โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กองทุนส่วนบุคคล คืออะไร? ต่างจากกองทุนรวมอย่างไร?

Finnomena

อัพเดต 17 ก.พ. 2568 เวลา 03.17 น. • เผยแพร่ 28 พ.ค. 2563 เวลา 07.19 น. • เพื่อนผู้ใจดี

เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินคำว่ากองทุนส่วนบุคคล หรือ Private Fund กันมาบ้าง แต่อาจจะยังไม่แน่ใจว่ากองทุนประเภทนี้ต่างจากกองทุนทั่วไปอย่างไร มีอะไรแถมมาเป็นพิเศษ แล้วเหมาะกับใครกันแน่? วันนี้จะขอมาสรุปเนื้อหาสำคัญ ๆ ที่จะช่วยให้ทุกคนเข้าใจกันมากขึ้นนะ

คำจำกัดความ

กองทุนรวม:กองทุนรวม คือ กองทุนที่รวบรวมเงินจากผู้ลงทุนหลาย ๆ คน โดยมีผู้จัดการกองทุนจาก บลจ. เจ้าของกองทุน ที่จะนำเงินดังกล่าวไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ภายใต้กรอบนโยบายของกองทุนนั้น ๆ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทน แล้วจึงนำมาคืนให้ผู้ลงทุนแต่ละคนตามสัดส่วนที่ลงทุน หรือก็คือ ตามจำนวนหน่วยลงทุนที่ถือครอง

กองทุนส่วนบุคคล: กองทุนส่วนบุคคล คือ กองทุนที่บริหารจัดการเงินของผู้ลงทุน โดยมีผู้จัดการกองทุนจากบริษัทจัดการมาช่วยบริหาร แต่เนื่องเพราะเป็นกองทุนส่วนบุคคล ผู้ลงทุนจึงสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย หรือรายละเอียดในการลงทุนได้ เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ของตนมากที่สุด

สรุปคือ หากลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคล ผู้ลงทุนจะสามารถร่วมกำหนดได้ว่านโยบายการลงทุนจะเป็นอย่างไร จะเรียกว่าเป็นการลงทุนแบบตามใจฉันก็ได้ มีความเป็นส่วนตัว ในขณะที่ถ้าเป็นกองทุนรวมนั้น หน้าที่นี้จะเป็นของผู้จัดการกองทุน ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว ส่วนผู้ลงทุนนั้นทำเพียงเลือกกองทุนที่มีนโยบายสอดคล้องแนวทางของตนมากที่สุด

โดยกองทุนส่วนบุคคลนั้นผู้ลงทุนสามารถเป็นบุคคลธรรมดาเพียงคนเดียว เป็นนิติบุคคล (เช่น บริษัท มูลนิธิ สหกรณ์ออมทรัพย์ ฯลฯ) หรือจะเป็นคณะบุคคลตั้งแต่ 2-35 คนก็ได้

นโยบายการลงทุน

กองทุนรวม:บลจ. เจ้าของกองทุนเป็นผู้กำหนด

กองทุนส่วนบุคคล:บริษัทจัดการกับผู้ลงทุน สามารถกำหนดร่วมกันได้

ดังที่กล่าวข้างต้น หากเป็นกองทุนรวม นโยบายและกลยุทธ์จะถูกกำหนดไว้โดย บลจ. แล้ว แต่หากเป็นกองทุนส่วนบุคคล เราในฐานะผู้ลงทุนสามารถมีส่วนร่วมได้ เราแจ้งได้ว่าจุดประสงค์ของเราเป็นอย่างไร รับความเสี่ยงได้แค่ไหน คาดหวังผลตอบแทนเท่าไร อยากลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหนเป็นพิเศษ หรือแม้กระทั่งว่าไม่อยากลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหน ก็ระบุมาได้เลย ทำให้กองทุนส่วนบุคคลมีความยืดหยุ่นกว่า

ซึ่งในเบื้องต้น บริษัทจัดการก็จะขอข้อมูลของผู้ลงทุน เช่น ฐานะทางการเงิน ระยะเวลาที่ต้องการลงทุน ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ผลตอบแทนที่หวังไว้ ฯลฯ เพื่อทำความรู้จักสถานะของผู้ลงทุน (Know Your Customer) จากนั้นก็ค่อยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่านโยบายการลงทุนแบบไหนที่เหมาะกับผู้ลงทุน (Suitability)

สินทรัพย์ที่ลงทุน

กองทุนรวม:อยู่ภายใต้กรอบนโยบายของกองทุนนั้น ๆ

กองทุนส่วนบุคคล:สามารถลงทุนได้หลากหลาย

โดยปกติแล้ว กองทุนรวมกองใดกองหนึ่งก็จะเน้นลงทุนในประเภทสินทรัพย์หนึ่งไปเลย เช่น กองทุนหุ้นไทย กองทุนหุ้นโลก กองทุนทองคำ กองทุนตราสารหนี้ ฯลฯ ซึ่งหากผู้ลงทุนอยากกระจายการลงทุนในหลายๆ สินทรัพย์ ก็จะต้องซื้อหลายกองทุน แต่ถ้าเป็นกองทุนส่วนบุคคล ผู้ลงทุนสามารถเลือกได้ว่าอยากลงทุนในสินทรัพย์ไหนบ้าง ไม่ได้มีข้อกำหนดว่าต้องลงแค่ประเภทนี้เท่านั้น ลงทุนได้ทั้งในและนอกประเทศ โดยกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ต่าง ๆ ก็จะเป็นชื่อของผู้ลงทุนเลย ไม่ใช่ชื่อของบริษัท แต่จะมีระบุชื่อบริษัทควบคู่ไปด้วยเพื่อแสดงถึงสิทธิ์ในการบริหารจัดการสินทรัพย์ให้ผู้ลงทุน เวลาได้รับผลประโยชน์ เช่น หุ้นตัวนี้มีการจ่ายปันผล เราก็จะได้รับเต็ม ๆ ในฐานะนักลงทุนคนหนึ่ง อันนี้ไม่เหมือนในกรณีกองทุนรวมที่เราเป็นเจ้าของแค่หน่วยลงทุน ไม่ได้เป็นเจ้าของโดยตรงของสินทรัพย์ที่กองทุนไปลงทุนอีกที

