โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

เทคนิคการแต่งเพลงในแบบฉบับของวง MILD ที่ทำให้โดนใจแฟนเพลงตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ (ที่พักวง)

BT Beartai

อัพเดต 18 พ.ย. 2563 เวลา 11.59 น. • เผยแพร่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 05.17 น.
เทคนิคการแต่งเพลงในแบบฉบับของวง MILD ที่ทำให้โดนใจแฟนเพลงตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ (ที่พักวง)

2020 นี้เป็นปีของการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ไม่ว่าจะในด้านไหน วงการอะไร สำหรับวงการดนตรีก็เช่นกัน เมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งมีประกาศการยุบวงของวงดนตรีที่เดินทางมากว่า 13 ปี มีทั้งเพลงฮิตและแฟนเพลงล้นหลามอย่าง 25 hours คราวนี้ก็มาถึงคราวของวง MILD (มายด์) ศิลปินคุณภาพจากค่าย SPICYDISC เจ้าของเพลงฮิต Unloveable , กรรมตามสนอง ,อีกนานไหม, ซาโยนาระ และอีกมากมาย

วง MILD ได้สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพอันเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของตนเองมาเป็นเวลากว่า 13 ปี ก่อนที่จะมีการประกาศ ‘พักวง’ ด้วยเหตุผลที่ว่าสมาชิกทั้ง 6 นั้นต่างเติบโตและมีการดำเนินชีวิตของตัวเองตามวัยวันที่เปลี่ยนไปจึงทำให้มีเวลาในการทำวงน้อยลงจึงเห็นสมควรที่จะพักวงไปก่อนซึ่งคำว่า ‘พัก’ ก็เป็นคำที่ให้ความหวังกับแฟน ๆ ได้ดีว่าวันหนึ่งพวกเขาคงจะกลับมารวมตัวกันอีก (อย่างเช่นวง CLASH เป็นต้น)

ตลอดเวลาที่ผ่านมาถือได้ว่าวง MILD ได้สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพเอาไว้มากมาย และงานเพลงของ MILD ก็มีเอกลักษณ์ในแบบฉบับของตนเอง ไม่ว่าจะภาคดนตรีที่มีการผสมผสานองค์ประกอบของแนวดนตรีที่หลากหลายแต่ทำออกมาให้มีความพอปฟังง่ายเข้าถึงง่ายซึ่งเข้ากันกับสไตล์ที่พวกเขาเรียกกันว่า ‘Variety-Pop’ ส่วนในด้านเนื้อหา เพลงของ MILD ก็มีความเข้าถึงง่าย เข้าถึงใจผู้ฟังได้ดี และมีเอกลักษณ์ชั้นเชิงในการร้อยเรียง เรียบเรียงถ้อยคำให้ออกมาน่าประทับใจ ซึ่งก็ต้องยกให้กับฝีมือของเป้ บดินทร์ เจริญราษฎร์ นักร้องนำของวง ที่เป็นคนแต่งเนื้อร้องและทำนองหลัก ๆ ของวงที่มีแนวทางและวิธีการในการผลิตผลงานออกมาได้อย่างน่าสนใจ ในวันนี้เราจึงอยากเอาเทคนิควิธีการแต่งเพลงในแบบฉบับของ เป้ วง MILD มาฝากกันสำหรับใครที่สนใจในการแต่งเพลงก็จะได้รับความรู้และเทคนิควิธีที่ดีเอาไปพัฒนางานของตัวเอง ส่วนแฟนเพลงของ MILD ก็จะได้ฟังเพลงของพวกเขาได้สนุกและประทับใจมากขึ้น อีกทั้งยังได้เข้าใจด้วยว่าทำไมวง MILD และเพลงของพวกเขาถึงยังครองใจแฟนเพลงมาได้จนถึงทุกวันนี้

