โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดเส้นทาง 25 ปี BAM พลิกฟื้นสินทรัพย์ก้าวสู่องค์กรดิจิทัล

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 ก.ย 2567 เวลา 15.11 น. • เผยแพร่ 16 ก.ย 2567 เวลา 04.51 น.

“ภารกิจหลักของ BAM คือเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ เป็นองค์กรที่มีส่วนช่วยเหลือลูกค้าและแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน ช่วยฟื้นฟูธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มุ่งมั่นเป็นองค์กรหลักในการพลิกฟื้นสินทรัพย์เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

สิ่งที่ยึดมั่นเพื่อให้ BAM ประสบความสำเร็จมาจากนโยบายแห่งความดี 5 ประการ ได้แก่ ดีต่อประเทศชาติ ดีต่อสังคม ดีต่อลูกค้า ดีต่อผู้ถือหุ้น และดีต่อพนักงาน นอกจากนี้ ยังยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน รวมทั้งการต่อต้านทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อนำ BAM ไปสู่ความเชื่อมั่น ไว้วางใจ และพร้อมในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG) อย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต

กรณีตัวอย่างการประนอมหนี้ของ BAM

กรณีที่ 1

ลูกค้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเจ้าของไร่อ้อย เกิดหนี้เสียถูกขายทอดตลาด จำนวน 10 ไร่ โดยไม่ยอมย้ายออก และ BAM ได้ทราบสาเหตุที่ไม่ยอมย้ายเพราะไม่มีที่ไป จึงเสนอแนวทางให้ BAM งดฟ้องขับไล่ เนื่องจากหากฟ้อง ทางBAM ก็จะมีค่าใช้จ่ายและต้องเสียเวลากว่าจะจบกระบวนการทางศาล จึงได้เสนอแนวทางโดยตัดขายให้ลูกค้าไป 1 ไร่ และให้ผ่อนเดือนละ 300-400 บาท ตามกำลัง สุดท้ายลูกค้ารับข้อเสนอโดยที่ไม่ต้องเดือดร้อนเพราะยังมีที่อยู่ ขณะที่ทางBAM ไม่ต้องเสียเงินและเสียเวลา แล้วยังได้ลูกค้ารายนั้นมาช่วยดูแลไร่อ้อยอีก 9 ไร่ด้วย เรียกว่า ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งคู่

กรณีที่ 2

ลูกค้าจังหวัดสงขลา ไม่ได้ฟ้องขับไล่ เพราะดูจากสภาพบ้านแล้วเป็นบ้านที่ดี และมีการดูแลเอาใจใส่ และลูกค้าอยู่บ้านนี้มานาน โดยเมื่อวิเคราะห์สาเหตุที่ลูกค้าไม่จ่ายหนี้ เพราะรอเงินจากการขายที่ผืนอื่น เมื่อขายได้แล้วจะรีบมาจ่ายBAM จึงเชิญเข้ามาประนอมหนี้ เซ็นสัญญาให้สามารถทยอยจ่ายได้ก่อน โดยการเจรจาเป็นไปด้วยดี สามารถทยอยจ่ายได้โดยไม่ต้องจ่ายทั้งก้อน

กรณีที่ 3

ลูกค้าจังหวัดกรุงเทพมหานคร โดยBAM ได้คอนโดฯ มาจากการถูกธนาคารยึดขายทอดตลาด แล้วถูกขายมายังBAM โดยลูกค้าได้ทราบว่าคอนโดฯได้ถูกขายมาที่ BAM แต่ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร BAMจึงได้แนะนำโดยให้ผ่อนตามกำลังเดือนละ 2,000-3,000 บาท คิดดอกเบี้ยที่ MLR-3% เนื่องจาก BAMมีแนวคิดว่าจะดูแลลูกค้าหรือลูกค้าเสมือนเป็นลูกค้าชั้นดี โดยเมื่อได้เข้ามารับคำปรึกษากับBAM ลูกค้ารายนี้จึงเห็นหนทางที่จะได้คอนโดฯกลับคืนมาอย่างเป็นรูปธรรม และมีกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป

นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 ที่ ทองอุไร ลิ้มปิติ ได้ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการ บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM โดยได้มุ่งมั่นเดินหน้าตามวิสัยทัศน์เป็นองค์กรหลักในการพลิกฟื้นสินทรัพย์เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงพร้อมเป็นแก้มลิงในการรองรับหนี้เสียไม่ให้ไหลท่วมไปที่สถาบันการเงิน

