โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"พริกกะเหรี่ยง" กับความลื่นไหลทางอัตลักษณ์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 18 ต.ค. 2567 เวลา 15.46 น. • เผยแพร่ 19 ต.ค. 2567 เวลา 06.15 น.
คนกะเหรี่ยงมักตากพริกสดสีแดงไว้หน้าบ้านหลายวัน จนได้เป็นพริกแห้ง - ขอบคุณรูปจาก คุณ กฤช เหลือลมัย

“พริกกะเหรี่ยง” ถือได้ว่าเป็นพริกเผ็ดอันดับต้น ๆ ของไทย ด้วยความเผ็ดร้อนที่ขึ้นชื่อ คนส่วนมากจึงมักนำพืชพันธุ์สีส้มแดงนี้มาเป็นตัวชูโรงให้อาหารมีรสชาติจัดจ้านขึ้น อย่างที่เราคุ้นตากันจาก “ก๋วยเตี๋ยวพริกกะเหรี่ยง” ที่เปิดร้านขายกันแทบจะทั่วประเทศ

พริกกะเหรี่ยง ยังมีสรรพคุณด้านสุขภาพ เช่น ช่วยละลายเสมหะ ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น ประโยชน์เหล่านี้จึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พริกกะเหรี่ยงถึงเป็นวัตถุดิบคู่ครัวคนไทยมาเป็นระยะเวลานาน แต่ทุกวันนี้มีพริกอีกแบบเพิ่มเข้ามา และเรียกว่าพริกกะเหรี่ยงเหมือนกัน แล้วพริกชนิดใหม่จัดเป็นพริกกะเหรี่ยงด้วยหรือเปล่า?

พริกกะเหรี่ยงหรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Capsicum frutescensLinn. เป็นพริกในวงศ์เดียวกับพริกขี้หนูอย่าง Solanaceae พริกที่อาจเรียกได้ว่าเผ็ดที่สุดของไทย ความร้อนแรงของมันถูกจัดอันดับไว้ถึง 100,000 สโควิลล์ ระดับเดียวกับพริกขี้หนู ส่วนรูปร่างแบ่งได้ 2 ประเภท คือ เม็ดเรียวยาวกับเม็ดสั้น ผิวขรุขระเล็กน้อย

พื้นที่ปลูกพริกกะเหรี่ยงมักอยู่บริเวณที่ราบสูงเป็นหลัก ถึงแม้ว่าจะปลูกในพื้นที่ลุ่มได้ก็ตาม แต่เนื่องจากพื้นที่สูงจะทำให้เติบโตได้อย่างเต็มที่มากกว่า จึงมักปลูกในที่ราบชัน อย่างที่ กฤช เหลือลมัยคอลัมนิสต์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหารของนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ได้อธิบายต้นกำเนิดของพริกสีแดงส้มนี้ไว้ว่า

“พริกกะเหรี่ยงนั้นมักปลูกอยู่บริเวณภูมิประเทศที่เป็นที่สูง หรือที่ราบชัน…ด้านตะวันตกแถบเทือกเขาตะนาวศรี ตั้งแต่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ขึ้นไปจนกระทั่งถึงอุทัยธานี สุพรรณบุรี จนกระทั่งถึงตาก…พืชนี่จะโตเต็มที่หรือมีประสิทธิภาพอย่างเต็มตัวได้ จะต้องอยู่ในภูมิประเทศที่เหมาะสมกับมัน อย่างพริกกะเหรี่ยงก็เหมาะกับพื้นที่สูง”

อีกทั้งบริเวณแถบนั้นมีกะเหรี่ยงอาศัยอยู่จำนวนมาก และพวกเขามักปลูกพืชพันธุ์เหล่านี้เพื่อเลี้ยงชีพ จึงทำให้เราเรียกพริกชนิดนี้ว่า “พริกกะเหรี่ยง” ซึ่งอ้างอิงจากผู้ปลูกนั่นเอง โดยปัจจุบันมีแหล่งเพาะปลูกพริกกะเหรี่ยงในไทยหลายแห่ง เช่น อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี, อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี, อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น

นอกจากนี้ วิธีเพาะปลูก “พริกกะเหรี่ยง” ซึ่งมักจะหว่านผลกันตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ของทุกปี ก็เรียกได้ว่าแตกต่างจากพริกอื่นเป็นไหน ๆ เพราะปกติชาวไร่ชาวสวนที่ปลูกพริกจะไถพรวนดิน แล้วยกร่องให้มีความสูงประมาณ 20 เซนติเมตร และทำสันดินห่างกันพอประมาณ เพื่อหวังผลผลิตให้ออกดอกผลจำนวนมากในวันข้างหน้า

ทว่าพริกกะเหรี่ยงเกิดจากการนำเมล็ดพริกไปหว่านแซมไว้กับข้าว หรือพืชพันธุ์อื่น ๆ เนื่องจากไม่ต้องการให้เปลือกพริกโดนกับแดด และชาวกะเหรี่ยงจะไม่ใช้สารเคมีสำหรับการปลูกพริกดังกล่าวอีกด้วย