เข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย

เพลงของวง MILD ถึงแม้จะมีส่วนผสมที่หลากหลายแต่ทั้งมวลนั้นยืนอยู่บนความพอป นั่นคือเข้าถึงคนฟังได้ง่าย ติดหู ติดใจได้ง่าย เพราะฉะนั้นอันดับแรกของการทำเพลงให้พอปคือมันต้องเป็นความง่าย เข้าใจง่าย ๆ เข้าถึงง่าย ซึ่งเป้มักจะเขียนเพลงโดยเริ่มจากคำพูดก่อน คำพูดแค่คำเดียว ไม่ค่อยใช้คอนเซปต์กว้าง ๆ แล้วมาตีให้แคบ จะใช้คำง่าย ๆ อย่างในเพลง ‘รักเราไม่เท่ากัน’ จะคิดจากคำเดียวคือ ‘รักเราไม่เท่ากัน’ แล้วตีให้กลายเป็นเพลง และจะให้ดีคือคำที่คิดนี้ต้องสามารถกลายเป็นชื่อเพลงได้ ซึ่งจะเป็นการตีกรอบเพลงให้ไม่ไปซนมากเกินไปหรือเละออกนอกลู่นอกทาง และสามารถคุมให้อยู่ในกรอบได้ด้วยคำเพียงคำเดียว

ส่วนเพลงเร็วจะคิดมาจากคำพูดมันปาก อย่างเพลง ‘หวานเย็น’ ซึ่งเป็นคำที่ทุกคนรู้จักกัน ใช้กัน และมีประสบการณ์ร่วมกับมันอยู่แล้ว  หรืออย่างเพลง ‘Lovesick’ ทุกคนก็จะมีประสบการณ์ร่วมกับคำนี้ แต่จะมีการนำมาตีความใหม่ให้เข้ากับเนื้อหาที่ง่ายขึ้น เช่น ความรัก หรือ ชีวิตวัยรุ่น หรือจะเป็นความรู้สึกต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ เช่น การแอบรัก แอบชอบ และเอาคำพูดพวกนี้เข้าใส่ เข้ามาแทน

หาคำคำนึงที่เราจะพูดจริง ๆ ได้แล้วจี้ไปที่คำ ๆ นี้คำเดียว มันจะกลายเป็นเพลงที่ชัดเจน มีจุดมุ่งหมาย และไปถึงคนฟังได้ง่ายที่สุด

เล่าเรื่องจริง

สิ่งสำคัญในการเขียนเพลงคือการพูดในสิ่งที่มีประสบการณ์ร่วมกัน เพลงส่วนใหญ่ของ MILD เป้มักจะเขียนจากเรื่องที่เคยเจอในชีวิต และเมื่อเราพูดเรื่องจริงมันจะเหมือนเป็นประสบการณ์ร่วมที่ผู้ฟังสามารถเข้าถึงได้ เช่น หากเราเคยโดนบอกเลิกแล้วเราพูดเรื่องการโดนบอกเลิกกับคนที่เคยโดนเหมือนกัน มันจะกลายเป็นประสบการณ์ร่วมกันที่ไม่ต้องแปลอะไรเลย ไม่ต้องยัดเยียดในสิ่งที่เราจะพูดเลย มันจะอินไปด้วยกันเอง และเรื่องที่จะสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้ฟังโดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นได้มากที่สุดก็น่าจะเป็นเรื่องของ ‘ความรัก’ ในแต่ละช่วงเวลาไม่ว่าจะแอบชอบ จีบกัน สมหวัง หรืออกหัก เพราะเรื่องความรักนั้นมีพลังและอารมณ์ที่รุนแรง

ขั้นตอนต่อมาคือการหาภาษาของตัวเอง เช่น การพูดคำว่า ‘อีกนานไหม’ ในความหมายเดียวกันบางคนอาจใช้คำนี้ บางคนอาจจะใช้คำอื่นก็เป็นได้ อย่างการอกหักถึงจะอกหักเหมือนกันแต่การอกหักก็มีหลายความรู้สึก อกหักแล้วเสียดาย อกหักแล้วเสียใจ อกหักแล้วเจ็บแค้น เวลาพูดเรื่องอะไรให้มองกว้าง ๆ และมองให้ลึกลงไปข้างในถึงเรื่องนั้นหรือประสบการณ์นั้น แล้วเราจะค้นพบบางอย่างที่จะหยิบมาใช้ได้และไม่ซ้ำกับใคร

