โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

Christopher Nolan มองอีกมุม ยังต้องมีหนังแฟรนไชส์ควบคู่หนังออริจินัล วงการฮอลลีวูดถึงจะสมดุล

BT Beartai

อัพเดต 27 พ.ย. 2566 เวลา 11.44 น. • เผยแพร่ 27 พ.ย. 2566 เวลา 03.35 น.
Christopher Nolan มองอีกมุม ยังต้องมีหนังแฟรนไชส์ควบคู่หนังออริจินัล วงการฮอลลีวูดถึงจะสมดุล

https://assets.beartai.com/uploads/speaker/post-1334495.mp3?cb=1701085731.mp3

แม้หนังฮีโรของ 2 ค่ายใหญ่ทั้ง Marvel และ DC ในช่วงหลังที่ผ่านมาจะเข้าสู่ยุคอิ่มตัวและถือเป็นขาลงอย่างแท้จริง แต่ข้อถกเถียงของวงการฮอลลีวูดยุคนี้ที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดก็คือ การมีอยู่และบทบาทของหนังแฟรนไชส์ ที่ครอบคลุมทั้งบรรดาหนังซูเปอร์ฮีโร และหนังที่ดัดแปลงมาจากคาแรกเตอร์ลิขสิทธิ์ ที่กลายมาเป็นทิศทางที่หลาย ๆ สตูดิโอเลือกจะสานต่อความสำเร็จที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

จนกลายเป็นข้อถกเถึยงและตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์ถึงการขาดความหลากหลายของหนังที่ฉายอยู่ในโปรแกรม โดยเฉพาะหนังออริจินัล ที่หลายครั้งโดนกระแสของหนังแฟรนไชส์ต่าง ๆ แย่งซีนไปจนไม่สามารถทำรายได้ได้เท่าที่ควรจะเป็น จนกลายมาเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ของผู้กำกับหลาย ๆ คนที่ออกมาโจมตีหนังแฟรนไชส์ (โดยเฉพาะหนังซูเปอร์ฮีโร) ว่าเป็นตัวทำลายระบบนิเวศของฮอลลีวูด และวัฒนธรรมภาพยนตร์ที่ควรจะเป็น

แต่ก็ยังมีผู้กำกับอีกหนึ่งคนที่มองปรากฏการณ์นี้ในมุมมองที่ต่างออกไป นั่นก็คือ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ผู้กำกับระดับท็อปของยุคนี้ ที่เคยนำพาแบทแมนไปสู่จุดสูงสุดของหนังซูเปอร์ฮีโร ด้วยไตรภาค ‘The Dark Knight’ มาแล้ว ที่ได้เปิดเผยมุมมองของเขาต่อเรื่องนี้ในบทสัมภาษณ์ของสำนักข่าว AP

โนแลนกล่าวว่า ตัวเขาเองยังคงเชื่อมั่นว่า การมีอยู่ของบรรดาหนังบล็อกบัสเตอร์ ทั้งหนังซูเปอร์ฮีโร และหนังแฟรนไชส์ต่าง ๆ ก็ยังคงจำเป็น ในฐานะตัวทำรายได้หลักให้เกิดการหมุนเวียนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ในขณะที่วงการก็ยังจำเป็นต้องมีหนังออริจินัลอยู่ เพื่อเพิ่มทางเลือกที่สดใหม่ให้กับผู้ชมด้วย และการมีอยู่ของหนังทั้ง 2 แบบล้วนเกื้อกูลให้เกิดความสมดุลต่อระบบนิเวศของวงการภาพยนตร์มาโดยตลอด

Christopher Nolan The Dark Knight
Christopher Nolan The Dark Knight

“ในฮอลลีวูดมีความสมดุลอยู่เสมอครับ ระหว่างผลงานที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ที่การันตีได้ว่าจะสามารถดึงคนเข้าโรงหนังได้ มอบความบันเทิงในแบบที่คนดูต้องการได้ ซึ่งมันเป็นส่วนสำคัญในเศรษฐศาสตร์ของฮอลลีวูด (ธุรกิจภาพยนตร์ฮอลลีวูด) มาโดยตลอด และมันก็ช่วยเป็นตัวทำเงินให้กับหนังประเภทอื่น ๆ อีกมากมายที่สตูดิโอผลิตและจัดจำหน่ายด้วย”

“แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ยังต้องให้ความเคารพต่อความปรารถนาของผู้ชมในสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอด้วย สิ่งนั้นยังคงเป็นหนึ่งในความตื่นเต้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตอนที่ไปดูหนัง นั่นก็คือการได้ดูตัวอย่างหนังที่คุณไม่เคยเห็น หรือแนวหนังที่คุณไม่เคยดูมาก่อน ระบบนิเวศที่ดีในฮอลลีวูด เป็นเรื่องของการรักษาสมดุลระหว่าง 2 แนวทาง และมันก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอด”

