โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'การปลดปล่อยจิตสำนึกประวัติศาสตร์ชาติจากรัฐ' (3)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 02 ต.ค. 2567 เวลา 02.44 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2567 เวลา 02.44 น.

การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ

‘การปลดปล่อยจิตสำนึกประวัติศาสตร์ชาติจากรัฐ’ (3)

2. บทแย้ง (anti-thesis) : วิพากษ์ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมในฐานะสัจนิยมทางประวัติศาสตร์

ข้อมูลระยะใกล้นี้ของการเมืองวัฒนธรรมไทยตั้งแต่คำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564 ในคดีที่เรียกกันทั่วไปว่า “การปฏิรูปฯ = การล้มล้างฯ” (https://dl.parliament.go.th/backoffice/viewer2300/web/viewer.php)

ไปจนถึงข้อค้นพบของการวิจัยว่าด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องในละครโทรทัศน์อิงประวัติศาสตร์ของไทย 22 เรื่อง 31 เวอร์ชั่นในรอบ 31 ปีจากปี 2531-2562 (https://so05.tci-thaijo.org/index.php/commartsreviewsiamu/article/view/258749/174086?fbclid=IwY2xjawEvgtlleHRuA2FlbQIxMAABHXJyV3PqYkdZmUD-NcTTLRSJ5u3fWKvPz2uHsb2Y-Ex-JOBirrra1M39QA_aem_WbmxhRUnFEs_xXwvLUtU2g)

ปรากฏบทบาทเด่นของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมอย่างประจักษ์ชัด

จึงในขณะที่อิทธิพลโดยตรงของแนวคิดสัจนิยมประวัติศาสตร์ (historical realism) จากลีโอโปลด์ ฟอน รังเคอ มาถึงบิดาและพงศาวลีแห่งประวัติศาสตร์ไทยยังเป็นเรื่องที่ต้องรอการสืบสาวค้นคว้าวิจัยให้ชัดเจนต่อไปนั้น

ทีทรรศน์ท่วงทำนองที่แสดงออกอย่างกว้างขวางจากบนถึงล่าง จากชนชั้นนำถึงมหาชน จากแวดวงตุลาการ ถึงการละคร จากเอกสารราชการถึงวัฒนธรรมป๊อป บ่งชี้ว่าประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมมีสถานะที่ได้การยอมรับให้ เป็นทั้งภาวะจริงและความรู้ทางภาววิสัยของ “อดีตอย่างที่มันเป็น” แห่งรัฐชาติไทยใน [กรอบสัจนิยมทางประวัติศาสตร์] โดยไม่ผิดเพี้ยน

นั่นคือเป็นภาวะจริงภาวะเดียวและความรู้ทางภาววิสัยองค์ความรู้เดียวแห่งประวัติศาสตร์รัฐชาติไทย เหมือนดังที่คำว่าเอกลักษณ์ไทย (Thai uniqueness) อาจแปลโดยอิงตามศัพท์บัญญัติราชบัณฑิตยสภาได้ว่า “ความเป็นไทยได้อย่างเดียว” นั่นแล (https://coined-word.orst.go.th/)

เหล่านี้จึงเป็นเหตุผลหลักฐานให้พอตีความประมวลสรุปสืบต่อจากข้อค้นพบอันเป็นฐานคิดของศาสตราจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ในงาน Siam Mapped (1994) และ “ประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยม” (2544/2001) ได้ว่า ผลของประวัติศาสตร์นิพนธ์แห่งชาติในกรอบ [สัจนิยมทางประวัติศาสตร์] คือ :

– เป็นการล็อกจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ของชาติไว้กับรัฐ

– ในฐานะประวัติศาสตร์นิพนธ์ราชาชาตินิยมของรัฐสัมบูรณาญาสิทธิ์

– ธำรงคงอยู่แม้เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แล้วก็ตาม

– โดยคลี่คลายขยายตัวและถูกผลิตซ้ำในมือรัฐราชการ-เผด็จการทหารอาญาสิทธิ์ภายใต้พระราชอำนาจนำ

ทั้งนี้ ด้วยการเฝ้าระวังและป้องปรามประวัติศาสตร์ทางเลือกนอกกรอบนอกพล็อตอย่างเข้มข้นเปิดเผยดังที่ นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้กล่าวปกป้องการที่ศาลรัฐธรรมนูญหยิบยกอ้างอิงประวัติศาสตร์ฉบับราชาชาตินิยมไว้ในคำพิพากษาที่ 19/2564 ข้างต้นและโจมตีข้อเสนอในงาน Siam Mapped ของธงชัยโดยไม่เอ่ยชื่อในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2021 ว่า :

“กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ยกประวัติการปกครองการเมืองในอดีต สืบเนื่องอำนาจปกครองพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ ในการเกิดขึ้นการสร้างบ้านสร้างเมืองสร้างชาติ ไม่ได้สร้างแผนที่แล้วเป็นชาติบ้านเมือง อันนั้นจินตนาการ แต่ประวัติการสร้างชาติทุกประเภทมาจากรากฐานประเพณีอันดีงาม มีคติฐานชอบธรรมหลายรูปแบบ เช่น ของไทยจะพูดถึงปิตุลา เป็นการปกครองแบบพ่อปกครองลูก มีการพูดถึงคติแบบแผนประเพณีการปกครองธรรมราชา สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการของใครคนหนึ่งคนใด แต่เป็นความเหมาะสมและความอุตสาหะของผู้ปกครองในอดีต ไม่ว่าบูรพมหากษัตริย์ทุกพระองค์ จนเราได้มีบ้านเมืองอยู่อาศัยร่มเย็นเป็นสุข”

(https://www.voicetv.co.th/read/UQ4lQDUEx?fbclid=IwAR1Bq-lPNVSi9FYuyhQmUg0NeUGx5c6v2eV9AnYL7Lpe9uSoVi4RgjDXb-M)

อันที่จริงกล่าวได้ว่าเงื่อนไขทางแนวคิดที่ทำให้การปลดปล่อยจิตสำนึกประวัติศาสตร์ชาติจากรัฐและข้ามพ้น [กรอบสัจนิยมทางประวัติศาสตร์] ออกมาได้ เริ่มตั้งแต่งานสำคัญเกี่ยวกับชาตินิยมของศาสตราจารย์เบ็น แอนเดอร์สัน เรื่อง Imagined Communities : Reflections on the Origin and Spread of Nationalism (1983) แล้ว โดยนัยสำคัญทางการเมืองและประวัติศาสตร์ของงานชิ้นนี้อยู่ตรงด้วยการรื้อคิดว่า “ชาติ” คือชุมชนในจินตนากรรม อันเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรม ครูเบ็น แอนเดอร์สัน ได้ :

– ทำให้เป็นไปได้ที่จะแยกชาติ/รัฐออกจากกันในทางความคิด-จินตนากรรม-การเมือง ชาติไม่ถูกกำกับจำกัด ผูกขาดโดยรัฐถ่ายเดียวอีกต่อไป

– ทำให้เป็นไปได้ที่จะคิดถึงชาติกับประวัติศาสตร์ชาติเป็นพหูพจน์ มีได้หลายเวอร์ชั่น แทนที่จะเป็นเอกพจน์หนึ่งเดียวตลอดไป

โดยเกี่ยวเนื่องกัน ผลงานของนักประวัติศาสตร์นิพนธ์ นักปรัชญาและนักวรรณกรรมวิจารณ์ที่ส่งผลเปิดปล่อยจิตสำนึกประวัติศาสตร์ชาติจากรัฐสืบต่อกันที่สำคัญได้แก่ :

– Hayden White (1928-2018) ศาสตราจารย์ชาวอเมริกันด้านด้านอภิประวัติศาสตร์, เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จิตสำนึก

– Arthur C. Danto (1924-2013) ศาสตราจารย์ปรัชญาชาวอเมริกัน และ

– Louis Mink (1921-1983) ศาสตราจารย์ปรัชญาประวัติศาสตร์ชาวอเมริกัน

ผมใคร่ขอสังเขปแนวคิดของทั้งสามท่านข้างต้นและยกตัวอย่างงานประวัติศาสตร์ไทยระยะใกล้ประกอบดังต่อไปนี้ :-

Hayden White (ตามไท ดิลกวิทยรัตน์, “ทฤษฎีการเขียนประวัติศาสตร์ของเฮย์เดน ไวต์”, วารสารประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์, 6 : 1 (129-166), 2562)

– นักประวัติศาสตร์ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ที่เผยพบและแสดงข้อเท็จจริง ประหนึ่งพาหะเป็นกลาง

– หากเป็นนักเล่าเรื่อง ประวัติศาสตร์ถูกตั้งคำถามท้าทายวิพากษ์ทบทวนทุกครั้งที่ปัจจุบันพยายามดิ้นรนปลดปล่อยตนเองจากอดีตที่ถูกให้ความหมายไว้แน่นอนแบบหนึ่ง นักสร้างความหมายเข้าร่วมอย่างเอาการเอางานในการให้ความหมายต่างๆ แก่เหตุการณ์หนึ่งๆ

