โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศึกพระพุทธสิหิงค์ (8) : ชาวกรุงศรีอยุธยายืนยัน พระพุทธสิหิงค์นั่งขัดสมาธิเพชร

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 เม.ย. 2566 เวลา 08.10 น. • เผยแพร่ 13 เม.ย. 2566 เวลา 08.10 น.

ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องพระพุทธสิหิงค์ในรายการคลับเฮาส์ของ รองศาสตราจารย์ ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง ไหลหลั่งพรั่งพรูประดุจสายน้ำ เนื่องจากเป็นประเด็นที่วิทยากรท่านนี้คาใจมานานแล้ว ด้วยเคยตั้งคำถามทุกปริศนามาก่อน ในที่สุดท่านค่อยๆ แกะรอยเงื่อนปมทุกเปลาะ จนได้ข้อสรุปด้วยตัวของวิทยากรเอง

ฉบับก่อน รศ.ดร.รุ่งโรจน์ได้ปูพื้นถึงแนวคิดเรื่องการจำลองพระพุทธสิหิงค์ทั่วล้านนามาแล้ว ฉบับนี้จักขอข้ามประเด็นต่อเนื่องที่ว่า ทำไมจึงเกิดคติการจำลองพระพุทธสิหิงค์ทั่วภาคกลางนับแต่พระนครศรีอยุธยาลงไปสู่ภาคใต้ของสยามอีกด้วย รวบไปไว้ในฉบับหน้า

เนื่องจากฉบับนี้มีความจำเป็นต้องอธิบายถึงเรื่องที่ว่า พระพุทธสิหิงค์เสด็จลงไปประทับอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้อย่างไร และการรับรู้ของชาวกรุงเก่าที่มีต่อพระพุทธสิหิงค์เป็นเช่นไรบ้าง เสียก่อน

นอกจากนี้แล้ว อยากชวนผู้อ่านย้อนขึ้นไปดูเหตุการณ์สมัยอยุธยาตอนกลางอีกประมาณ 1 ศตวรรษเศษ ว่าทำไมจึงมีการพบร่องรอยของการจำลองพระพุทธสิหิงค์ในกรุงศรีอยุธยาแล้วด้วย ก่อนหน้าที่พระพุทธสิหิงค์องค์จริงจักได้เสด็จมาประทับที่อยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชด้วยซ้ำ

พระสิงห์ 1 เคลื่อนสู่ภาคกลางได้อย่างไร ใครนำมาเป็นบุคคลแรก มีการกระจายตัวกี่ระลอก ล้วนเป็นประเด็นน่าติดตาม

พบพระสิงห์ 1 ในอุระพระมงคลบพิตร ณ วัดชีเชียงสมัยพระไชยราชา

รศ.ดร.รุ่งโรจน์นำเสนอข้อมูลใหม่ที่เชื่อว่าคนทั่วไปนอกแวดวงโบราณคดี รวมทั้งแม้แต่ผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องพระพุทธสิหิงค์จำนวนมากไม่เคยทราบข้อมูลนี้มาก่อน

นั่นคือ มีการค้นพบพระพุทธรูปหล่อด้วยสำริดสกุลช่างล้านนาแบบสิงห์ 1 (หน้ากลม อมยิ้ม องค์อวบอ้วน เม็ดพระศกโต เกตุบัวตูม สังฆาฏิสั้น ปางมารวิชัย นั่งขัดสมาธิเพชร) องค์ไม่เล็กจิ๋วเกินไปนักจำนวนมาก “ในพระอุระของหลวงพ่อมงคลบพิตร”!

