โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

กูรูตลาดทุน ตั้งคำถาม “หุ้นไทยไม่น่าลงทุนแล้ว" จริงหรือ ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 ก.พ. 2567 เวลา 12.06 น. • เผยแพร่ 20 ก.พ. 2567 เวลา 12.06 น.
ไพบูลย์ นลินทรางกูร

”ไพบูลย์“ กูรูตลาดทุน ตั้งคำถาม “ตลาดหุ้นไทยไม่น่าลงทุนแล้วจริงหรือ” หลังนักลงทุนถอดใจ-กองทุนต่างชาติที่ลงทุนหุ้นไทยปิดตัว เหตุเงินไหลออก ชี้ถึงเวลาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง ปรับโครงสร้างบริษัทจดทะเบียน เพิ่มหุ้นกลุ่มศักยภาพสูง-ธุรกิจ New S-curve หวัง SET กลับมาให้ผลตอบแทนที่แข่งขันได้กับตลาดคู่แข่งในระยะยาว

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด ในฐานะนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) และกรรมการสภาธุรกิจตลาดไทย (FETCO) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ตลาดหุ้นไทยไม่น่าลงทุนแล้ว…จริงหรือ

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ผมเห็นนักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทยจำนวนมากเริ่มถอดใจ หลายคนเป็นบุคคลมีชื่อเสียงที่คร่ำหวอดในวงการตลาดทุนไทยมายาวนาน และยังมีอีกหลายกองทุนต่างชาติที่จัดตั้งขึ้นเพื่อลงทุนในหุ้นไทยโดยเฉพาะ ประกาศปิดตัวลงเพราะมีแต่เงินไหลออกไม่มีเงินใหม่ไหลเข้า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าตลาดหุ้นไทยยังน่าลงทุนอยู่หรือไม่

ในความคิดผม ตลาดหุ้นที่น่าลงทุนควรให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องเป็นบวกทุกปี เพราะบางปีอาจโชคร้ายเจอมรสุมเศรษฐกิจ หรือต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ เช่น โควิด แต่อย่างน้อย ผลตอบแทนในระยะยาว 10 ปี ควรเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5-10% ต่อปี

ถ้าใช้นิยามนี้ และวัดจากผลงานที่เกิดขึ้นจริง ตลาดหุ้นไทยคือ ตลาดหุ้นที่ไม่น่าลงทุนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ในช่วงปี 2557-2566 ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นแค่ 9% หรือเฉลี่ยไม่ถึง 1% ต่อปี ในขณะที่ตลาดหุ้นคู่แข่งในอาเซียนอย่าง เวียดนาม และ อินโดนีเซีย ให้ผลตอบแทนสูงถึง 124% และ 70% ตามลำดับ

ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว ซึ่งปกติมักให้ผลตอบแทนที่ไม่สูง ด้วยข้อจำกัดด้านอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างต่ำ กลับให้ผลตอบแทนเฉลี่ยถึง 91% หรือ 9% ต่อปี ในช่วงเวลาเดียวกัน นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐ ที่ทะยานขึ้นถึง 158% และตลาดหุ้น NASDAQ ที่ปรับขึ้นถึง 259%

10 ปีที่ผ่านมา จึงเป็น 10 ปีที่น่าผิดหวังสำหรับนักลงทุนไทย และไม่น่าแปลกใจที่ต่างชาติขายหุ้นไทยต่อเนื่อง รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท

มองไปข้างหน้า ถ้าไม่มีการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง และไม่มีการปรับโครงสร้างบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยการเพิ่มสัดส่วนของหุ้นในกลุ่มที่มีศักยภาพสูง เช่น การแพทย์ การท่องเที่ยว เทคโนโลยี และกลุ่มธุรกิจ ใน “New S-curve” โอกาสที่จะเห็นตลาดหุ้นไทยกลับมาให้ผลตอบแทนที่แข่งขันได้กับตลาดคู่แข่งในระยะยาว น่าจะมีไม่มาก