– การเขียนประวัติศาสตร์มีโครงสร้างต่างๆ และผลประโยชน์ต่างๆ เข้าไปผสมในตัวนักประวัติศาสตร์ผู้เล่าเรื่องตีความ

– ฉะนั้น ย่อมมีหลายเรื่องเล่าได้ต่อเหตุการณ์เดียว

จังหวะสำคัญที่เหตุการณ์เดียวเริ่มจะถูกเล่าออกมาหลายๆ เรื่อง (แทนที่จะมีแค่เรื่องเดียว) หรือพูดอีกนัยหนึ่ง จังหวะสำคัญที่ประวัติศาสตร์ทางการถูกตั้งคำถามท้าทายวิพากษ์ทบทวนใหม่นั้น ได้แก่ ทุกครั้งที่ปัจจุบันพยายามดิ้นรนปลดปล่อยตนเองจากอดีตที่ถูกให้ความหมายไว้แน่นอนแบบหนึ่งและความหมายที่ว่าผูกมัดล่ามตรึงไม่ให้ปัจจุบันเคลื่อนไหว

ข้อสังเกตและปรากฏการณ์ทำนองนี้มีให้เห็นผ่านงานวิชาการหลายชิ้นโดยเฉพาะในระยะใกล้ เช่น

– นิธิ เอียวศรีวงศ์, “สงครามแย่งชิงอดีต”, 2560. (https://prachatai.com/journal/2017/05/71487)

– “14 ตุลา : ประจักษ์ ก้องกีรติ มองการเกิดใหม่ของ ‘คณะราษฎร’ กับภารกิจคืนศักดิ์ศรีให้เสื้อแดง คืนความจริงให้ 6 ตุลา”, 2563. (https://www.bbc.com/thai/thailand-54496738)

– ธงชัย วินิจจะกูล, “ประวัติศาสตร์ยุทธนา 2475” (https://www.youtube.com/watch?v=KktyTyX3IW0)

– Panarat Anamwathana, “Generational Divides in Understanding Thailand’s History Grow amid Political Polarization”, 2024. (https://www.iseas.edu.sg/articles-commentaries/trends-in-southeast-asia/generational-divides-in-understanding-thailands-history-grow-amid-political-polarization-by-panarat-anamwathana/)

หรือดังที่ผมเขียนสะท้อนไว้ในบทกลอน “ไทยไหนไทยแท้จริง?” อันเป็นปฏิกิริยาตอบต่อข้อสังเกตของอาจารย์ระพี สาคริก เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2557 หลังรัฐประหารของ คสช. หนึ่งเดือนที่ว่า “คนที่นิยมต่างประเทศ อยากเป็นแบบต่างประเทศ ไม่มองตัวเอง… ไม่กลั่นกรองเอาสาระ อาจเป็นการทำลายวัฒนธรรมและรากฐานวัฒนธรรมไทย” ว่า :

ไทยปรีดีอภิวัฒน์จัดรัฐใหม่ ไทยมโนฯ ต้านไว้ให้ถอยหลัง

ไทยพิบูลฯ แหวกไทยแปลกใหม่จัง ไทยกุหลาบเหนี่ยวรั้งอำนาจนิยม

ไทยสฤษดิ์ปฏิวัติพัฒนา ไทยจิตรลุกทายท้าการขี่ข่ม

ไทยถนอมรัฐประหารมะกันชม ไทยเสกสรรค์เรียกระดมสิบสี่ตุลาฯ

ประวัติไทยมีไทยหลายไทยอยู่ ไทยใคร่รู้ไทยไหนไทยยิ่งกว่า

เราชาวไทยต้องเป็นไทยไม่สร่างซา แต่ปัญหาไทยไหนไทยแท้จริง?

ต่อทุกคำเรียกร้องให้ “เป็นไทยได้อย่างเดียว” พอเราเอามือควานย้อนกลับเข้าไปในประวัติศาสตร์ ก็จะพบความเป็นไทยหลายอย่างที่เป็นพหูพจน์และประชันขันแข่งขัดแย้งกันเสมอ แล้วไทยไหนไทยแท้จริงเล่า?

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘การปลดปล่อยจิตสำนึกประวัติศาสตร์ชาติจากรัฐ’ (3)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...