เราจะตีความเรื่องนี้ได้อย่างไร รศ.ดร.รุ่งโรจน์ชี้ช่องว่า ควรย้อนกลับไปดูประวัติความเป็นมาของพระพุทธมงคลบพิตรนี้ให้ดีอีกครั้ง ว่าแรกเริ่มนั้นเคยประดิษฐาน ณ วัดไหน

พบว่าผู้สร้างคือสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ร่วมสมัยกับพระเมืองเกษเกล้า และมหาเทวีจิรประภา แห่งล้านนา) กษัตริย์พระองค์นี้มีกรณียกิจสำคัญคือยกทัพขึ้นไปตีลำพูน-เชียงใหม่ แล้วกวาดต้อนผู้คนลงมา

คำถามคือ พระสิงห์ 1 ในพระอุระพระมงคลบพิตรมาจากไหน ใครสร้าง? เป็นไปได้หรือไม่ว่า กลุ่มคนล้านนาพลัดถิ่นนั้น ได้นำเอาพระพุทธรูปองค์เล็กองค์น้อยแบบสิงห์ 1 ที่ตนเคยนับถือติดตัวมาด้วย

หรือมิเช่นนั้นแล้ว ประชากรชาวลำพูน-เชียงใหม่เมื่ออยู่ในกรุงศรีอยุธยานานเข้า (แม้จะในสถานะเชลยศึกก็ตาม) แต่ยังหวนหา “พระพุทธสิหิงค์” คู่บ้านคู่เมืองที่พวกตนเคยนับถืออยู่ เมื่อมีโอกาสสร้างพระพุทธรูป จึงเอารูปแบบของพระสิงห์ 1 ที่คุ้นชินมาสร้างใหม่ที่กรุงศรีอยุธยา

ก่อนจะใช้ชื่อ “หลวงพ่อพระมงคลบพิตร” ที่เรารู้จักกันนั้น วัดที่พระไชยราชาสร้างพระพุทธปฏิมาองค์นี้ เคยมีชื่อว่า “วัดชีเชียง” ตรงกับที่พงศาวดารระบุไว้

ต่อมาสมัยพระเจ้าทรงธรรม พ.ศ.2146 ได้มีการย้ายองค์พระพุทธปฏิมาจากวัดเชียงไปไว้ในตำแหน่งที่ตั้งปัจจุบันคือ วัดมงคลบพิตร

ส่วนองค์พระสิงห์ 1 องค์เล็กองค์น้อยหลายองค์ที่เคยบรรจุในพระอุระของหลวงพ่อพระมงคลบพิตรนั้น ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (นอกจากนี้แล้วในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม ก็พบพระสิงห์ 1 แบบล้านนาขนาดเขื่องด้วยอีกหลายองค์ ดิฉันกับ รศ.ดร.รุ่งโรจน์ขอสืบค้นที่มาของพระเหล่านี้ก่อนว่าได้มาจากที่ใด อย่างไร แล้วจะนำเสนอให้ผู้อ่านทราบต่อไป)

การนำเอาพระสิงห์ 1 หลายองค์ไปบรรจุไว้ในพระอุระหลวงพ่อพระมงคลบพิตรนั้น กระทำตั้งแต่เมื่อไหร่ โดยใคร ด้วยเหตุผลใด ไม่มีใครทราบ มารู้กันเอาในช่วงที่กรมศิลปากรทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดร้างมงคลบพิตรราวปี 2478-2479 นี่เอง

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้เป็นภาพสะท้อนว่า มีชุมชนชาวล้านนากลุ่มใหญ่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่สมัยพระไชยราชาแล้ว และแน่นอนว่าชาวล้านนากลุ่มนี้ย่อมขอพื้นที่ในการสร้างพระสิงห์ 1 เพื่อเป็นองค์แทนแห่งการรำลึกถึงพระพุทธสิหิงค์แห่งเชียงใหม่ จนเป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางของชาวอยุธยาด้วย

พระพุทธสิหิงค์ยุคสมเด็จพระนารายณ์ฯ

รศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าวว่า หลักฐานจากคำให้การฉบับต่างๆ ไม่ว่า คำให้การของชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัด ล้วนแต่อธิบายถึงเหตุผลการเสด็จขึ้นไปตีเชียงใหม่ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตรงกันว่า “เพื่อไปเอาพระพุทธสิหิงค์ และพระเจ้าแก่นจันทน์แดง พระคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ มาไว้ในกรุงศรีอยุธยา”

