โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ศุภณัฐ” ไม่หวั่นทัวร์คนรัก “ชัชชาติ”ลง ลั่นยอมไม่ได้ กทม.ฟอกขาวคดีทุจริตเครื่องออกกำลังกาย

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

“ศุภณัฐ” ไม่หวั่นทัวร์คนรัก “ชัชชาติ”ลง ลั่นยอมไม่ได้ กทม.ฟอกขาวคดีทุจริตเครื่องออกกำลังกาย ปรับแค่ 600 บาท สั่งสอบ 7 จาก 24 โครงการ ทำสาวไม่ถึงตัวการใหญ่

วันที่ 8 มิ.ย. 2569 นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ตามคาด “รอดยกแก๊ง” ทุจริตกทม. เครื่องออกกำลังกายแพง ลู่วิ่งแพง 750,000 - ปรับคนละ 600 บาท แล้วยุติเรื่อง เนื่องในวันครบรอบ 2 ปี ทุจริตเครื่องออกกำลังกายแพง (ลู่วิ่ง 750,000) ผมเลยขอประกาศ “ผลการสอบสวน” แบบชัด ๆ ของคกก.สอบสวนวินัยร้ายแรง ที่ผู้ว่ากทม.แต่งตั้งขึ้น ได้ทำการสอบสวนจนท.รวม 32 ราย และตัดสินว่า จนท. 20 ราย “ไม่มีความผิด” ส่วนอีก 12 ราย “ผิดไม่ร้ายแรง” สั่งปรับ 2% ของเงินเดือน (หรือแค่ 600 บาท/คน) แล้วปิดคดี

นายศุภณัฐ กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้ ตนคงยอมไม่ได้ เพราะทั้งที่ กทม.เสียหายเป็น ร้อยล้าน แต่คกก.ที่ผู้ว่าตั้งกลับสอบสวนแบบฟอกขาว โดยธงคือขอแค่มีคำว่า “ผิด” เอาไว้ตอบสื่อไว ๆ ว่า “ลงโทษแล้วนะ” แต่แท้จริง ๆ บทลงโทษคือ “ปรับแค่ 600 บาท” และยังทำงานต่อใน กทม. ซึ่งนี่ไม่ต่างอะไรกับการยืนยันว่า คดีนี้ “ไม่ได้โกง” แค่บังเอิญผิดพลาด จนซื้อของแพงกว่าราคาปกติ 5-10 เท่า และคนกรุงก็ต้องก้มหน้ารับสภาพ โดนปล้นเงินฟรี ๆ เป็นร้อยล้าน ทั้งที่เป็นคดีทุจริตที่ทุกคนเห็นคาตาว่า “โกง”

ไม่ว่าจะ “ล็อคสเปกสินค้า” “ล็อคคุณสมบัติ” “ล็อคผลงาน” “ปั้นราคากลางแพงเกินจริง” “โกงสืบราคาพวกเดียวกัน” ตลอดขบวนการมีแต่การ “โกง” แต่ในสายตาของ คกก.ที่ผู้ว่าแต่งตั้งมาสอบ การโกงตลอดขบวนการแบบชัดเจนขนาดนี้ กลับเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ ที่ “ผิดไม่ร้ายแรง”

นายศุภณัฐ กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้ ตนเคยเตือนเมื่อปีที่แล้ว ว่าจะรอดหมด แต่ กทม.ออกมาโต้ว่ายังสอบสวนอยู่ และสุดท้ายก็เกิดขึ้นจริง นี่คงเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับผมที่หลงเชื่อ กทม. และไม่คิดว่า กทม.จะกล้าตบหน้าคนกรุงเทพฯ เสมือนว่า ต่อให้รู้ว่าโกง แล้วจะทำไม สำหรับตน การสอบสวนของ คกก.เป็นการสอบที่น่าเกลียดที่สุด เพราะคดีอื่นอย่างพวก ยืมนาฬิกาเพื่อน, ซุกหุ้นศักดิ์สยาม, โกงเช่ารถขยะ EV, หรือ เขากระโกง คดีพวกนี้ยังมีความซับซ้อนในการทุจริตมากกว่าคดีเครื่องออกกำลังกายหลายเท่า