ฝั่งบริษัทจัดการ ต้องแต่งตั้งผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodian) ที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. มาเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินรวมถึงคอยติดตามสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุนนั้น ๆ ซึ่งผู้รับฝากทรัพย์สินจะต้องเป็นบุคคลที่ 3 ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวบริษัท อาจจะเป็นธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกัน ฯลฯ ทั้งนี้ก็เพื่อให้มีการควบคุมและสอบยัน (Check & Balance) ให้มั่นใจว่าทรัพย์สินนั้นปลอดภัย

จำนวนเงินขั้นต่ำในการลงทุน

กองทุนรวม:ขึ้นอยู่กับแต่ละกองทุน ขั้นต่ำสุดอยู่ที่ 1 บาท

กองทุนส่วนบุคคล:ส่วนใหญ่อยู่ที่หลักสิบล้านบาทขึ้นไป แต่บางเจ้าเริ่มให้ขั้นต่ำที่ 1 ล้านบาท

สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ ปกติเรามักจะเข้าใจว่ากองทุนส่วนบุคคลนั้นต้องมีเงินเยอะมากจำนวนหนึ่งถึงจะเปิดได้ แต่ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่เริ่มให้ขั้นต่ำที่ 1 ล้านบาท ช่วยให้การเข้าถึงกองทุนส่วนบุคคลนั้นง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อน จะมีบริษัทไหนบ้างนั้นเรายังไม่ขอบอกในนี้ละกัน ลองไปค้นหากันเองดูนะ

ค่าธรรมเนียม

กองทุนรวม:หลัก ๆ ก็จะมีค่าธรรมเนียมซื้อ/ขาย/สับเปลี่ยน/โอนหน่วย และค่าใช้จ่ายรวมซึ่งก็จะประกอบไปด้วยค่าธรรมเนียมการจัดการ ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ เป็นต้นหากเป็นกองทุนประเภท Active หรือ ลงทุนในต่างประเทศ ก็จะเก็บค่าธรรมเนียมสูงกว่ากองทุนประเภท Passive หรือ ลงทุนในประเทศ

กองทุนส่วนบุคคล:หลัก ๆ ก็จะมีค่าบริหารจัดการ ค่าธรรมเนียมผู้รับฝากทรัพย์สิน และอาจจะมีค่าส่วนแบ่งกำไร หากบริษัทจัดการสามารถทำผลงานได้เกินเป้ากำไรที่ตั้งไว้

กองทุนส่วนบุคคลนั้นจะมีความ Personalized หรือสามารถปรับให้ตรงกับความต้องการส่วนบุคคลได้ จะว่าไปเป็นบริการพิเศษเพื่อเราคนเดียวก็ว่าได้ ซึ่งกองทุนส่วนบุคคลก็จะคิดทั้งค่าบริหารจัดการ ค่าธรรมเนียมผู้รับฝากทรัพย์สิน และอาจจะมีค่าธรรมเนียมจากกำไรที่เราได้รับด้วยเช่นกัน โดยในส่วนค่าบริหารจัดการและค่าธรรมเนียมผู้รับฝากทรัพย์สินนั้นจะขึ้นอยู่กับมูลค่าเงินลงทุนกับนโยบายการลงทุนอีกทีหนึ่ง

เหมาะกับใคร

กองทุนรวม:ผู้ลงทุนทั่วไป ทุกระดับกำลังทรัพย์ ที่ไม่มีเวลาติดตาม สามารถเลือกกองทุนประเภทที่ตรงกับความต้องการตัวเองได้

กองทุนส่วนบุคคล:ผู้ลงทุนทั่วไปที่มีแนวทางการลงทุนชัดเจน มีกำลังทรัพย์ในระดับสูง อยากได้การบริหารแบบเฉพาะตัว

กองทุนทั้ง 2 ประเภทนี้จริง ๆ ก็เหมาะกับผู้ลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตาม อยากได้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดูแล แต่สิ่งที่ต่างกันคือหากเป็นกองทุนส่วนบุคคล ผู้ลงทุนจะสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายการลงทุนได้ และการลงทุนก็จะสามารถทำได้หลากหลายสินทรัพย์ในบัญชีเดียว หากเป็นกองทุนรวมทั่วไปนั้น โดยปกติแล้วกองทุนหนึ่งก็จะลงทุนในประเภทสินทรัพย์หนึ่งไปเลย เช่น กองทุนรวมหุ้นไทย กองทุนรวมตราสารหนี้ ฯลฯ ซึ่งหากผู้ลงทุนต้องการลงทุนในหลาย ๆ สินทรัพย์ ก็จะต้องซื้อหลายกองทุนตามกันไป

เพื่อนผู้ใจดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...