หาแรงบันดาลใจจากสิ่งใกล้ตัว

เราแต่ละคนล้วนชอบอะไรไม่เหมือนกัน หนังสือที่อ่าน เพลงที่ฟัง หนังที่ดู สถานที่ที่ชอบไป การได้สัมผัสกับสิ่งที่เราชอบอาจจะสร้างแรงบันดาลใจอะไรใหม่ ๆ ให้กับเราได้ รวมไปถึงการเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ หาอะไรใหม่ ๆ ทำ ไปยังสถานที่ใหม่ ๆ หาหนังดี ๆ สักเรื่องนึง ฟังเพลงดี ๆ สักเพลงนึง ก็อาจเกิดไอเดียในการเขียนเพลงขึ้นมาได้ บางครั้งการเขียนเพลงอาจไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นสิ่งที่เราเจอกับตัวเองเพียงอย่างเดียว อย่างการเขียนเพลงรักเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นนักรักบันลือโลก source ของการเขียนเพลงนั้นมันอยู่รอบตัวอยู่ที่ว่าเราจะค้นหาหรือว่าสังเกตเห็นมันรึเปล่า

จากนั้นขั้นตอนต่อมาคือการจับสิ่งที่อยู่รอบตัวมาใส่คำเป้ชอบวิเคราะห์ตัวเองว่าถ้าเราเจอเหตุการณ์แบบนี้ เราจะรู้สึกกับสิ่งนี้ยังไงและพยายามจะหาคำแทนความรู้สึกนั้น อย่างเพลง ‘Sayonara’ มันคือการบอกลาใครสักคนก่อนที่จะเกลียดกัน แต่เป้ไม่อยากใช้คำว่าลาก่อน ไม่อยากจะใช้คำว่า goodbye เลยหาคำที่ง่ายกว่านั้นและทุกคนมีประสบการณ์ร่วมได้ง่าย ๆ เป้เลยพบว่าคำว่า ‘ซาโยนาระ’ นั้นเป็นคำที่เหมือนจะไกลตัว แต่ทุกคนจะเข้าใจว่าคำนี้แปลว่าลาก่อน

ฝึกแต่งเพลง

ฝึกเขียนให้เยอะ ๆ เขียนบ่อยๆ  และพยายามเช็กตัวเองอยู่ตลอดว่ามีโจทย์อะไรที่เรายังไม่เคยทำ พยายามท้าทายตัวเองอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เคยทำไปแล้วพอทำบ่อย ๆ บางครั้งมันทื่อมันเบื่อ ต้องหาโจทย์ที่ท้าทายตลอดเวลา มันจะทำให้มีไฟและอยากเขียนเพลงไปเรื่อย ๆ 

สิ่งที่เป้ถนัดคือการเขียนเรื่องคนอกหัก เพราะมีความเข้าใจว่าจะเขียนเรื่องอกหักให้คนอกหักและเข้าถึงใจเค้าได้นั้นจะต้องทำยังไง เช่น เพลง ‘กรรมตามสนอง’ ที่พูดถึงคนที่มีโอกาสทำอะไรดี ๆ แล้วแต่ยังทำมันได้ไม่ดีพอหรือดันไม่ทำ แล้วมานั่งเสียใจทีหลังในตอนที่ไม่มีคนที่เรารักให้ดูแลแล้ว คำว่า‘กรรมตามสนอง’ จริง ๆ แล้วไม่ได้อยู่ในเพลงเลย แค่ใช้เป็นชื่อเพลงเท่านั้นแต่ก็ช่วยให้เรื่องเล่าในเพลงมีพลังและทำให้เราเข้าใจความหมายของเพลงได้ดี

