ชวนลูกไปนิทรรศการ Little Read Universe และงานมหกรรมหนังสือระดับนานาชาติ ครั้งที่ 29 กันเถอะ!
ทุกครั้งที่โอกาสไปเดินงานหนังสือ แน่นอนว่า M.O.M ก็จะพยายามมองหาหนังสือเกี่ยวกับเทคนิคการเลี้ยงลูก หนังสือยอดฮิตในแวดวงของแม่และเด็ก รวมถึงนิทานสำหรับเด็กที่ชวนน่าหลงใหลมาฝากคุณพ่อคุณแม่อยู่เสมอแต่ในครั้งนี้ นอกจากเราอยากจะมาอัปเดตหนังสือใหม่กันแล้ว หนึ่งในความตั้งใจของเรานั่นก็คือการมาดูนิทรรศการ Little Read Universe นิทรรศการที่บอกเล่าถึงความสำคัญในการสร้างนักอ่าน ที่สามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันที่ลูกยังอ่านหนังสือไม่ออก รวมถึงผู้ใหญ่อย่างเราหากจะอ่านหนังสือเด็กดูบ้าง คงไม่ได้แย่อย่างที่คิดเราเลยขอเวลา นิดนก—พนิตชนก ดำเนินธรรม หนึ่งในผู้สร้างสรรค์โปรเจ็กต์น่ารักๆ นี้ มาพูดคุยเกี่ยวกับภารกิจในการจัดนิทรรศการเพื่อนักอ่านรุ่นจิ๋วครั้งนี้สักหน่อย…
จุดเริ่มต้นของงานครั้งนี้เราได้โจทย์มาจากสมาคมผู้จัดพิมพ์หนังสือแห่งประเทศไทย (Pubat) เขาอยากให้มีกิจกรรมภายในงานหนังสือสำหรับเด็กแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี ซึ่งปกติภายในงานหนังสือก็จะมีกิจกรรมสำหรับเด็กอยู่แล้ว เช่น วาดรูป ระบายสี แต่พอเราได้โอกาสมาทำงานนี้ก็เลยอยากทำงานเชิงความคิดมากขึ้น ก็เลยคิดว่าอยากทำในรูปแบบนิทรรศการที่มีเนื้อหาที่ทุกคนสามารถอ่านได้ เพื่อที่จะสื่อสารคีย์แมสเสจบางอย่าง มีผนังบอร์ดที่ทำให้ทุกคนสามารถโต้ตอบได้ มีพื้นที่ให้เด็กๆ เข้ามานั่งอ่านหนังสือได้ มีกระดาษเปล่าให้เด็กๆ มานั่งขีดเขียนได้ เราอยากให้ทุกคนเชื่อในพลังของกระดาษเปล่า เชื่อว่าเราไม่จำเป็นต้องมีสมุดระบายสี ไม่จำเป็นต้องมีรูปอะไร แค่มีกระดาษเปล่าหนึ่งแผ่น เด็กๆ ก็สามารถจัดการได้ เพราะพวกเขามีเรื่องเล่าเยอะมาก
"การอ่านของเด็กมักถูกพูดในเชิงว่า เมื่อเด็กอ่านออกแล้วก็ให้เด็กอ่านเอง เราก็เลยอยากสื่อสารว่า การจะสร้างให้เด็กรักการอ่านเราต้องทำตั้งแต่ก่อนที่เด็กจะอ่านได้"
อยากให้อธิบายคอนเซ็ปต์หรือคำว่า Little Reads Universe อีกหน่อยโจทย์ที่เราได้มาคือจะทำอย่างไรให้วงการหนังสือแข็งแรง เราก็เลยย้อนกลับไปตั้งคำถามว่าแล้วจะทำอย่างไรให้คนรักการอ่าน ซึ่งทำให้เราย้อนตัวเองกลับไปสมัยเด็กและค้นพบว่า การอ่านของเด็กมักถูกพูดในเชิงว่า เมื่อเด็กอ่านออกแล้วก็ให้เด็กอ่านเอง เราก็เลยอยากสื่อสารว่า การจะสร้างให้เด็กรักการอ่านเราต้องทำตั้งแต่ก่อนที่เด็กจะอ่านได้ คำถามต่อมาก็คือแล้วเราจะสร้างผ่านอะไร มีภาษิตแอฟริกันกล่าวเอาไว้ว่า ‘การเลี้ยงลูกหนึ่งคนต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน’ ซึ่งการอ่านก็เหมือนกัน เราต้องช่วยกัน