โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

OECD ชี้รัฐหนุน R&D ภาคธุรกิจใกล้ทำนิวไฮ มาตรการภาษีขึ้นแท่นเครื่องมือหลัก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เปิดเผยฐานข้อมูล R&D Tax Incentives Database ฉบับล่าสุด ระบุว่า การสนับสนุนของภาครัฐต่อการวิจัยและพัฒนา หรือR&D ของภาคธุรกิจ กำลังขยับเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังหลายประเทศเดินหน้าใช้มาตรการลดหย่อนภาษีเป็นเครื่องมือหลักมากขึ้น

ข้อมูลระบุว่า มาตรการจูงใจทางภาษีปัจจุบันคิดเป็น 60% ของการสนับสนุนจากภาครัฐต่อ R&D ภาคธุรกิจในกลุ่ม OECD เพิ่มขึ้นจาก 28% ในปี 2547 หรือมากกว่าสองเท่าภายในระยะเวลา 20 ปี

ขณะที่มูลค่าการลดหย่อนภาษี R&D เพิ่มขึ้นเป็น 0.16% ของ GDP ในปี 2567 จาก 0.05% ของ GDP ในปี 2547 ส่วนการให้เงินสนับสนุนโดยตรงแก่ R&D ภาคธุรกิจยังอยู่ที่ 0.10% ของ GDP

ภาษีแซงเงินอุดหนุน เครื่องมือใหม่ดันนวัตกรรม

OECD ระบุว่า ฐานข้อมูลชุดใหม่นี้ครอบคลุม 56 ประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจสำคัญในเอเชียหลายแห่งเป็นครั้งแรก โดยสะท้อนต้นทุนทางการคลังของมาตรการจูงใจภาษี เมื่อนำไปรวมกับเงินสนับสนุนโดยตรงจากภาครัฐ จะช่วยให้เห็นภาพรวมการสนับสนุน R&D ภาคธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมเงินกู้หรือมาตรการสนับสนุนทางอ้อมรูปแบบอื่น ซึ่งประเมินมูลค่าได้ยาก

เมื่อเทียบกับงบประมาณภาครัฐด้าน R&D ในภาพรวม หรือ GBARD พบว่า สัดส่วนการสนับสนุนผ่านมาตรการภาษีเพิ่มจาก 6% ในปี 2547 เป็น 18% ในปี 2567 และเติบโตเร็วกว่างบประมาณ R&D ที่จัดสรรไปยังภาคส่วนอื่น

แนวโน้มนี้สะท้อนว่า หลายประเทศกำลังเปลี่ยนบทบาทของรัฐ จากการให้เงินอุดหนุนโดยตรง ไปสู่การใช้มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นให้เอกชนลงทุน R&D ด้วยตัวเองมากขึ้น

โปรตุเกส-ไอซ์แลนด์-ฝรั่งเศส หนุน R&D สูงสุด

OECD ระบุว่า ปัจจุบันประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศสมาชิก OECD ใช้มาตรการจูงใจทางภาษีเป็นช่องทางหลักในการสนับสนุน R&D ภาคธุรกิจ มากกว่าการให้เงินทุนโดยตรง

ประเทศที่มีระดับการลดหย่อนภาษี R&D สูงสุดเมื่อเทียบกับ GDP ได้แก่ โปรตุเกส 0.42% ไอซ์แลนด์ 0.28% สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส 0.27% เท่ากัน และจีน 0.24%

หากรวมทั้งมาตรการภาษีและการสนับสนุนโดยตรง ประเทศที่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ R&D ภาคธุรกิจสูงสุด ได้แก่ โปรตุเกส 0.52% ของ GDP ไอซ์แลนด์ 0.44% และฝรั่งเศส 0.42%

มาตรการเหล่านี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายอุตสาหกรรมในภาพรวม โดยใน 20 ประเทศที่อยู่ในฐานข้อมูล Quantifying Industrial Strategies หรือ QuiS ของ OECD พบว่า การสนับสนุน R&D ภาคธุรกิจคิดเป็นเฉลี่ย 17% ของมาตรการสนับสนุนนโยบายอุตสาหกรรมทั้งหมด

เฉพาะมาตรการจูงใจภาษี R&D คิดเป็น 9% ของการสนับสนุนดังกล่าว แต่บางประเทศมีสัดส่วนสูงกว่ามาก เช่น แคนาดา ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ มากกว่า 18% ขณะที่อิสราเอลสูงถึง 31%

SME ได้แต้มต่อมากกว่าบริษัทใหญ่

ในปี 2568 ประเทศ OECD จำนวน 34 จาก 38 ประเทศ มีมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่าย R&D ครอบคลุมทั้งผู้ประกอบการ SME และบริษัทขนาดใหญ่ โดยมีเพียงคอสตาริกา อิสราเอล ลัตเวีย และลักเซมเบิร์ก ที่ยังไม่มีมาตรการดังกล่าว

OECD ประเมินว่า ในปี 2568 ประเทศที่ให้สิทธิประโยชน์แก่ SME ที่มีกำไรมากที่สุด ได้แก่ ไอซ์แลนด์ โปรตุเกส และโปแลนด์ ส่วนบริษัทขนาดใหญ่ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดในโปรตุเกส โปแลนด์ และฝรั่งเศส

ภาพรวมของ OECD พบ 2 แนวโน้มสำคัญ คือ บริษัท R&D ขนาดเล็กมักได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่าบริษัทใหญ่ และบริษัทที่มีกำไรมักได้ประโยชน์มากกว่าบริษัทที่ขาดทุน เนื่องจากมาตรการภาษีบางประเภทไม่สามารถขอคืนเป็นเงินสดได้

โดย SME ที่มีกำไรคาดว่าจะได้รับอัตราเงินอุดหนุนทางภาษีเฉลี่ย 19% เทียบกับ 16% สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ ส่วนกรณีบริษัทขาดทุน อัตราดังกล่าวลดลงเหลือ 17% สำหรับ SME และ 13% สำหรับบริษัทใหญ่

เอเชียเร่งใช้ภาษีดึง R&D

OECD ระบุว่า แรงส่งของมาตรการภาษี R&D ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในยุโรปหรือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น แต่ยังเห็นชัดในหลายเศรษฐกิจเอเชีย เช่น จีน ฮ่องกง และเวียดนาม

ฮ่องกงเริ่มใช้มาตรการจูงใจภาษี R&D ในปี 2561 ขณะที่เวียดนามเริ่มใช้ในปี 2568 ส่วนจีนเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีเป็นลำดับ จาก 50% เป็น 75% ในปี 2562 และเพิ่มเป็น 100% ในปี 2566

สำหรับเอเชีย จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง มีระดับการสนับสนุนใกล้เคียงค่าเฉลี่ย OECD ไม่ว่าจะพิจารณาตามขนาดบริษัทหรือสถานะกำไร

ข้อมูลชุดนี้สะท้อนว่า มาตรการภาษี R&D กำลังกลายเป็น “เครื่องมือแข่งขันเชิงนโยบาย” ของรัฐบาลทั่วโลก เพื่อดึงการลงทุนเอกชนเข้าสู่นวัตกรรม เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมากขึ้น ขณะที่ประเทศที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน อาจต้องพิจารณาทั้งเงินสนับสนุนโดยตรงและสิทธิประโยชน์ทางภาษีควบคู่กันไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...