การใช้เทคนิคให้เพลงน่าสนใจ

ในเพลง ‘Unloveable’ ที่ถ่ายทอดอารมณ์ของการที่เราหลงรักใครสักคนที่เรารู้ว่ารักนี้คงเป็นไปไม่ได้ เพลงนี้เป้จะไม่ได้ใช้คำที่สละสลวยเท่าไหร่ แต่จะเน้นไปที่การใช้เทคนิคมากกว่า อย่างในท่อนที่ร้องว่า และยังคงหวังเอาไว้ข้างในจิตใจว่าสักวันเธอจะมีฉัน’ นั้นมีการแบ่งจังหวะร้องที่น่าสนใจเหมือนกึ่งร้องกึ่งแรป เป็นการพยายามสร้างคาแรกเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละเพลงเพื่อให้เพลงนั้นไม่ซ้ำกัน ทำให้เพลงแต่ละเพลงมีเสน่ห์และนำไปสู่การค้นพบลายมือของเราในที่สุด

การคิดเมโลดี้ให้ติดหู

การคิดเมโลดี้ให้ติดหูนั้น เป้จะมีหลักอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือ มีการใช้โน้ตยาวและสูง เช่น ในท่อน ‘ไม่มีเธอแล้ว อ้อนวอนแค่ไหน’ ในเพลง ‘กรรมตามสนอง’ ก็จะเป็นโน้ตยาว ๆ และสูง ๆ ซึ่งฟังแล้วติดหูดีทีเดียว เข้าถึงคนฟังและจำได้ง่าย ส่วนอีกหลักการนึงก็คือ การแบ่งท่อนแบ่งจังหวะการร้องหรือการใส่โน้ตกระตุกให้น่าสนใจอย่างเช่น ท่อน และยังคงหวังเอาไว้ข้างในจิตใจว่าสักวันเธอจะมีฉัน’ ในเพลง ‘Unloveable’ นั่นเอง ซึ่งทุกวันนี้คนฟังก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นท่อนที่เจ๋ง ท้าทายที่จะร้องตาม บางคนก็ยังร้องไม่ครบคำหรือร้องไม่ทันตามท่อนเลย ซึ่งสิ่งนี้ทำให้มันเป็นที่น่าจดจำและทำให้คนฟังรู้สึกเพลิดเพลินไปกับการฟังและร้องเพลงนี้

ฟังเพลงให้เยอะ

เป้เป็นคนที่ฟังเพลงเยอะมาก โดยเฉพาะเพลงพอป จะฟังเพลงที่ติดชาร์ตเยอะมาก ทำให้มองเห็นการเจริญเติบโตและวัฒนธรรมของการทำเพลงฮิตในแต่ละที่ แล้วนำเอามาเบลนด์มาปรับใช้ให้กลายเป็นส่วนผสมของวง MILD สำคัญคือเราต้องให้เวลากับสิ่งที่เราทำ ศึกษาและตั้งใจจริง ๆ สั่งสมเพลงและความคิดจนกว่าจะตกผลึก ยิ่งเริ่มเร็วก็ยิ่งได้เปรียบ โอกาสกับความฝันนั้นไม่เคยมาพร้อมกัน ความฝันจะเป็นความฝันอยู่เสมอถ้าเราทิ้งไว้บนเตียง แต่ถ้าหากอยากให้ความฝันนั้นเป็นจริง เราต้องเอาความฝันนั้นยัดใส่กระเป๋าและวิ่งชนโอกาสทุกครั้งที่เราตื่น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดว่าเราเขียนเพลงไม่เก่ง ไม่กล้าลอง เขียนแล้วเก็บไว้ เราจะรู้ได้ไงว่าเพลงของเราดีจริง อย่าง เพลงแรกที่เป้แต่งเป็นเพลงแปลงจากเพลง ‘อย่าเสียน้ำตา’ ของ Blackhead เนื้อหาเกี่ยวกับการปลอบผู้หญิงที่อกหักมา แต่เป้แปลงเนื้อหาให้กลายเป็นเพลงจีบสาว ซึ่งเป้จำได้ว่ามันไม่ได้เพราะเลย มันเหมือนการเขียนกลอนมากกว่าเขียนเพลง แต่เป้พบว่ามันเป็นสิ่งที่ดีมากในการเอาเพลงที่เราชอบมาลองฝึกแปลงเนื้อเพลงดู เป็นการเปิดโลกทัศน์และหาคำพูดของเราเอง เพราะเราต้องหนีคำจากเพลง original ไปให้ได้ จึงเป็นการท้าทายตัวเองกลาย ๆ ให้เราหาหรือสร้างคำของตัวเองจากเนื้อหาและเมโลดี้ที่เราชื่นชอบ

