โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

รถเบรกแตกหยุดไม่อยู่ต้องทำอย่างไรถึงจะปลอดภัย ไม่เกิดอุบัติเหตุ

สยามคาร์ - Siamcar

เผยแพร่ 02 ต.ค. 2567 เวลา 05.53 น. • ทีมข่าวสยามคาร์
รถเบรกแตกหยุดไม่อยู่ต้องทำอย่างไรถึงจะปลอดภัย ไม่เกิดอุบัติเหตุ

รถเบรกแตกหยุดไม่อยู่ต้องทำอย่างไรถึงจะปลอดภัย ไม่เกิดอุบัติเหตุ

รถเบรกไม่อยู่ทำอย่างไรได้บ้าง?

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าความผิดปกติของระบบเบรกจนทำให้เบรกไม่อยู่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก เว้นแต่กรณีละเลยการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม จนทำให้ระบบเบรกเสื่อมสภาพ หรือการติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งอย่างฝาครอบเบรกเพื่อเลียนแบบคาลิเปอร์เบรกราคาแพง จนทำให้เกิดความร้อนสะสมสูงกระทั่งระบบเบรกไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะหยุดรถได้ทัน

รถเบรกแตก เกิดจากสาเหตุใด

1.น้ำมันเบรกเสื่อมสภาพ
น้ำมันเบรกเสื่อมสภาพเป็นสาเหตุแรกที่ทำให้รถเบรกแตก เพราะอาจส่งผลให้ลูกยางในกระบอกปั๊มล้อที่ทำหน้าที่ป้องกันน้ำมันรั่วเสื่อมสภาพตามไปด้วย และจะทำให้น้ำมันเบรกเกิดการรั่วซึมออกมาเรื่อยๆ ซึ่งผู้ใช้รถสามารถตรวจสอบด้วยตนเองได้ง่ายๆ คือการถอดล้อ และนำจานเบรกออกมาเปิดดูยางกันฝุ่นที่ครอบตัวกระบอกปั๊มเอาไว้ ว่ามีน้ำมันเบรกรั่วออกมาหรือไม่ หากมีก็ให้ทำการเปลี่ยนทันที

2.สายอ่อน หรือท่อทางเดินน้ำมันเบรกรั่ว
อาการนี้สามารถสังเกตได้ง่ายๆ คือ ให้ดูที่สายว่ามีคราบหรือรอยซึมของน้ำมันเบรกไหลออกมาหรือไม่

3.แรงดันของน้ำมันเบรกมาไม่เต็มระบบ
อาการนี้เกิดขึ้นจากการที่มีอากาศอยู่ในระบบน้ำมันเบรก ซึ่งอาจเกิดจากการที่ไล่อากาศหรือไล่ลมออกไปไม่หมด เมื่อทำการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องใหม่ จึงส่งผลให้แรงดันน้ำมันเบรกไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่

4.น้ำมันเบรกหมดหรือเหลือน้อย
หากเกิดเหตุน้ำมันเบรกหมดหรือเหลือน้อย จะส่งผลให้เบรกใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ นั่นก็คือ เบรกไม่ค่อยอยู่ หรือเบรกจมลึกกว่าปกติ ให้ทำการตรวจเช็กและรีบเติมน้ำมันเบรกให้ถึงระดับที่กำหนดเพื่อความปลอดภัย

5.น้ำมันเบรกชื้น
ขณะที่เหยียบเบรก เบรกจะมีความร้อนและเกิดการเสียดสีขึ้น หากน้ำมันเบรกมีความชื้นผสมอยู่ น้ำมันจะระเหยกลายเป็นไอทำให้ลูกสูบไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ จนส่งผลให้รถเบรกแตกหรือไม่เบรกไม่อยู่นั่นเอง

6.สายเบรกขาด
ในกรณีนี้อาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลย ซึ่งก่อนออกรถทุกครั้งควรทำการตรวจเช็กเสมอ ด้วยการดูใต้ท้องรถว่ามีน้ำมันรั่วหรือไม่ และก่อนที่จะออกรถให้ทดสอบด้วยการเหยียบเบรกดูว่าเบรกอยู่หรือไม่

7.ผ้าเบรก
หากผ้าเบรกหมดหรือผ้าเบรกไหม้ ก็มีโอกาสที่จะทำให้รถเบรกไม่อยู่หรือรถเกิดเบรกแตกได้

หากรถเกิดอาการเบรกไม่อยู่ขึ้นมาจริงๆ ยังพอมีวิธีที่ช่วยหยุดรถได้อย่างทันท่วงที ดังต่อไปนี้

1. เหยียบเบรกย้ำๆ - ปัญหารถเบรกไม่อยู่อาจเกิดได้จากการมีอากาศอยู่ในระบบเบรก การเหยียบเบรกซ้ำๆ จะช่วยไล่อากาศออกไป ทำให้ระบบเบรกกลับมาทำงานดังเดิม แต่ทางที่ดีควรรีบนำรถเข้ารับการซ่อมแซมระบบเบรกเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำ

2. ลดเกียร์ต่ำ - การลดเกียร์ลงต่ำทำได้ทั้งรถเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ โดยรถเกียร์ธรรมดาให้เข้าเกียร์ 2 หรือ 1 แล้วปล่อยคลัตช์ จะทำให้ความเร็วลดลงอย่างรวดเร็ว (อาจมีอาการเข้าเกียร์ยากหากรถวิ่งด้วยความเร็วสูง) จากนั้นใช้เบรกมือเข้าช่วยเมื่อรถใกล้หยุด

ส่วนเกียร์อัตโนมัติให้ผลักคันเกียร์มาที่ตำแหน่ง 2 หรือ 1 หรือ L หากเป็นเกียร์ระบบบวกลบ (+ / -) ให้ผลักคันเกียร์ไปที่ตำแหน่งลบ (-) เรื่อยๆ จนกว่ารถจะชะลอตัว (เหตุที่ต้องคอยผลักเกียร์ลงเรื่อยๆ เพราะหากรถใช้ความเร็วสูง กล่องอีซียูมักไม่ยอมลดตำแหน่งเกียร์ลงให้หากใช้ความเร็วสูงเกินกำหนดของแต่ละตำแหน่งเกียร์) จากนั้นเมื่อรถใกล้หยุดให้ใช้เบรกมือเข้าช่วย

3. ดึงเบรกมือ - การหยุดรถด้วยการดึงเบรกมือถือเป็นเรื่องอันตราย เพราะอาจทำให้ล้อหลังล็อกตายจนเกิดอาการเสียหลักได้ แต่หากมีความจำเป็นต้องลดความเร็วด้วยวิธีดึงเบรกมือ ให้ดึงขึ้นอย่างนุ่มนวลเพื่อป้ิองกันไม่ให้ล้อหลังล็อกตาย หากพบว่ารถมีอาการเป๋เนื่องจากล้อล็อก ให้ลดแรงดึงก้านเบรกมือลงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ล้อล็อกจนกว่ารถจะหยุดนิ่ง

4. ดึงเบรกมือไฟฟ้าค้างไว้ - กรณีรถเป็นระบบเบรกมือไฟฟ้า สามารถใช้งานเบรกไฟฟ้าฉุกเฉินได้ด้วยการดึงสวิตช์เบรกมือไฟฟ้าค้างไว้ รถจะค่อยๆ ชะลอความเร็วลงโดยไม่ทำให้ล้อหลังล็อกตายเหมือนกับการดึงเบรกมือปกติ

เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ทุกครั้ง ควรตรวจสอบว่าระบบเบรกทำงานปกติดีหรือไม่…โดยสามารถเช็กได้ด้วยตนเอง ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ดังต่อไปนี้…

1. เปิดฝากระโปรงหน้ารถ ตั้งขาค้ำฝากระโปรงให้แข็งแรง
2. เช็กกระปุกน้ำมันเบรก ตรวจสอบให้ระดับน้ำมันเบรกให้อยู่ระหว่าง FULL เสมอ
3. น้ำมันเบรกต้องมีความใส หากเริ่มมีสีดำคล้ำต้องรีบเปลี่ยนใหม่ทันที
4. ตรวจดูหม้อลมเบรก ว่ายังอยู่ในสถาพดี พร้อมใช้งานเสมอหรือไม่
5. ตรวจสอบระบบเบรก ABS ว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่
6. จากนั้นจึงตรวจเช็กสายน้ำมันเบรกให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน (อยู่บริเวณล้อ)
7. ตรวจดูจานเบรก ว่าบางและมีรอยสึกเสมอกันทั่วทั้งวงหรือไม่ ถ้าบางมากควรเปลี่ยนให้ไว
8.ตรวจเชคผ้าเบรก โดยใช้ไฟฉายส่องดูแนวร่องกลางผ้าเบรก ถ้าร่องเริ่มตื้น แสดงว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแล้ว
9. ตรวจดูชุดคาลิเพอร์เบรก ให้สามารถประกบผ้าเบรกกับจานเบรกได้แนบสนิท
10. ในกรณีที่เป็นระบบเบรกแบบดุม ต้องถอดออกมาเช็ก และให้เปลี่ยนผ้าเบรกตามกำหนดก็เพียงพอ
11. ตรวจเช็กระยะเบรกจากแป้นเบรก ว่าระยะเบรกมีความตื้นหรือลึกแบบพอดีไหม

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเลือกวิธีใดในการชะลอความเร็วของรถ จำไว้เสมอว่าห้ามดับเครื่องยนต์อย่างเด็ดขาด! เพราะอาจทำให้พวงมาลัยล็อก ระบบเบรกจะถูกตัดการทำงานโดยสิ้นเชิง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงเพิ่มขึ้นไปอีกได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...