เนื้อหาเช่นนี้สะท้อนถึงอะไร รศ.ดร.รุ่งโรจน์อธิบายว่า

สะท้อนถึงทัศนะของคนในสมัยอยุธยา มองพระพุทธสิหิงค์ (รวมทั้งพระเจ้าไม้แก่นจันทน์) ว่าเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์มาก สามารถปกป้องคุ้มครองเมืองเชียงใหม่ไว้ได้อย่างยาวนาน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องควรค่าเหมาะสมกับผู้ปกครองบ้านเมืองที่มีบุญญาบารมีด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นแล้ว เชียงใหม่จักเสียเมืองให้แก่พม่าได้อย่างไร

ดังนั้น เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ฯ ตีเมืองเชียงใหม่ได้จากพม่า (แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ ก็ตาม หลังจากนั้นไม่นานพม่าก็ยึดเชียงใหม่คืนได้อีก) พระองค์ก็ย่อมต้องประกาศตนว่า “เป็นผู้มีบุญญาธิการ มีบารมีสูง จึงสามารถครอบครองพระพุทธสิหิงค์และพระเจ้าไม้แก่นจันทน์ไว้ได้”

คำให้การของชาวกรุงเก่า ให้ข้อมูลเรื่องพระพุทธสิหิงค์ไว้อีกหลายจิ๊กซอว์ ซึ่งไม่ปรากฏใน “ตำนานพระพุทธสิหิงค์” หรือ “สิหิงคนิทาน” ฉบับเมืองเหนือ นั่นคือมีการอธิบายว่า พระเจ้าเชียงใหม่ให้หล่อพระพุทธสิหิงค์ขึ้น มีอำนาจวิเศษมาก มีแก้วมณีที่มีอานุภาพฝังพระเนตรไว้ ทำให้พระพุทธสิหิงค์เหาะเหินเดินอากาศได้

ในขณะที่ สิหิงคนิทาน ระบุว่า ผู้หล่อพระพุทธสิหิงค์คือ กษัตริย์ลังกา แต่ด้วยบุญบารมีของกษัตริย์เชียงใหม่ จึงได้พระพุทธสิหิงค์ไว้ครอบครอง เห็นได้ว่า ชาวอยุธยาไม่ได้มองว่าเส้นทางเดินของพระพุทธสิหิงค์จะต้องยาวไกลถึงเมืองลังกา

คำให้การของชาวกรุงเก่า เล่มเดิมกล่าวต่อไปว่า เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้พระพุทธปฏิมาสององค์คือพระพุทธสิหิงค์และพระเจ้าแก่นจันทน์แดงมาไว้ในครอบครองแล้ว ก็ประกาศว่า

“พระพุทธปฏิมากรสององค์เกิดขึ้นได้ และอยู่ในเชียงใหม่ได้ก็ด้วยบารมีของเรา เราจักยอมถวายชีวิตเพื่อดูแลพระพุทธปฏิมากรสององค์นี้”

รศ.ดร.รุ่งโรจน์วิเคราะห์ว่า การขึ้นมาตีเชียงใหม่ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คงมิได้มีเจตนาเพียงแค่มายึดครองพระพุทธปฏิมากรสององค์ดังที่คำให้การของชาวกรุงเก่าเขียนไว้

ในความเป็นจริงแล้ว พระองค์มีจุดมุ่งหมายทางการเมืองด้วย นั่นคือต้องการกวาดต้อนผู้คนในแถบล้านนาลงมาไว้ที่กรุงศรีอยุธยาด้วยมากกว่า เพราะหากปล่อยไว้จักกลายเป็นฐานกำลังให้แก่กองทัพพม่า

คำประกาศว่าการขึ้นมาเชียงใหม่ เพื่อจะมาเอาพระพุทธสิหิงค์และพระเจ้าแก่นจันทน์แดงนั้น จึงเป็นเพียงหนึ่งในวัตถุประสงค์ที่ใช้เป็นข้ออ้างเท่านั้น

