โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดหุ้นต่ำ 10 น่าหยิบเข้าพอร์ต!

The Bangkok Insight

อัพเดต 22 ส.ค. 2563 เวลา 05.09 น. • เผยแพร่ 22 ส.ค. 2563 เวลา 05.09 น. • The Bangkok Insight

ถ้าเอ่ยถึงหุ้นที่มีราคาต่ำกว่า 10 บาท เข้าใจกันดีว่าเป็นหุ้นราคาถูก บริษัทขนาดเล็ก มาร์เก็ตแคปไม่มาก

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสนามการลงทุนของนักลงทุนรายย่อย รวมถึงนักลงทุนที่มีเงินลงทุนไม่สูง เนื่องจากการซื้อขายแต่ละครั้งจะใช้เงินจำนวนไม่มาก และสังเกตได้ว่ามักมีการซื้อขายในระยะสั้นๆ หรือลักษณะเก็งกำไร

ดังนั้น หุ้นประเภทนี้จึงมีความคึกคักในการซื้อขาย เพราะนักลงทุนพร้อมขายทำกำไรแล้วไปหาหุ้นที่มีราคาต่ำตัวอื่นๆ ลงทุนต่อ ขณะเดียวกัน หุ้นบางตัวมักจะได้รับความสนใจแค่บางช่วงเวลา โดยเฉพาะช่วงที่มีกระแสข่าวทำให้การซื้อขายคึกคักและสร้างสีสันได้ในช่วงเวลานั้นๆ ด้วยเหตุผลดังกล่าว การซื้อขายส่วนใหญ่ในแต่ละครั้งจึงใช้ปัจจัยทางเทคนิคในการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจลงทุน

โดยเป้าหมายของนักลงทุนในหุ้นที่มีราคาต่ำ คือ การทำกำไรจากส่วนต่างของราคา (Capital gain) ด้วยการซื้อราคาถูกและรอจังหวะขายเมื่อราคาปรับขึ้น เมื่อคิดเป็นอัตราการเพิ่มของราคาจะสูงมาก

ยกตัวอย่าง

ซื้อหุ้น BAC ราคา 2 บาท สัปดาห์ถัดมาราคาหุ้นปรับขึ้นไป 3 บาท หากขายทำกำไรก็จะได้ผลตอบแทน 1 บาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรถึง 50%

อย่างไรก็ตาม ยังมีหุ้นที่มีราคาต่ำกว่า 10 บาท หลายตัวมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มีแนวโน้มการเติบโตด้านการดำเนินธุรกิจที่สดใส และมีความสามารถในการสร้างผลกำไรที่ดีอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่า สามารถลงทุนในระยะยาวได้

และปฏิเสธไม่ได้ว่าราคาหุ้นที่จะปรับขึ้นไปได้นั้น ต้องมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง และปัจจัยสำคัญที่สะท้อนได้ชัดเจนที่สุด ก็คือ กำไรสุทธิ ควรเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเมื่อกำไรเติบโต อัตรากำไรสุทธิ ควรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน โดยเป็นการวัดอัตราส่วนทางการเงินของผลกำไรสุทธิกับยอดขาย ซึ่งบอกถึงความสามารถในการทำกำไรสุทธิ ประสิทธิภาพการดำเนินงานและความสามารถของทีมผู้บริหาร

ถ้าอัตรากำไรสุทธิอยู่ในระดับสูง แสดงว่าความสามารถของการดำเนินงานและสินค้าของบริษัทมีคุณภาพสูง ขายแล้วได้กำไรดี แต่ถ้าอยู่ในระดับต่ำ บริษัทนั้นอาจมีปัญหาด้านการดำเนินงาน เช่น ไม่สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้ หรือมีการแข่งขันสูงจึงไม่สามารถเพิ่มราคาขายในตลาดได้