ทองอุไร กล่าวกับ“การเงินธนาคาร” ว่า สิ่งที่ยึดมั่นเพื่อให้BAM ประสบความสำเร็จมาจากนโยบายแห่งความดี 5 ประการ ได้แก่ ดีต่อประเทศชาติ ดีต่อสังคม ดีต่อลูกค้า ดีต่อผู้ถือหุ้น และดีต่อพนักงาน นอกจากนี้ ยังยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน รวมทั้งการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อนำBAM ไปสู่ความเชื่อมั่น ไว้วางใจ และพร้อมในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG) อย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต

เส้นทาง BAM ครบรอบ 25 ปี

กับ 3 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

ทองอุไรกล่าวว่า ที่มาของการก่อตั้ง ต้องย้อนไปเมื่อ 25 ปีที่แล้ว โดยBAM ก่อตั้งขึ้นหลังจากเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ทำให้สถาบันการเงินในไทยได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า สะท้อนจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ หนี้เสีย (NPL) พุ่งไปถึง 50% ของสินเชื่อรวมของสถาบันการเงินทั้งระบบ ขณะที่มูลค่าทรัพย์สินในตลาดอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำอย่างมาก โดยBAM เกิดขึ้นมา ในฐานะบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อโยกย้ายหนี้เสียของธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ (BBC) ที่ล้มลงจากวิกฤติ ส่วนหนี้ดีโยกย้ายไปให้ธนาคารกรุงไทยเป็นผู้ดูแล

“วันนั้น BAMได้รับภารกิจหลักในการดูแลหนี้เสียของ BBC มูลค่ากว่า 5.4 หมื่นล้านบาท โดยมีผู้ถือหุ้นหลักคือ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ภายใต้สังกัดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แต่ทุกวันนี้BAM ได้บริหารจัดการหนี้เสียของ BBC ไปทั้งหมดแล้ว”

หลังจากนั้น BAMได้ซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายจากบริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไทเข้ามาบริหารจัดการ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายจากสถาบันการเงินอื่นเป็นครั้งแรก

ดังนั้น การก่อตั้ง BAMเปรียบเสมือนการวางภารกิจหลักในการเป็นเครื่องมือบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ เป็นองค์กรที่มีส่วนช่วยเหลือลูกค้าและแก้ไขปัญหาหนี้เสียของสถาบันการเงิน ช่วยฟื้นฟูธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยการพัฒนาทรัพย์สินรอการขายที่มีศักยภาพให้เป็นสินค้าที่ได้มาตรฐานเป็นที่ต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น รวมทั้งมีความพร้อมในการเข้าไปรับจัดการบริหารหนี้จากสถาบันการเงินทุกแห่งให้สมกับเป็นองค์กรมืออาชีพในการบริหารจัดการ NPL และ NPA

“BAMมุ่งมั่นเป็นองค์กรหลักในการพลิกฟื้นสินทรัพย์เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

ทองอุไรกล่าวต่อว่า หลังจากการก่อตั้งBAM แล้ว มีเหตุการณ์สำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนและสร้างพัฒนาการครั้งสำคัญให้กับBAM ด้วยกัน 3 เรื่อง ได้แก่

1. การรวมองค์กรกับบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บบส.) โดยภายหลังจากที่ภาครัฐได้มีนโยบายในการยุบเลิกบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บบส.) BAMได้เข้าไปซื้อทรัพย์สินหลักของ บบส. ตามนโยบายของภาครัฐ ซึ่งประกอบด้วยสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายในราคา 27,300 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติยุบเลิกบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน พ.ศ.2549

รวมถึงได้รับโอนพนักงานของ บบส. ตามความสมัครใจด้วย การรวมกิจการครั้งนี้ส่งผลให้องค์กรมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เนื่องจากได้รวมศักยภาพของพนักงานและระบบงานของทั้งสององค์กรไว้ด้วยกัน

2. การนำ BAM เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยได้ดำเนินการแปรสภาพจากบริษัทจำกัดเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และเปลี่ยนมูลค่าที่ตราไว้จากหุ้นละ 25.0 บาท เป็นหุ้นละ 5.0 บาท ในปี 2558

หลังจากนั้น BAMได้เสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทุนชำระแล้วของบริษัทต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำให้มีทุนชำระแล้วเป็นเงิน 15,075 ล้านบาท โดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) ลดสัดส่วนการถือหุ้นจากเดิมร้อยละ 99.99 เป็นจำนวนร้อยละ 45.79 BAMจึงมีสถานะเป็นบริษัทเอกชนอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ หุ้นของBAM ได้เข้าทำการซื้อขายเป็นวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “BAM” ในวันที่ 16 ธันวาคม 2562