พระพุทธสิหิงค์ต้องนั่งขัดสมาธิเพชร

คําให้การขุนหลวงหาวัด พรรณนาเหตุการณ์เรื่องพระพุทธสิหิงค์คล้ายคลึงกับคำให้การของชาวกรุงเก่า แต่มีการเพิ่มประเด็นสำคัญ ซึ่งไม่พบในเอกสารคำให้การของชาวกรุงเก่า นั่นคือ

“พระพุทธสิหิงค์นั้น เป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชร”

รศ.ดร.รุ่งโรจน์วิเคราะห์ว่า การขยายความเช่นนี้สะท้อนว่า ในทัศนะของชาวอยุธยามองว่าท่านั่งแบบ “ขัดสมาธิเพชร” เป็นของแปลกตา ผิดหูผิดตายิ่งนักสำหรับความคุ้นชินของชาวอยุธยาและคนในภาคกลาง ถึงกับต้องระบุท่านั่งเช่นนี้ไว้ด้วย

เนื่องจากท่านั่งหลักของพระพุทธปฏิมาทั่วราชอาณาจักรตามวัดต่างๆ ที่ชาวอยุธยารู้จักมักคุ้นคือ “ท่าขัดสมาธิราบ” (พระชงฆ์ข้างหนึ่งจะทับซ้อนอีกข้าง จึงมองไม่เห็นฝ่าพระบาททั้งสองข้าง)

ด้วยเหตุนี้หรือไม่ ที่เอกสารคำให้การขุนหลวงหาวัด จึงจำเป็นต้องระบุเจาะจงไปให้ชัดๆ เลยว่า “พระพุทธสิหิงค์ที่ได้มาจากเชียงใหม่น่ะหรือ ก็คือองค์ที่นั่งสมาธิเพชรไงเล่า?” เป็นการแยกให้เห็นความแตกต่างระหว่างพระปฏิมาต่างถิ่นที่มาใหม่ และพระปฏิมาพื้นถิ่นของอยุธยา

พระพุทธสิหิงค์หน้าตัก 2 เมตร?!

ยังมีคำให้การอีกฉบับหนึ่ง ที่เขียนไว้แตกต่างจากฉบับอื่น คือคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เขียนช่วงกรุงแตกจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ ต้นฉบับได้จากหอหลวง ระบุว่า พระพุทธสิหิงค์เป็น 1 ใน 8 ของพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของกรุงศรีอยุธยา

ระบุว่า “พระพุทธสิหิงค์นั่งขัดสมาธิเพชร หน้าตัก 4 ศอก”

มาตราวัดปัจจุบัน 4 ศอก = 2 เมตร ต้องถือว่าเป็นพระพุทธปฏิมาที่มีขนาดใหญ่มากทีเดียว ในความเป็นจริงนั้น องค์พระพุทธสิหิงค์ที่เรารู้จักและยอมรับกันสามองค์ ไม่ว่าที่วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ ที่นครศรีธรรมราช และที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ วังหน้า ไม่มีองค์ใดเลยที่มีขนาดหน้าตักใหญ่เช่นนั้น

รศ.ดร.รุ่งโรจน์ทิ้งท้ายว่า ประเด็นนี้น่าจะมีความคลาดเคลื่อน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ระหว่างเกิดความเข้าใจผิดขณะที่มีการบันทึกเอกสาร หรือหากคำให้การนี้เป็นความจริง กล่าวคือข้อมูลที่บันทึกไว้ไม่คลาดเคลื่อน แสดงว่าพระพุทธสิหิงค์ทั้งสามองค์นั้น ไม่ใช่องค์จริงสักองค์เลยล่ะหรือ?

เรื่องนี้จำเป็นต้องหาคำอธิบายกันต่อไป •

ปริศนาโบราณคดี | เพ็ญสุภา สุขคตะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...