เมื่อวันเวลาผันผ่านไป ฤดูเก็บเกี่ยวมาถึงในช่วงตุลาคม-มกราคม พริกกะเหรี่ยงรูปร่างคล้ายพริกขี้หนู ลักษณะผิวไม่เรียบสม่ำเสมอ มีรสเผ็ดจัด ทั้งเม็ดเรียวยาวและเม็ดสั้น ก็พร้อมอวดโฉมในตลาด รอให้ทุกคนนำกลับไปปรุงเป็นอาหาร เป็นวัตถุดิบชั้นยอดที่ต้องมีไว้ติดครัว

อย่างไรก็ตาม ช่วง 20 ปีมานี้ คนรุ่นใหม่เริ่มไม่รู้จักพริกกะเหรี่ยงแบบดั้งเดิม และคิดไปว่าพริกรูปร่างอ้วนป้อม มีสีขาวและเขียวอ่อน รสชาติเผ็ดเร็วปรูดปราด คือ “พริกกะเหรี่ยง” ทั้งที่ผ่านมาพริกกะเหรี่ยงมีลักษณะเรียวยาว และเผ็ดนาน

อย่างที่นักเขียนด้านอาหารกล่าวไว้ว่า…

“40 ปีที่แล้ว ถ้าพูดถึงพริกกะเหรี่ยงก็จะนึกออกได้อย่างเดียว ก็คือพริกที่เป็นพริกขี้หนู ที่เม็ดยาวนิดนึง ขรุขระหน่อย แล้วก็มีรสเผ็ดจัดมาก กลิ่นหอมมาก ๆ ด้วยเช่นกัน แล้วก็จะมีขายแค่บางช่วงของปี ขายราคาค่อนข้างแพง คือเรียกได้ว่าเป็นพริกขี้หนูพื้นเมืองที่มีคุณภาพสูง”

กฤชบอกอีกว่า…

“พอสัก 20 ปีที่แล้วคนก็เริ่มมาเรียกพริกสีขาว ๆ เหลือง ๆ เม็ดอ้วน ๆ หน่อย สีส้ม ว่าพริกกะเหรี่ยง อย่างในร้านค้าก็พากันเรียกแบบนี้ไปด้วย ทำให้พริกกะเหรี่ยงมันมีลักษณะเพิ่มขึ้นมา กลายมาเป็นพริกหน้าตาแบบนี้ก็ได้”

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ แต่จากคำสัมภาษณ์ของ ลัดดาวัลย์ ปัญญาผู้ทำงานสาธารณะเกี่ยวกับปัญหาการขึ้นทะเบียนพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ในบทความ “พริกกะเหรี่ยงและความหมายที่ไม่หยุดนิ่ง”กล่าวไว้ว่า

“แต่มันจะมีพริกป้อมสีขาวสีเขียวอ่อน ที่สุกเป็นสีเหลืองส้ม ขึ้นรวม ๆ อยู่ตลอดนะ เราไม่ได้ปลูก ไม่เคยคัดเมล็ดมาเพาะต่อเลย แต่มันจะเกิดแทรกปนมาทุกครั้ง ไม่รู้มันมาจากไหน”

นอกจากนี้สุดา กองแก เจ้าของไร่แห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี ได้อธิบายถึงพริกลักษณะใหม่ ซึ่งกลายมาเป็นพริกกะเหรี่ยงด้วยเช่นกัน ไว้ในบทความเดิมว่า

“พริกกะเหรี่ยงทั่ว ๆ ไปนั้นเรียกว่า ‘ชิเกะโผล่ว’ ส่วนพริกแบบนี้เรียก ‘ชิเกะส่าหว่า’ หมายถึงพริกที่กลายพันธุ์ กลายรูปร่างและรสชาติไปจากเดิม”

นี่จึงอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดพริกกะเหรี่ยง (เพิ่มขึ้นมา) ตามคำนิยามแบบใหม่ คือรูปร่างป้อม มีสีขาวหรือเขียว แบบที่เราเห็นกันในปัจจุบันก็เป็นได้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

กฤช เหลือลมัย. “พริกกะเหรี่ยงและความหมายที่ไม่หยุดนิ่ง”, ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนมีนาคม 2566.

องค์กรความรู้เพื่อพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน. “พริกกะเหรี่ยงพริกชนเผ่า จิ๋วแต่แจ๋ว.” สืบค้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2566. https://hkm.hrdi.or.th/Knowledge/detail/613.

สลิลา มหันต์เชิดสลิลา. “วิชานี้ว่าด้วยความ ‘เผ็ช’.” สืบค้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2566. https://www.greenery.org/chilli/.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 24 มีนาคม 2566

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “พริกกะเหรี่ยง” กับความลื่นไหลทางอัตลักษณ์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...