ไม่ใช่แค่หน้าที่ของพ่อแม่หรือคุณครูเท่านั้น แต่หมายถึงเราทุกคนทั้งหมู่บ้าน พื้นที่ที่เราอยู่ สังคม และอุตสาหกรรมหนังสือ คือทั้งจักรวาลเลยมันก็เลยกลายเป็นที่มาของชื่องานLittle Read Universe ภารกิจเรื่องอ่านของเด็ก เล็กเท่าจักรวาล หมายถึง การอ่านของเด็กมันดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กนะ แต่ความจริงมันเล็กเท่าจักรวาล
หมายถึงเราควรให้เด็กได้รู้จักกับหนังสือเร็วเท่าไรก็ยิ่งดีใช่หรือเปล่าใช่ค่ะ เราพยายามสื่อสารว่า ‘รักที่จะอ่าน ก่อนอ่านได้’ หมายถึง สิ่งที่สำคัญกว่าการอ่านหนังสือออก คือการสร้างความรู้สึกรักให้เด็กๆ ก่อน ความรักครั้งแรกของเด็กๆ คือรักพ่อแม่ เพราะฉะนั้นถ้าเราเอาหนังสือเข้ามาเชื่อมโยงกับคุณพ่อคุณแม่ หรือบ้านไหนเป็นปู่ย่าตายายหรือพี่เลี้ยงดูแล ก็สามารถอ่านหนังสือให้เด็กฟังได้ เขาจะจดจำเสียง บรรยากาศ ความนุ่มนิ่มของเตียงที่นอนอ่านหนังสือด้วยกัน ได้นอนตักอุ่นๆ ตอนที่ฟังคุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือให้ฟัง หรือแม้กระทั่งตอนที่อ่านผิดแล้วหัวเราะดัวยกัน ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์และทำให้เขารู้สึกว่าช่วงเวลาของการอ่านหนังสือมันดีจังเลย ดังนั้นเด็กยิ่งเล็กยิ่งต้องเริ่ม
ถ้าพ่อแม่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอ่านหนังสือกับลูกยังไง…ภายในงานเราพยายามจะสื่อสารว่าทุกคนสามารถอ่านหนังสือให้เด็กฟังได้ และมันไม่จำเป็นต้องมีเทคนิคอะไรเลย ก็เลยเป็นที่มาของกิจกรรมบ้านนักเขียน ซึ่งเราตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า เราอยากเชื่อมจักรวาลระหว่างโลกของผู้ใหญ่และเด็ก พอพูดถึงกิจกรรมสำหรับเด็กอย่างการเล่านิทาน มันมักจะถูกพูดถึงในฐานะนักเล่านิทาน หรือว่านักเขียนนิทาน ซึ่งไม่ได้ผิดอะไรนะ แต่งานในครั้งนี้ คนที่เดินผ่านไปผ่านมาไม่ใช่แม่และเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ว่ามีเด็กวัยรุ่น มีรุ่นลุงป้าน้าอา เราก็เลยเชิญนักเขียนทั่วไปนี่แหละมาอ่านหนังสือให้เด็กๆ ฟัง ซึ่งคนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์เล่านิทานให้เด็กฟัง หรือบางคนอาจไม่คุ้นชินกับเด็กเลยด้วยซ้ำ เราก็บอกเขาว่าเชื่อมั่นในตัวเองได้เลย แต่ละคนก็มีสไตล์การเล่าแตกต่างกัน สุดท้ายแล้วเด็กๆ จะรู้จักตัวตนของเราผ่านวิธีการเล่านั่นแหละ เราอยากทำให้เห็นว่าการอ่านเป็นเรื่องง่ายและธรรมดาที่สุด
"สังคมเรามักมองว่าอ่านหนังสือการ์ตูนไม่มีประโยชน์ อ่านหนังสือเรียนดีกว่า แต่เราอยากชวนให้ทุกคนมาอ่านในสิ่งที่เรารักก่อน แล้วหลังจากนั้นจะอ่านอะไรก็ได้ เช่น คุณแม่หยิบหนังสือเรียนมาอ่านให้ลูกฟัง แต่เป็นการนอนอ่านด้วยกันบนที่นอน บรรยากาศมันก็จะดีขึ้น"