ยกตัวอย่าง

ปี 2562 บริษัท XYZ มียอดขาย 250,000 บาท กำไรสุทธิ 50,000 บาท จะมีอัตรากำไรสุทธิ 20% หมายความว่า ทุกการลงทุน 100 บาท บริษัท XYZ จะทำกำไรได้ 20 บาท

ถัดจากนั้นก็นำอัตราส่วนนี้ไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน เพื่อดูว่าบริษัทใดมีประสิทธิภาพในการทำธุรกิจมากกว่า

นอกจากนี้ การเลือกหุ้นที่น่าลงทุน ควรเลือกหุ้นที่มีความสามารถในการทำกำไรมากกว่าบริษัทคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน ด้วยการใช้อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) มาช่วยในการพิจารณา

ROE คือ อัตราการทำกำไรในสินทรัพย์ ช่วยบอกนักลงทุนให้ทราบว่าบริษัทใด คือ เครื่องจักรทำเงิน ประโยชน์ของ ROE จะอธิบายว่าเงิน 1 บาทของผู้ถือหุ้น บริษัทนำไปทำธุรกิจแล้วทำให้เป็นกำไรได้กี่บาท ยิ่งสร้างกำไรได้มากก็ยิ่งดี แสดงว่าผู้บริหารมีความสามารถในการจัดสรรเงินลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้ผู้ถือหุ้นได้

ROE = (กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น) × 100

ยกตัวอย่าง

ปี 2562 บริษัท BAC มีกำไรสุทธิ 150,000 บาท มีสินทรัพย์รวม 300,000 บาท มีหนี้สินรวม 20,000 บาท

ส่วนของผู้ถือหุ้น = (สินทรัพย์รวม – มีหนี้สินรวม)
จะได้ 300,000 – 20,000 = 280,000 บาท
ROE = (150,000/280,000) × 100 = 54%
หมายความว่า บริษัท BAC สามารถใช้ส่วนของผู้ถือหุ้น 100 บาท ในการทำกำไรได้ 54 บาท

ถ้า ROE เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หมายความบริษัทมีความสามารถในการบริหารจัดการและทำกำไรจากส่วนของผู้ถือหุ้นได้ดี แต่ถ้า ROE ปรับลดลงอาจสะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารเงินลงทุนที่ลดลง

อีกทั้ง นักลงทุนควรดูความสม่ำเสมอของอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) และสามารถเลือกได้ด้วยตนเองว่าต้องการลงทุนในบริษัทที่ให้อัตราเงินปันผลตอบแทนอยู่ที่ระดับใดต่อปี เช่น 5%, 8%, 10% เป็นต้น

หากลองคัดเลือกหุ้นประเภทเล็กพริกขี้หนูที่มีราคาซื้อขายไม่เกิน 10 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2563) โดยตั้งเงื่อนไขว่าอัตราเงินปันผลตอบแทน ไม่ต่ำกว่า 5% ในรอบ 5 ปีล่าสุด (2558 – 2562) กำไรสุทธิ ต้องเป็นบวกตลอด (ห้ามขาดทุนสุทธิ) ในรอบ 5 ปีล่าสุด (2558 – 2562) และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ตลอด 5 ปีล่าสุด (2558 – 2562) ต้องทำได้ไม่ต่ำกว่า 15% จะได้รายชื่อหุ้นผู้เข้ารอบจำนวน 4 หุ้นด้วยกัน ดังนี้

เงื่อนไข

อัตราเงินปันผลตอบแทน ไม่ต่ำกว่า 5% ในรอบ 5 ปีล่าสุด (2558 – 2562)
กำไรสุทธิ ต้องเป็นบวกตลอด (ห้ามขาดทุนสุทธิ) ในรอบ 5 ปีล่าสุด (2558 – 2562)
อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ต้องทำได้ไม่ต่ำกว่า 15% ในรอบ 5 ปีล่าสุด (2558 – 2562)

หมายเหตุ : บทความนี้เพื่อใช้สำหรับศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

ฐิติเมธ โภคชัย
ผู้บริหารงาน ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...