การสอบของ กทม. ไม่ใช่แค่เสมือนเป็นการ “ล้มคดี” แต่คือการดูถูกคนกรุงเทพฯ และเป็นการสร้างมาตรฐานให้หน่วยงานอื่นไปลอกเลียนแบบตาม ถ้าขนาด กทม.ที่สร้างภาพว่าสะอาด โปร่งใส ยังถือว่า การกระทำเหล่านี้ไม่ผิด ต่อไปก็จะมีหน่วยงานอื่น ๆ ไปลอกวิธีการโกงของ กทม.ไปใช้ทั่วประเทศ และประเทศจะเสียหายขนาดไหน? รายละเอียดการสอบสวน สรุปง่าย ๆ คือ คกก.ที่ผู้ว่าแต่งตั้ง ใช้ดุลพินิจโดยแยกการสอบออกเป็น 2 เรื่อง คือเรื่องราคาของแพงหรือถูก และ เรื่องสเปกว่ากีดกันไม่กีดกัน

1.เรื่องราคา ทาง คกก.ตรวจสอบ เครื่องออกกำลังกายที่ซื้อแพงหรือถูก โดยการส่งหนังสือไปถามยังบริษัทขายเครื่องออกกำลังกาย 7 บริษัท ให้ช่วยจัดทำใบเสนอราคาให้ โดยส่วนใหญ่ กทม.ไปถามคือบริษัทฟิตเนส อาทิ Fitness First, We Fitness (ซึ่งไม่ได้ขายเครื่องออกกำลังกาย และเขาก็ไม่มีทางใช้ เครื่องยี่ห้อกับที่กทม.ล็อคสเปกจัดซื้อมาอยู่แล้ว เพราะคือ OEM ที่ไม่มีขายในท้องตลาด)

และที่หนักกว่าคือ แทนที่ คกก.จะถามบริษัทที่ขายเครื่องออกกำลังกายเจ้าอื่น ๆ ในตลาด รวมถึงเอกชนที่เคยทำเรื่องร้องเรียนต่อกทม.ว่า TOR ของกทม.ทุจริต ล็อคสเปก แต่คกก.ของกทม.(แกล้งโง่) ไปถาม คือบริษัทที่ชนะประมูลขายลู่วิ่งล็อคสเปกแพง ๆ ให้กทม. (ทั้งที่บริษัทเหล่านี้ควรเข้าข่ายต้องสงสัยว่า สมรู้ร่วมคิดทุจริตเสนอราคา แต่กทม.กลับยังจะไปถามราคา) และก็เป็นไปตามคาด ทุกบริษัท ไม่มีบริษัทไหน เสนอราคากลับมาให้กทม.

เมื่อไม่มีบริษัทไหนตอบ คกก.สอบสวนของกทม.ก็เลยสร้างบทขึงขังปลอม ๆ ขึ้นมา โดยไปลงพื้นที่แวะร้านขายลู่วิ่งสัก 2 ร้าน ให้พอเป็นพิธี เข้าไปถามเขาว่ามีเครื่องออกกำลังกายแบบในสเปกที่ กทม.จัดซื้อหรือไม่ ซึ่งพอทั้ง 2 ร้านไม่มีสเปกแบบที่กทม.จัดซื้อ คกก.ก็เลยสรุปว่า ในเมื่อไม่เจอลู่วิ่งแบบที่ตัวเองจัดซื้อ ก็ถือว่า ไม่อาจสรุปข้อเท็จจริงได้ว่า ราคาที่กทม.ซื้อนั้นแพงหรือถูก และก็เลยสรุปว่า งั้นถือว่า “ผิดไม่ร้ายแรง” ตัดเงินเดือนแค่ 2% คนละ 600 บาท แล้วกัน