ผลตอบรับเป็นอย่างไรบ้างจริงๆ เรารู้สึกดีมาก คนที่มาดูหนังสือนิทานก็ไม่ใช่แค่เด็กเล็ก แต่มีเด็กมัธยม นักศึกษา รวมถึงผู้ใหญ่ด้วย อย่างในงานก็จะมีบอร์ด ‘ยังจำได้หรือเปล่า ว่าตอนเด็กๆ ใครเป็นคนอ่านหนังสือให้เราฟัง’ ซึ่งมีคนแปะสติกเกอร์ว่าไม่เคยมีใครอ่านให้ฟังเยอะมาก มันเป็นเพราะสมัยก่อนเราเข้าใจว่าต้องรอให้เด็กอ่านหนังสือออก แล้วก็ไปอ่านเอง แต่ปัจจุบันมีงานวิจัยเยอะแยะมากมาย บอกว่าการอ่านหนังสือให้เด็กฟังสามารถทำได้จนถึงลูกวัยรุ่นเลย คุณครูก็สามารถทำได้จนถึงเด็กมัธยมศึกษา เพราะว่ามันไม่ใช่การเล่า แต่เป็นการเอาหนังสือมาอ่านแล้วเขาติดตามเรื่องราวไปกับเรา สิ่งนี้สามารถทำได้ไปอีกนานมากๆ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องหยุดเมื่อลูกอ่านออกได้สังคมเรามักมองว่าอ่านหนังสือการ์ตูนไม่มีประโยชน์ อ่านหนังสือเรียนดีกว่า แต่เราอยากชวนให้ทุกคนมาอ่านในสิ่งที่เรารักก่อน แล้วหลังจากนั้นจะอ่านอะไรก็ได้ เช่น คุณแม่หยิบหนังสือเรียนมาอ่านให้ลูกฟัง แต่เป็นการนอนอ่านด้วยกันบนที่นอน บรรยากาศมันก็จะดีขึ้นมีเด็กอายุ 14 คนหนึ่งมาบอกกับเราว่ารู้สึกดีมากเลยที่มีพื้นที่ที่ให้เขาเข้ามาได้ พอพูดถึงกิจกรรมสำหรับเด็ก มันก็จะเป็นของเด็กจิ๋วไปเลย แต่ว่าพอเป็นกิจกรรมนักเขียน มันก็จะเป็นของผู้ใหญ่ไปเลย แต่เขาอยู่ตรงกลาง คำนำหน้าก็ยังเป็นเด็กหญิง พอเราฟังแล้วก็รู้สึกว่าเราได้เชื่อมจักรวาลสำเร็จแล้ว**
นิทรรศการ Little Read Universe ภารกิจเรื่องอ่านของเด็ก เล็กเท่าจักรวาล บูธ R02 ภายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 29นอกจากจะมีพื้นที่ให้ทุกคนได้นั่งอ่านหนังสือ มีกระดาษให้เด็กๆ ได้วาดเขียนแล้ว ยังกิจกรรมบ้านนักเขียน โดยมีนักเขียนมาเล่านิทานให้เด็กๆ ฟัง ตั้งแต่วันที่ 17-20 ตุลาคมนี้ วันละ 2 รอบ เวลา 11:00-12:00 น. และ 15:00-16:00 น. นะคะต่อมา M.O.M จะมาชวนสำรวจภายในงานมหกรรมหนังสือครั้งนี้กันบ้างว่ารอบนี้ มีหนังสือน่าอ่านสำหรับคุณพ่อคุณแม่และนักอ่านตัวจิ๋วเล่มไหนน่าสนใจบ้าง1. เส้นทางมหัศจรรย์วันทำงานของแม่ และเส้นทางมหัศจรรย์ตอนกลับบ้านของพ่อผู้เขียน: คิม ย็องจินสำนักพิมพ์: SandClock Booksราคา: 300 บาท (ในงานลด 15 เปอร์เซ็นต์)
หนังสือภาพสำหรับเด็กที่บอกเล่าเรื่องราวสายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวได้อย่างน่ารักมากๆ2. แด่ทุกครอบครัว Alles Familie!ผู้เขียน: อเล็กซานดรา มักซ์ไอเนอร์สำนักพิมพ์: SandClock Booksราคา: 290 บาท (ในงานลด 15 เปอร์เซ็นต์)