3. การทำ Joint Venture (JV) ซึ่งเป็นการปรับรูปแบบธุรกิจของ AMC โดยเป็นการตั้งบริษัทลูกแยกออกไป ซึ่ง BAMรับผิดชอบเงินลงทุน ที่เหลือ JV และผู้ถือหุ้นรับไป โดยการทำ JV จะช่วยเหลือลูกค้าที่สุจริตให้ผ่านพ้นปัญหาหนี้สินไปได้อย่างราบรื่น ซึ่งจะส่งผลให้หนี้เสียได้รับการแก้ไขให้กลายเป็นหนี้ดีกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจปกติต่อไป และทำให้ BAMดำรงบทบาทหลักในการพลิกฟื้นสินทรัพย์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยได้อย่างยั่งยืนตามวิสัยทัศน์ขององค์กร

“ในการทำ JV เชื่อมั่นว่าเรามีความพร้อมทั้งในด้านประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของบุคลากร ตลอดจนระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การให้บริการลูกค้าในทุกช่องทางอย่างครบวงจร และการมีเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ จะช่วยให้การทำ JV เกิดการผลักดันการดำเนินงานของบริษัทร่วมทุนลุล่วงไปได้ด้วยดี”

ทั้งนี้ BAMได้เริ่มการทำ JV โดยได้ร่วมกับ ธนาคารออมสิน จัดตั้ง บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (ARI AMC) ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์รูปแบบกิจการร่วมทุน (Joint Venture Asset Management Company : AV AMC) ระหว่างธนาคารออมสิน และ บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (บสก.) หรือ BAMในสัดส่วนการร่วมทุนที่เท่ากันที่ 50% ทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท และมีระยะเวลาดำเนินการไม่เกินกว่า 15 ปี นับตั้งแต่วันที่เริ่มดำเนินการ

โดยระยะแรกจะรับซื้อและรับโอนหนี้จากธนาคารออมสินเพียงแห่งเดียวก่อน เป็นการรับซื้อหนี้สินเชื่อทั่วไปทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน เป็นกลุ่มลูกค้าสินเชื่อรายย่อย SMEs รวมถึงหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ที่มีสถานะ NPLs รวมถึง NPA ที่มียอดหนี้ไม่เกิน 20 ล้านบาท ครอบคลุมลูกค้าที่ยังไม่ดำเนินคดี และดำเนินคดีแล้ว ที่ยังมีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย

25 ปี กำไรกว่า 7.7 หมื่นล้านบาท

เตรียมปรับองค์กรเป็น BAM Digital Enterprise

ทองอุไรกล่าวว่า หลังจากที่ BAMได้ทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้เน้นทำกำไรสูงสุด แต่ BAMก็สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีกำไรสะสมตลอด 25 ปี จำนวนสูงถึง 77,593.33 ล้านบาท

ในขณะเดียวกัน BAMก็ดำรงบทบาทที่สำคัญ เปรียบเสมือนแก้มลิงที่ช่วยรองรับหนี้เสียไม่ให้ไหลเข้ามาท่วมระบบสถาบันการเงิน ซึ่งตลอด 25 ปีที่ผ่านมา BAMสามารถช่วยเหลือลูกค้าให้ได้ข้อยุติจากการแก้ไขปัญหาหนี้เป็นจำนวน 155,683 ราย คิดเป็นภาระหนี้เงินต้น 484,649 ล้านบาท และสามารถจำหน่ายทรัพย์ไปแล้ว จำนวน 52,258 รายการ คิดเป็นราคาประเมิน 122,866 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดความยั่งยืนได้ต่อไป

ทองอุไรกล่าวต่อว่า ในระยะต่อไป BAMมีเป้าหมายในการเปลี่ยนองค์กรเป็นองค์กรดิจิทัล โดยใช้ DATA Driven โดยในอีก 3-5 ปีข้างหน้า BAMได้วางเป้าหมายและกลยุทธ์ไว้ดังนี้

1. Digital Enterprise ใน 3-5 ปีข้างหน้า BAMวางเป้าหมายว่า BAMจะเป็น Digital Enterprise อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการปรับกระบวนการทำงานและวิธีการปฏิบัติงานหลักสำหรับ NPL, NPA, LAW และบัญชีการเงิน รวมถึงการสร้างฐานข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในธุรกิจ และ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบงานและข้อมูลสารสนเทศ

2. มุ่งสู่การเป็นศูนย์การสร้างมูลค่าทรัพย์ (Asset Market Maker) ได้แก่ (1) การบริหารหนี้ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank Debt Management (NFD) (2) การเป็นตัวกลางในการซื้อ-ขายฝากอสังหาฯ (Secured P2P Facilitator) (3) การขยายตัวไปสู่อาเซียน (Regional AMC Expansion)

