสัญญาณให้กลับมาเลือกลงทุนในหุ้นไทยตามรายกลุ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ แรงขายจากการลดความเสี่ยงและการล้างสถานะในสินทรัพย์ที่เคยปรับตัวลงรุนแรง ทั้งทองคำ สินทรัพย์ดิจิทัล น้ำมัน และตลาดพันธบัตร มีแนวโน้มผ่านช่วงพีคไปบางส่วน รวมถึงความกังวลเรื่องนักลงทุนขายสินทรัพย์เพื่อเตรียมเงินลงทุนใน IPO ขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ เริ่มถูกสะท้อนในราคาแล้ว ทำให้ประเมินว่า Downside ของตลาดหุ้นไทยจะเริ่มจำกัดบริเวณแนวรับ 1,550–1,538 จุด แม้บางวันอาจมีแรงขายในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ โดยปัจจัยพยุงมาจากมาตรการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในประเทศ การซื้อคืนเพื่อปิดสถานะ Short และความคาดหวังต่อกองทุนใหม่ที่จะเข้ามาสนับสนุนตลาดทุนไทย เช่น TISA
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ความคืบหน้าการบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน รวมถึงการประชุมของธนาคารกลางหลายแห่ง โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งตลาดจะให้น้ำหนักกับทั้งอัตราดอกเบี้ย ประมาณการเศรษฐกิจ และสัญญาณทิศทางนโยบายการเงินในช่วงครึ่งหลังของปี
ส่วนปัจจัยในประเทศ ติดตามการเสนอร่างงบประมาณปี 2570 เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ มีโอกาสช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อโครงการลงทุนภาครัฐและหุ้นที่เชื่อมโยงกับการลงทุนในประเทศ ประเมินกรอบแนวรับ 1,580 จุด และแนวต้าน 1,610 จุด
5 หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด
- DELTA มูลค่าการซื้อขาย 6,015.82 ล้านบาท ปิดที่ 361.00 บาท ลดลง 2.00 บาท
- GULF มูลค่าการซื้อขาย 5,367.55 ล้านบาท ปิดที่ 65.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท
- ADVANC มูลค่าการซื้อขาย 4,399.22 ล้านบาท ปิดที่ 360.00 บาท ลดลง 6.00 บาท
- PTT มูลค่าการซื้อขาย 3,781.67 ล้านบาท ปิดที่ 35.00 บาท ลดลง 1.00 บาท
- PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 3,666.88 ล้านบาท ปิดที่ 135.50 บาท ลดลง 7.00 บาท