โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วัฒนธรรม ‘Omotenashi’ ของญี่ปุ่น จุดแข็งที่มนุษย์ยังได้เปรียบ AI ?

TODAY

อัพเดต 29 ม.ค. 2567 เวลา 20.26 น. • เผยแพร่ 29 ม.ค. 2567 เวลา 13.26 น. • workpointTODAY

ถ้าถามว่างานอะไรที่ AI จะยังไม่สามารถมาทดแทนมนุษย์ได้ เพราะอีกไม่กี่ปีจากนี้ AI จะเข้ามาแทนที่งานนับล้านตำแหน่ง หรือถ้าบางตำแหน่งไม่โดนแทนที่ ก็คาดว่าระบบอัตโนมัติและ AI จะมาแบ่งชั่วโมงการทำงานของเราออกไปถึง 40% แปลว่าการจ้างงานรูปแบบเต็มเวลาก็จะน้อยลง นำมาสู่รายได้ของเราที่ลดลงตามชั่วโมงการทำงานไปด้วย

หนึ่งในคำตอบคือ งานบริการที่เน้นเรื่อง “ความใส่ใจ” ที่ AI ยังแพ้มนุษย์และไม่น่าจะเชี่ยวชาญได้ง่ายๆ

มีการยกตัวอย่างวัฒนธรรมหนึ่งของญี่ปุ่นที่ชื่อว่า Omotenashi (โอโมเตนาชิ) หรือวัฒนธรรมการบริการแบบที่มอบความประทับใจ และประสบการณ์ที่ดีให้ผู้คนด้วยการใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่ต้องรอให้ถามหรือคาดหวังอะไรตอบแทน

แนวคิด Omotenashi จะเน้นไปที่การคาดการณ์ความต้องการของผู้คน หรือลูกค้า และนำมาสู่การบริการที่สร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับพวกเขา ถือเป็นเอกลักษณ์ของงานบริการในญี่ปุ่น ถ้าพูดให้เห็นภาพก็เป็น Soft Power ด้านวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งที่ขึ้นชื่ออย่างมากเรื่องงานบริการ ชนิดที่ลูกค้าไม่ใช่แค่พึงพอใจ แต่ประทับใจและจดจำมาเป็นเรื่องเล่าบอกต่อกัน

วัฒนธรรม Omotenashi นั้น เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่หยั่งรากลึกมานาน และพบเห็นได้ทั่วไปทั้งในโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า เป็นการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าโดยไม่ต้องรอให้ถามหรือคาดหวังอะไรตอบแทน

ในอดีต Omotenashi สืบสานมาจากพิธีชงชา ซึ่งเป็นพิธีกรรมแบบดั้งเดิมที่เจ้าบ้านจะเตรียมชา และเสิร์ฟให้กับแขกกลุ่มเล็กๆ Omotenashi จะแสดงผ่านการเอาใจใส่ของเจ้าบ้านในรายละเอียดและความพยายามสร้างบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเองสำหรับแขก ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมชาอย่างระมัดระวัง การเลือกอุปกรณ์ชงชาและถ้วยที่จะเสิร์ฟ ความสะอาด บรรยากาศโดยรวมของห้องน้ำชา ไปจนถึงกริยาของเจ้าบ้าน เป็นการแสดงให้เห็นว่าเจ้าบ้านให้บริการแขกอย่างเต็มใจ

หมายความว่าในบางธุรกิจสามารถนำ Omotenashi มาใช้เพื่อให้เกียรติลูกค้าและเป็นการรักษาฐานลูกค้าและสร้างมูลค่าให้แบรนด์และองค์กรไปได้ยาวนาน ซึ่ง Omotenashi จะแตกต่างจากการบริการในแบบตะวันตก ที่จะเน้นให้ความสำคัญกับการตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

แม้ว่า Omotenashi จะดูเผินๆ เหมือนเป็นเรื่องปกติในงานบริการอยู่แล้ว แต่ในยุค AI กำลังจะมาแทนที่งานมนุษย์ วัฒนธรรม Omotenashi ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดว่าอาจจะช่วงชิงความได้เปรียบจาก อาชีพที่ใช้ระบบอัตโนมัติและ AI

ถ้านำ Omotenashi ไปใช้ในงานด้านการจัดการองค์กรและธุรกิจก็จะมีประโยชน์ต่อการทำงานแบบ Soft Skill ทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างกันและกันราบรื่น สร้างความสัมพันธ์อันดีในการทำงาน

ที่สำคัญในการเจรจาธุรกิจ “การคาดการณ์ความต้องการของผู้คนได้” จะกลายเป็นทักษะทางธุรกิจที่สำคัญของมนุษย์ที่แข่งสู้กับ AI ได้

ส่วนงานภาคบริการนั้น การนำแนวทาง Omotenashi มาประยุกต์ใช้ คาดว่าจะยังช่วยรักษาตำแหน่งงานบางอย่างได้อยู่ แม้กำลังเข้าสู่ยุคที่เราหนี AI ไม่พ้นก็ตาม เพราะอย่าลืมว่าลูกค้าก็ยังต้องการความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ เข้าอกเข้าใจกันในแบบมนุษย์ มากกว่าที่ระบบอัตโนมัติจะให้ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...