ทองอุไรกล่าวว่า นอกจากนี้ เพื่อให้BAM ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุค Digital ได้วางแนวทางการดำเนินงานของBAM ไว้ดังนี้

1. โครงการ BAM D (New Core System เพื่อการบริหารจัดการ NPL&NPA) โดยBAM ได้ผลักดันโครงการ ซึ่งจะเป็นหัวใจหลักของระบบบริหารจัดการสินทรัพย์ขององค์กร ระบบ Collection Performance Dashboard และระบบ EIS Report ที่ทำให้ผู้บริหารติดตามผลการปฏิบัติงานของสายงานพัฒนาสินทรัพย์ทั้งสำนักงานใหญ่ และภูมิภาคทั่วประเทศ

ผู้บริหารสามารถดูข้อมูลการดำเนินงานแบบ Real Time ทั้ง NPL และ NPA ในระดับสายงาน ฝ่ายงาน กลุ่มงาน และรายบุคคล ซึ่งจะช่วยให้การกำกับดูแลการปฏิบัติงานและแก้ไขปัญหาในรายที่ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายได้ทันที

2. โครงการ BAM Data Center โดย BAM ได้พัฒนาระบบสารสนเทศให้เชื่อมโยงระบบต่างๆ เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลกลางให้สามารถใช้ข้อมูลองค์กรและรายงานทั้งหมดจากแหล่งเดียว จะเป็นการสร้างคลังข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อกลายเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data Driven Organization) ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยBAM ให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลเชิงสถิติ และข้อมูลเชิงวิเคราะห์มาใช้ในการบริหารจัดการอย่างครบวงจร ควบคู่ไปกับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ

3. ระบบ Lead Management โดยจะช่วยรวบรวมข้อมูลกลุ่มเป้าหมายที่สนใจสินค้าและกลุ่มลูกค้าของBAM ที่ต้องการทราบข้อมูลเบื้องต้นเพื่อเข้ามาปรับโครงสร้างหนี้ให้ติดต่อหรือลงทะเบียนเข้ามา ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสในการปิดการขาย หรือโอกาสในการปรับโครงสร้างหนี้กับลูกค้าเพิ่มขึ้น เป็นระบบที่นำมาใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้และลูกค้าซื้อทรัพย์ของBAM

4. การนำ AI มาช่วยในการวิเคราะห์ลูกค้า ทำให้สามารถจำแนกลูกค้ากลุ่มต่างๆ เพื่อหาแนวทางในการบริหารจัดการที่เหมาะสมต่อไป

5. การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการบริหารจัดการองค์กรอย่างครบวงจร ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานที่สำคัญให้BAM สามารถเติบโตต่อไปในอนาคตได้อย่างยั่งยืน และไม่ถูก Disrupt จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาในโลกยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

พร้อมดูแลลูกค้าทุกราย

เสมือนเป็นลูกค้าชั้นดี

ทองอุไรกล่าวว่า เพื่อให้ลูกค้ามีโอกาสฟื้นตัว บทบาทของBAM จึงเป็นเหมือนคู่คิดหรือที่ปรึกษาให้กับลูกค้า โดยหาทางออกให้ดีที่สุดร่วมกัน โดย BAMจะเข้าไปดูว่าลูกค้ามีกระแสเงินสดหรือมีกำลังที่จะผ่อนชำระได้ประมาณเท่าใด เพื่อให้แผนการปรับโครงสร้างหนี้เป็นไปได้จริง ขณะที่การคิดอัตราดอกเบี้ย
เป็นแบบผ่อนปรน รวมถึงการยืดระยะเวลาการจ่ายชำระหนี้ออกไป ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถที่จะกลับไปดำเนินธุรกิจต่อไปได้

“บทบาทของเราคือ จะทำอย่างไรให้ลูกค้าของเราดีขึ้น ดังนั้น เราจะดูแลลูกค้าของเราทุกคนเทียบเท่าลูกค้าชั้นดีของแบงก์พาณิชย์ ลูกค้าที่ BAM ได้ช่วยเหลือก็จะรู้สึกประทับใจที่ BAM ใส่ใจในทุกๆ ขั้นตอน ปฏิบัติกับเขาอย่างดี โดยให้ทั้งคำปรึกษา กำลังใจ เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง ทำให้ไม่ต้องคอยพะวงเรื่องปัญหาหนี้สินอีกต่อไป”

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกันยายน 2567 ฉบับที่ 509 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...