โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ครูเด็ก 11 ปี ยืนยันเป็นออทิสติกจริง ตั้งข้อสังเกต เด็กอาจเรียนรู้จากโทรศัพท์

ข่าวช่องวัน 31

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทีมข่าวสำนักข่าววันนิวส์ ลงพื้นที่พูดคุยกับ นางดอกอ้อ รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแก้ง 2 อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นอดีตครูประจำชั้นของเด็กชายอายุ 11 ปี ผู้ก่อเหตุขับรถกระบะพุ่งชนขบวนพระธุดงค์ โดยทันทีที่กล่าวถึงลูกศิษย์ ครูดอกอ้อถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เพราะติดตามดูแลเด็กมาตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 4-5 ปี

ครูดอกอ้อ เปิดเผยว่า เด็กชายเข้ามาเรียนที่โรงเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาล 2 และอยู่ในความดูแลของโรงเรียนเป็นเวลาเกือบ 2 ปี โดยพบว่าเป็นเด็กออทิสติกที่มีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กทั่วไปอย่างชัดเจน ไม่สามารถเรียนรู้ผ่านการสอนตามปกติ ไม่พูด ไม่สบตา ไม่โต้ตอบ และแทบไม่รับรู้เวลาครูพูดด้วย

ครูดอกอ้อ เล่าว่า ตลอดเวลาที่เด็กอยู่โรงเรียน ครูทุกคนช่วยกันดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเด็กไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แม้แต่การรับประทานอาหารหรือการขับถ่ายก็ยังต้องมีครูคอยดูแล เนื่องจากเด็กไม่สามารถควบคุมตนเองได้ และมักถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระทันทีเมื่อปวด โดยไม่สามารถบอกหรือรอเข้าห้องน้ำได้

นอกจากนี้ เด็กยังมีพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง หากไม่มีคนดูแลก็จะวิ่งออกจากโรงเรียนหรือเดินออกไปตามถนน ทำให้ครูอนุบาลต้องผลัดกันเดินตามดูแลตลอดทั้งวัน กระทั่งเมื่อจบอนุบาล 3 โรงเรียนเห็นว่าเด็กควรได้รับการศึกษาที่เหมาะสมกับภาวะของตนเอง จึงแนะนำให้ครอบครัวพาไปเรียนที่ศูนย์การศึกษาพิเศษ พร้อมขอให้แม่ลาออกจากงานกลับมาดูแลลูกอย่างใกล้ชิด

ครูดอกอ้อ บอกว่า แม้เด็กจะเรียนรู้จากการสอนแทบไม่ได้เลย แต่มีสิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือ เด็กให้ความสนใจกับโทรศัพท์มือถือเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการเปิดดูคลิปและเพลงในโทรศัพท์ ซึ่งเป็นกิจกรรมเพียงไม่กี่อย่างที่ทำให้เด็กยอมนั่งนิ่งและตั้งใจดู ต่างจากเวลาครูพยายามสอนให้พูด อ่าน เขียน หรือทำกิจกรรมอื่น ที่เด็กแทบไม่ให้ความสนใจ

จากประสบการณ์ที่ดูแลเด็กมา ครูดอกอ้อ จึงตั้งข้อสังเกตว่า หากเด็กสามารถเรียนรู้การขับรถได้จริง อาจไม่ได้เกิดจากการที่ผู้ใหญ่สอนโดยตรง แต่เป็นไปได้หรือไม่ว่า เด็กอาจเรียนรู้จากการดูคลิปหรือสื่อในโทรศัพท์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กให้ความสนใจมากที่สุด เพราะตลอดเวลาที่อยู่โรงเรียน เด็กแทบไม่เรียนรู้จากการพูดหรือการสอนของครูเลย แต่กลับจดจ่อกับสิ่งที่เห็นในหน้าจอโทรศัพท์ได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ครูย้ำว่า นี่เป็นเพียงข้อสังเกตจากประสบการณ์การดูแลเด็ก ไม่ใช่ข้อสรุปของเหตุการณ์

เมื่อทราบข่าวว่าเด็กชายเป็นผู้ขับรถจนเกิดเหตุ ครูดอกอ้อ เล่าว่า ขณะกำลังเดินทางไปงานศพ ได้รับโทรศัพท์จากบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่แจ้งว่า เด็กชายซึ่งเป็นอดีตลูกศิษย์ ขับรถชนขบวนพระธุดงค์ ตอนนั้นถึงกับต้องจอดรถกลางทาง เพราะรับข่าวที่เกิดขึ้นไม่ได้ รู้สึกตกใจ เสียใจ และสงสารเด็กกับครอบครัวอย่างมาก

ครูดอกอ้อ พูดทั้งน้ำตาว่า ตลอดเวลาที่ดูแลเด็กมา ไม่เชื่อว่าคุณตา คุณยาย หรือแม่ จะเป็นผู้สอนให้เด็กขับรถ เพราะครอบครัวพยายามดูแลเด็กตามกำลังความสามารถมาตลอด แม้ฐานะจะยากจนและต้องดิ้นรนทำมาหากิน แต่ก็ไม่เคยทอดทิ้งลูกหลาน พร้อมยืนยันว่า ครอบครัวเองก็คงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้

พร้อมกันนี้ ยังรู้สึกสะเทือนใจต่อครอบครัวของพระภิกษุที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ เพราะต่างก็เป็นผู้สูญเสียเช่นเดียวกัน โดยยอมรับว่า ในฐานะครูที่เคยดูแลเด็กคนหนึ่งมาตลอด เมื่อเห็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคม ก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวด เพราะเข้าใจสภาพของเด็กเป็นอย่างดี และอยากให้ทุกฝ่ายรอข้อเท็จจริงจากการสอบสวน พร้อมมองเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วยความเข้าใจต่อทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ

ขณะที่ความคืบหน้าทางคดี ขณะนี้พนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับผู้ใด เนื่องจากอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการสอบปากคำพยานแวดล้อมและบุคคลใกล้ชิด เพื่อตรวจสอบว่าเด็กชายอายุ 11 ปี เคยมีพฤติกรรมขับรถมาก่อนหรือไม่ และมีผู้ใดเคยสอนหรือปล่อยให้เด็กฝึกขับรถหรือไม่

ส่วนเด็กชายอายุ 11 ปี ยังคงอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. ตามกระบวนการคุ้มครองเด็ก ขณะที่ตำรวจยืนยันว่าจะรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทุกด้านอย่างรอบคอบ ก่อนพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...