หนังสือที่เล่าเรื่องครอบครัวอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ครอบครัวปะติดปะต่อ ครอบครัวอุปถัมภ์ ไปจนถึงครอบครัว LGBTQ ผ่านคำเรียกพ่อแม่และชื่อเล่นในภาษาและวัฒนธรรมต่างๆ3. Raising Good Humansผู้เขียน: Hunter Clarke-Fieldsสำนักพิมพ์: SandClock Booksราคา: 320 บาท (ในงานลด 15 เปอร์เซ็นต์)
หนังสือเล่มนี้ได้แนะนำแนวทางสำหรับคุณพ่อคุณแม่จอมเคร่งครัด ให้เป็นพ่อแม่ที่มีสติมากขึ้น บอกเลยว่าเล่มนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตจริงได้อย่างดีมาก4. ฉันชอบมะเขือเทศที่สุดในโลกผู้เขียน: ธนัชพร จึงแย้มปิ่นสำนักพิมพ์: Barefoot Bananaราคา: 290 บาท (ในงานลด 15 เปอร์เซ็นต์)
หนังสือภาพสองภาษาที่ถ่ายทอดเรื่องราวด้วยข้อความสั้นๆ และภาพประกอบน่ารักๆ เมื่อเด็กชายคนหนึ่งใส่เสื้อสีแดง ก็สามาถเล่นสนุกอย่างอิสระจากสิ่งใกล้ตัวได้5. ซานตาคลอสกับกลองมนตราผู้เขียน: เมาริ กุนนัสสำนักพิมพ์: Barefoot Bananaราคา: 350 บาท (ในงานลด 15 เปอร์เซ็นต์)
หนังสือภาพที่เล่าเรื่องราวสุดป่วนท่ามกลางบรรยากาศหนาวเหน็บแต่อบอุ่นหัวใจที่หมู่บ้านซานตาคลอส6. ขออ่านอีกเรื่องหนึ่งนะผู้เขียน: เพอร์รี่ อีเมอสันสำนักพิมพ์: Little Heartราคา: 295 บาท (ในงานลด 15 เปอร์เซ็นต์)
7. หนังสือเด็กจากสำนักพิมพ์ Jamsai Kidsเรื่องราวสุดน่ารักของสองกระต่ายที่ต่างวัย มีความชอบต่างกัน และแล้ววันหนึ่งพวกเขาสองคนต้องมาเขียนนิทานด้วยกัน แต่ด้วยความชอบต่างกันเลยทำให้ทะเลาะกัน แต่ท้ายที่สุดเรื่องราวจะเป็นอย่างไรอาจจะต้องลองติดตามดูนะคะ
1. ว้า! ขนมปังหนูไหม้หมดแล้วผู้เขียน: อีนาแรราคา: 275บาท (ในงานลด 15 เปอร์เซ็นต์)เรื่องราวของเจ้าเต่าและผองเพื่อนที่จะปิ้งขนมปังกินกันทุกเช้า ทุกตัวปิ้งขนมปังออกมาน่ากินหมดเลย ยกเว้นเจ้าเต่าที่ปิ้งขนมปังออกมาไหม้จนดำปี๋ แล้วเจ้าเต่าจะทำยังไงดีนะ2. ผมจะดูแลพ่อเองครับ!ผู้เขียน: ลิลลิอาราคา: 275บาท (ในงานลด 15 เปอร์เซ็นต์)เรื่องราวความสัมพันธ์อันอบอุ่นหัวใจของพ่อเต่าและลูกเต่าสีเขียว ผ่านวันเวลาแห่งการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ความรักและสายใยระหว่างพ่อลูกจะทำให้ทุกคนยิ้มทั้งน้ำตาและเห็นคุณค่าของการดูแลกันมากขึ้น3. โรงแรมแห่งนี้มีแขกชื่อว่า "ความรู้สึก”ผู้เขียน: ลิเดีย แบรนโควิกราคา: 315บาท (ในงานลด 15 เปอร์เซ็นต์)ยินดีต้อนรับสู่โรงแรมแห่งความรู้สึก ที่ทุกความรู้สึกสามารถเข้าพักได้ แขกคุณคนต่างมีอารมณ์เป็นของตัวเอง ทั้งความโกรธ ความเศร้า ความซาบซึ้งใจ แต่ไม่ว่าจะอารมณ์ไหน ก็มีห้องว่างสำหรับแขกทุกคนงานมหกรรมหนังสือระดับนานาชาติ ครั้งที่ 29วันที่ 10 – 20 ตุลาคม 2567เวลา 10.00-21.00 น.ฮอลล์ 5-7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์