2.เรื่องการล็อคสเปก คกก.ไม่ได้ให้รายละเอียดการสอบมากนัก แค่สรุปว่า ตัวจนท.คกก.ที่จัดทำคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ (สเปก) และ ราคากลาง (TOR) ได้เขียน TOR กีดกัน แต่สำหรับคกก.ถือว่า “ผิดไม่ร้ายแรง” เลยปรับจนท.ที่เขียนเงินเดือนแค่ 2% แล้วยุติเรื่อง

และที่ร้ายแรงที่สุดคือ ผู้ว่าชัชชาติ “รับทราบ” และ “เห็นชอบ” กับรายงานผลการสอบสวน โดยไม่ได้สั่งสอบใหม่แต่อย่างใด ซึ่งไม่รู้ว่า ผู้ว่าอาจจะคิดว่า คกก.สอบสวนดีแล้วหรือไม่ ถึงเห็นชอบรายงาน แต่สำหรับผม คกก.ตกหล่นหลายเรื่องมาก และเป็นการฟอกขาวให้จนท.ทุจริตแบบสุด ๆ (ผมมีสรุปผลสอบ “ตีลับ” สื่อมาขออ่านได้ แต่ กทม.ตีลับไม่ให้ผมโพสต์)

สรุปฟอกขาว 5 ประเด็น

ทั้งนี้ การสอบของคกก.มีเรื่องที่ตกหล่น และเป็นการฟอกขาว ที่ตนเห็นแย้ง 5 ประเด็น

1.เรื่องจงใจ ล็อคสเปกสินค้า โดยเขียนสเปกแบบเจาะจง ที่มีแค่ยี่ห้อเดียวเท่านั้น ซึ่งคกก.มองว่า ไม่ร้ายแรงและปรับเงินเดือนแค่ 2% (600 บาท) แต่ผมขอโต้แย้งว่า จากที่ คกก.ลงพื้นที่และหาก็เครื่องออกกำลังกายแบบสเปกที่ กทม.ซื้อไม่เจอ นี่ย่อมชัดเจนแล้วว่า เครื่องที่ซื้อมันล็อคสเปก ซึ่งตาม พ.ร.บ.จัดซื้อ คดีมันร้ายแรงมาก ซึ่งคกก.ควรตั้งคำถามไปยังจนท.ว่า เอาสเปกพวกนี้มาจากไหน และมียี่ห้อไหนที่ผ่านสเปกแบบนี้ หรือให้เอกชนเขียนสเปกให้กันแน่?

2. เรื่องจงใจ จัดทำราคากลางที่แพงเกินจริง ซึ่งการที่ คกก.ไปถาม 6 บริษัท และลงพื้นที่ 2 ร้านค้า แล้วไม่ได้คำตอบเลยสรุปไม่ได้ว่าแพงหรือไม่ แต่ก็ปรับ 600 บาท ทั้งที่สิ่งที่คกก.ควรพิจารณาว่า จนท.มีเหตุผลอะไรที่ ไม่ใช้ราคากลางเดิม เพราะแต่ก่อน สมัยผู้ว่าอัศวิน ปี 63-64 กทม.เคยซื้อลู่วิ่ง 250,000 บาท (แม้จะแพงแต่ก็ไม่แพงเท่าครั้งนี้) แต่พอมาสมัยผู้ว่าชัชชาติ ปี 66 กลับแก้ราคากลางเป็น 750,000 บาท โดยที่บางอันแทบจะเป็นสเปกไม่ต่างจากเดิม ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง

ชี้คณะกรรมการละเลยไม่ตรวจสอบ

3.เรื่องจงใจสืบราคากับบริษัทเจ้าเดิม ๆ บางรายเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ คกก.ได้ละเลยไม่ตรวจสอบ แต่ถ้าดูในรายละเอียดเราจะพบว่า จนท.มีการสืบราคากับเอกชนเจ้าเดิมตลอด และบางรายไม่เคยมีประวัติการซื้อขายเครื่องออกกำลังกายกับกทม.มาก่อน แต่เพิ่งจดทะเบียนเปิดบริษัทมาใหม่ แต่จนท.กทม.กลับตรัสรู้ได้เองว่า เขาขายเครื่องออกกำลังกายแล้วไปขอสืบราคาจากเขา (ซึ่งใคร ๆ ก็รู้ว่านี่คือพฤติกรรมฮั้วการสืบราคา ระหว่างจนท.กับเอกชน)