ข้อถกเถียงถึงการมีอยู่ของบรรดาหนังแฟรนไชส์ และหนังซูเปอร์ฮีโรนั้นมีมาโดยตลอด และปฏิเสธไม่ได้ว่า บทสัมภาษณ์ของ มาร์ติน สกอร์เซซี (Matin Scorsese) ผู้กำกับชั้นครู ที่ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Empire เมื่อปี 2019 ที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า ‘หนังซูเปอร์ฮีโรนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากสวนสนุก’ นั้นเป็นเชื้อไฟที่จุดกระแสถกเถียงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

สกอร์เซซียังคงยืนยันถึงประโยคเดิม เพราะเขาได้ให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า สิ่งที่คนทำหนังจะต้องยืนหยัดก็คือ ต้องพยายามสู้กลับให้แข็งแรงยิ่งกว่า เพื่อไม่ให้บรรดาหนังแฟรนไชส์ที่ดัดแปลงจากหนังสือคอมิก ส่งผลอันตรายต่ออุตสาหกรรม และวัฒนธรรมการดูหนังของผู้ชม ในขณะที่ผู้กำกับรุ่นใหญ่ ๆ ทั้ง เจมส์ คาเมรอน (James Cameron), ริดลีย์ สก็อตต์ (Ridley Scott) หรือล่าสุด จอห์น วู (John Woo) ผู้กำกับสายแอ็กชัน ก็เคยออกโรงรุมวิพากษ์วิจารณ์หนังซูเปอร์ฮีโรด้วยเช่นกัน

Christopher Nolan inception
Christopher Nolan inception

สกอร์เซซีเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร GQ อีกครั้งเพื่อย้ำจุดยืนเดิมว่า “คุณจะต้องมีผู้กำกับแบบพี่น้องแซฟดี (Safdie Brothers – ผู้กำกับ ‘Uncut Gems’ (2019)) แบบ คริส โนแลน และเราต้องโจมตีมาจากฐานราก โจมตีจากทุกทิศทาง และอย่ายอมแพ้ ออกไปและทำมันซะ ไปสร้างผลงานใหม่ ๆ เพราะเราต้องร่วมกันกอบกู้วงการภาพยนตร์”

โนแลนถือเป็นผู้กำกับที่ไปสุดมาแล้วทั้ง 2 แนวทาง เพราะหนังออริจินัลที่เขาเขียนบทขึ้นเองก็นับว่าประสบความสำเร็จแทบทุกเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น ‘The Prestige’ (2006), ‘Inception’ (2010), ‘Interstellar’ (2014), ‘Dunkirk’ (2017), ‘Tenet’ (2020) และหนังเรื่องล่าสุดของเขาอย่าง ‘Oppenheimer’ ที่ทำรายได้สูงถึง 950 ล้านเหรียญ เกินกว่าที่นักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์เอาไว้

ในขณะที่โนแลนเองก็เคยนำพาแบทแมน สู่การเป็นหนังแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโรที่ประสบความสำเร็จสูงสุดมาแล้วในไตรภาค ‘The Dark Knight’ ตั้งแต่ ‘Batman Begins’ (2005), ‘The Dark Knight’ (2008) และ ‘The Dark Knight Rises’ (2012) ที่ทำรายได้อย่างงดงาม และได้รับคำวิจารณ์อย่างที่ยากจะหาใครเทียบ ซึ่งแม้จะประสบความสำเร็จขนาดนี้ แต่โนแลนเองก็ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่กลับไปกำกับหนังซูเปอร์ฮีโรอีกแล้วอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ โนแลนก็มักจะเป็นผู้กำกับที่มีข่าวลือว่าจะได้ไปกำกับหนังแฟรนไชส์ต่าง ๆ มากมาย ทั้งแฟรนไชส์หนังสายลับ ‘James Bond’ หรือแม้แต่แฟรนไชส์หนังสงครามอวกาศ ‘Star Wars’ ซึ่งช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา มีข่าวลือที่หนาหูที่ออกมาทางสื่อว่า เขากำลังจะได้กำกับหนังแฟรนไชส์ ‘James Bond’ ภาคใหม่ ลือถึงขั้นว่าจะดึงนักแสดงอย่าง เฮนรี คาวิลล์ (Henry Cavill) มารับบทเป็นสายลับรหัส 007 คนใหม่

แต่ล่าสุด โนแลนก็ออกมาปฏิเสธชัดเจนว่า เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในแฟรนไชส์นี้แต่อย่างใด และหนังเจมส์ บอนด์ ภาคที่ 26 ก็จะไม่ใช่โปรเจกต์หนังเรื่องต่อไปของเขาอีกด้วยเช่นกัน

ที่มา: AP, IndieWire

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...