โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“True” มั่นใจกำไรมาแน่ หลังควบดีแทค 18 เดือน หุ้นพุ่ง 38.4%

อีจัน

อัพเดต 29 ต.ค. 2567 เวลา 20.30 น. • เผยแพร่ 29 ต.ค. 2567 เวลา 11.16 น. • อีจัน

วันนี้ (29 ต.ค.67) นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สำหรับแผนธุรกิจคาดว่าจะมีกำไรสุทธิแน่นอน เนื่องจากการควบรวมเครือข่ายของทรูและดีแทค หรือการควบรวมเสาสัญญาณเครือข่ายในการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัย

โดยได้ดำเนินการไปแล้วมากกว่า 10,800 สถานีจากทั้งหมด 17,000 สถานี คาดว่าแผนดังกล่าวจะดำเนินการแล้วเสร็จในไตรมาส 3/68

“จากการตั้งเป้าว่าบริษัทจะมีกำไรในปีนี้ แต่ถ้ามองกำไรหลังจากการปรับปรุงและผลกระทบ ทำให้กำไรติดลบอยู่ แต่พิจารณาแผนดำเนินงานแล้ว ทำให้ในปีหน้าเชื่อว่าจะมีกำไรกลับมาได้“นายนกุลกล่าว

นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

นายนกุลกล่าวว่า ขณะเดียวกัน เรื่องของคลื่นความถี่ 5G คลื่น 850MHz และ 2300MHz ของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (เอ็นที) ซึ่งกำลังจะหมดอายุในปี 68 ซึ่งทรูอาจจะไม่ได้ต่ออายุบางตัว ทำให้ทรูลดภาระค่าใช้จ่ายที่อาจจะมีกับเอ็นที

รวมถึงนโยบายการลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ส่งผลให้บริษัทได้รับประโยชน์ไปด้วยเมื่อธนาคารต่างๆมีการลดดอกเบี้ยตามนโยบาย

ขณะเดียวกัน วงเงินกู้ซึ่งเชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Syndicated Loan) เป็นเงินเยนจากญี่ปุ่น ยังส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินกู้ถูกลงประมาณ 0.7-0.8%

“เดือนนี้เป็นเดือนที่ 18 ของการควบรวม ทรู-ดีแทค ซึ่ง 1 ปีที่ผ่านมาหนี้สินของบริษัทลดลง 1.2 เท่า ปัจจุบันอยู่ที่ 4.4 เท่า”นายนกุลกล่าว

นายนกุลกล่าวว่า นอกจากนี้ ผลประกอบการณ์ไตรมาส 3/67 ทรู คอร์ปอเรชั่นบันทึกผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (one-time costs) จากการด้อยค่าสินทรัพย์ที่มีความซ้ำซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัย จำนวน 3,917 ล้านบาท

ส่งผลให้มีขาดทุนสุทธิหลังหักภาษี 810 ล้านบาท เมื่อปรับปรุงรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว กำไรสุทธิหลังหักภาษีอยู่ที่ 3,107 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้น 709 ล้านบาท จากไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการปรับตัวดีขึ้นของ EBITDA อยู่ที่ 24,981 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.5% จากไตรมาสก่อน

สำหรับค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) อยู่ที่ 9,919 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นที่การดำเนินการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัย

นายนกุลกล่าวว่า ผลประกอบการเรื่องของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีการประเมิน โดยหุ้นของ TRUE ปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ หากนับจากต้นปี 2567 พบว่าราคาหุ้น TRUE ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 135% ขณะที่ SET เพิ่มขึ้น 2.6%

ขณะเดียวกัน นับตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.66 ที่ควบรวมกับดีแทค ราคาหุ้นเปิดอยู่ที่ 8.6 บาท เมื่อนับรวม 18 เดือน ราคาปัจจุบัน ณ วันที่ 28 ต.ค.67 ราคาปิดที่ 11.90 บาท ถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้น 38.4%

ราคานี้จะไปต่อหรือไม่นั้น ปกติจะมีการวิเคราะห์หุ้นที่มีการออกรีพอร์ต ล่าสุดจากผลการดำเนินงานไตรมาส 3/67 หากพิจารณาค่ามัธยฐาน (Median TP) อยู่ที่ 13.90 บาท สะท้อนว่ามีโอกาสในการเติบโตขึ้นในแง่ของราคา อย่างไรก็ตาม ราคาอาจปรับไปเรื่อยๆ ได้อีก

อีกทั้งสัดส่วนการลงทุนใน Thai NVDR หรือการลงทุนในหุ้นของทรู โดยหลักๆ แล้วจะเป็นนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งวันที่ 3 มี.ค.66 สัดส่วนนักลงทุนต่างชาติใน Thai NVDR อยู่ที่ 58.41% ปัจจุบันณ วันที่ 28 ต.ค.67 สัดส่วนอยู่ที่ 61.61%

“สะท้อนว่านักลงทุนมีความสนใจและเชื่อมั่น ทั้งของนักลงทุนไทยและต่างชาติในแง่ของทิศทางการดำเนินงาน และผลประกอบการของบริษัท”นายนกุลกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...