4.เรื่องการจงใจเขียน TOR ล็อคคุณสมบัติ กีดกันไม่ให้คนอื่นเข้าเสนอราคาได้ โดยระบุว่าต้องมีหนังสือรับรองว่า ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ผลิตหรือจากตัวแทนจำหน่ายในไทยให้มีสิทธิขายเท่านั้น

นายศุภณัฐ กล่าวด้วยว่า ว่าทาง คกก.สอบสวนละเลยไม่ได้พูดถึง ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่เพราะการเขียนแบบนี้เท่ากับล็อคให้เฉพาะตัวแทน/ผู้ผลิต สามารถเท่านั้น ที่สามารถล็อคมงได้ว่า จะออกหนังสือแต่งตั้งใครมีสิทธิขายของให้กทม.และการแข่งขันจะเกิดได้อย่างไร? ซึ่งต่อให้ เอกชนเจ้าอื่นไปนำเข้าสินค้าเหมือนกันมาจากต่างประเทศเพื่อจะขายให้กทม.ในราคาถูกก็ทำไม่ได้ เพราะกทม.ล็อคว่าต้องมีหนังสือรับรอง

5.เรื่องจงใจเขียน TOR ล็อคผลงาน ผู้เสนอราคา โดยเขียนผลงานให้เข้ากับบริษัทพวกตัวเอง และเพื่อกีดกันไม่ให้บริษัทอื่นเข้าเสนอราคาได้ ซึ่งเรื่องนี้ คกก.ไม่ได้ลงรายละเอียด แต่มันชัดเจนว่า TOR ที่เขียน กำหนดผลงานที่สูงเกินจริง ต้องเคยซื้อขายกันมาก่อน 2-3 สัญญา ซึ่งแม้แต่โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่หลายพันล้าน ยังไม่เคยเขียนอะไรแบบนี้ แต่คกก.กลับไม่ได้เจาะจงเรื่องนี้เช่นกัน สั่งตรวจแค่ 7 โครงการ จาก 24 โครงการ แต่ไม่ยอมตรวจอีก 17 โครงการที่ทุจริต

ทั้งนี้ ตนได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าฯ เมื่อวันที่ 14/3/68 ว่าขอให้ตรวจสอบอีก 17 โครงการที่เหลือ ซึ่งจนถึงวันที่ผู้ว่าฯลาออก ทางผู้ว่าฯไม่เคยชี้แจงตอบกลับหนังสือฉบับนี้ว่าจะตั้ง คกก.สอบหรือไม่ เพราะถ้าผู้ว่ายอมให้มีการตรวจสอบ ทั้ง 24 โครงการ เราจะเห็นแพตเทิร์นการโกงที่ทำมาเป็นขบวนการมากกว่าเดิม และผลการสอบจะไม่ออกมาฟอกขาวจนท.แบบนี้

นายศุภณัฐ ยืนยันว่าที่ออกมาโพสต์เพราะต้องการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แต่กลับโดนทัวร์คนรักผู้ว่าฯ ที่มองข้ามเรื่องทุจริต สนใจแค่ผู้ว่าแล้วมาถล่มผม (ทั้งที่หลักฐานชัดทุกอย่าง) ดังนั้นตนขอรับทัวร์นั้น แต่ไม่ยอมให้คนกรุงเทพถูกโกงเงินเป็นร้อยล้านฟรี ๆ โดยไม่ทำอะไร

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ศุภณัฐ” ไม่หวั่นทัวร์คนรัก “ชัชชาติ”ลง ลั่นยอมไม่ได้ กทม.ฟอกขาวคดีทุจริตเครื่องออกกำลังกาย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...