ผมขอเริ่มที่ประเด็นหลังก่อน จากการคำนวณของผม สัดส่วนหุ้น “Old Economy” หรือ หุ้นเศรษฐกิจยุคเก่า ในตลาดหุ้นไทยมีราว 70% ตัวเลขนี้ไม่นับหุ้นในกลุ่มการแพทย์ การท่องเที่ยว และการขนส่ง (หุ้นสนามบินถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้) เพราะถึงแม้จะไม่ใช่ หุ้น “New Economy” โดยตรง แต่เป็นหุ้นศักยภาพสูง เพราะอยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นจุดขายของประเทศ

หลายคนอาจไม่ทราบว่า เหตุผลสำคัญที่ SET Index ไม่ขยับไปไหน เป็นเพราะหุ้นจำนวนมากในกลุ่ม “Old Economy” มีราคาที่ไม่เพิ่มขึ้นเลยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เช่น หุ้นอสังหาริมทรัพย์ ราคาเพิ่มขึ้นเพียง 1% บางบริษัทก็มีราคาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น เช่น หุ้นพลังงาน เพิ่มขึ้น 8% และบางกลุ่มราคาลดลงด้วยซ้ำ เช่น หุ้นธนาคาร ลดลง 16%

จริง ๆ แล้ว ตลาดหุ้นไทยก็มีหุ้นที่ราคาเพิ่มขึ้นสูงไม่แพ้ตลาดหุ้นต่างประเทศ เช่น หุ้นกลุ่มการแพทย์ ที่ราคาเพิ่มขึ้น 144% หรือเฉลี่ย 14% ต่อปี ในช่วงเวลาเดียวกัน หุ้นบริษัทชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ไม่รวม DELTA ที่ราคาผันผวนเกินไป) ราคาเพิ่มขึ้น 143% หุ้นกลุ่มขนส่ง ราคาเพิ่มขึ้น 85% เป็นต้น แต่ด้วยสัดส่วนของหุ้นเหล่านี้ไม่สูงมาก จึงช่วย SET Index ได้เพียงเล็กน้อย

ถ้าสัดส่วนหุ้น “Old Economy” และ “New Economy” กลับกัน ตลาดหุ้นไทยคงมีผลงานที่โดดเด่นไม่แพ้อีกหลายตลาดหุ้น

การเพิ่มจำนวนหุ้นศักยภาพสูง และหุ้นเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่กำลังเป็นที่ต้องการของนักลงทุนในระยะนี้ และในระยะถัดไป จึงเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการพลิกฟื้นความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทย

ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ คือ อีกปัจจัยลบที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยย่ำอยู่กับที่ เราพูดกันมานานว่าต้องเร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เร่งพัฒนาผลิตภาพแรงงาน เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่การขับเคลื่อนการปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ยังช้ามาก

ที่แน่ ๆ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งปีล่าสุด เศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ยเพียง 1.9% ต่อปี ซึ่งนอกจากโตต่ำที่สุดในอาเซียน ยังไม่มีปีไหนที่เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้สูงกว่าประเทศคู่แข่งหลัก อย่าง เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

ผมยอมรับว่ายังมองทิศทางตลาดหุ้นไทยในภาพรวมในระยะยาวได้ไม่ชัดเจน เพราะขึ้นอยู่กับผลสำเร็จในการแก้หลายปัญหาที่กล่าวถึงข้างต้น

แต่ตลาดหุ้นไทยยังมีหุ้นที่น่าลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ “Well-being” ซึ่งไทยมีความได้เปรียบทางการแข่งขันสูง และเป็นธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติสนใจ รวมทั้งหุ้นเทคโนโลยี หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ New S-curve และหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูงและสม่ำเสมอ

ส่วนในระยะสั้น ผมเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสรีบาวนด์ในช่วงกลางปีนี้ จากทิศทางดอกเบี้ยเฟดลดลง และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนฟื้นตัว นอกจากนั้นยังมีเม็ดเงินงบประมาณที่จะเริ่มทยอยเข้าสู่ระบบ และอาจมีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาเพิ่มเติม รวมทั้งเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) มีแนวโน้มไหลกลับ

“กล่าวโดยสรุป ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดหุ้นไทย แต่ยังมีการบ้านให้ทำอีกมากสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้อง” นายไพบูลย์กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กูรูตลาดทุน ตั้งคำถาม “หุ้นไทยไม่น่าลงทุนแล้ว” จริงหรือ ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...