กล้าที่จะเล่นเพลงของตัวเอง

การเล่นเพลงตัวเองเป็นเรื่องที่เท่ จงข้ามผ่านความกลัวและกล้าที่จะผลักดันเพลงของตัวเองออกมาให้ใคร ๆ ได้ฟัง อย่ากลัวและติดอยู่ในกำแพงความกลัวจนไม่กล้าเล่นเพลงของตัวเองหรือปล่อยเพลงของตัวเองมากมาให้คนอื่นฟัง ตอนไหนที่เราว่างจากแกะเพลงถ้าชั่วโมงห้องซ้อมยังเหลือลองเอาเพลงของตัวเองมาเล่นกับเพื่อนในห้องซ้อมดู

ขั้นตอนการทำงานของเป้วง MILD

เป้มักจะแต่งเมโลดี้และเนื้อร้องพร้อมกัน และใช้กีตาร์เป็นส่วนประกอบในการเทียบคีย์ เป้ให้ความสำคัญกับเนื้อเพลงมาก ๆ รองลงมาคือเมโลดี้ แต่บางเพลงก็มีเมโลดี้มาก่อน พอได้โครงเมโลดี้และเนื้อเพลงมาแล้ว ก็จะเริ่มเอากีตาร์มาเทียบคีย์ จากนั้นก็อัดเป็นเดโมด้วยวิธีง่าย ๆ อย่างการอัดไว้ในโทรศัพท์มือถือ จากนั้นก็โยนเพลงเข้ามาในวงให้ทั้งวงช่วยกัน arrange ขึ้นมา เป้เรียกช่วงเวลานี้ว่า ‘Magic Moment’ เริ่มเห็นเพลงตัวเองเติบโตจากที่คิดในหัวมาสู่การพัฒนาโดยวงจนเกิดเป็นสิ่งใหม่ มหัศจรรย์ที่เห็นความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้นกับเพลงของตัวเอง ขั้นตอนต่อมาก็คือการซ้อมกันกับวงและอัดเป็นเดโมที่เรียกว่า ‘good demo’ ในขั้นตอนนี้จึงเริ่มมาเช็คว่าคีย์ถูกต้องมั้ย ความเร็วเป็นยังไงบ้าง วคามรู้สึกของเพลงเป็นยังไง vibe ของเพลงความรู้สึกของเพลงมันถึงคนฟังรึเปล่า โทนเพลงดีรึเปล่า แล้วจึงเริ่มแก้และเข้าห้องอัดจริงทำเป็นมาสเตอร์

ทำอย่างไรให้คนฟังชอบเพลงของเรา

ในหลาย ๆ ครั้งพอเราแต่งเพลงเสร็จแล้วเราอาจจะชอบเพลงของเรามาก ฟังกี่ครั้งก็ชอบ แต่พอเวลาเอาไปให้คนฟังแล้วเค้าอาจจะไม่รู้สึกแบบเดียวกันกับเรา เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้มันเป็นเรื่องของการสื่อสารที่บางครั้งมันไม่ได้ลงล็อกกัน สิ่งสำคัญคือหลังจากนี้เราก็ต้องมาแก้โจทย์ให้ได้ว่าทำอย่างไรเพลงของเราจึงจะเข้าถึงคนฟังทำให้คนฟังมีความสุขแต่ในขณะเดียวกันมันก็ต้องมีความเป็นตัวเราอยู่ในนั้นด้วย

การผสมผสานสิ่งต่าง ๆ  เข้ามาและเกิดเป็นสิ่งใหม่นั้นเกิดจากการที่เป้เป็นคนที่ขี้เบื่อ รู้สึกว่าอยากจะเขียนเพลงสักเพลงที่มีในสิ่งที่เราชื่นชอบด้วยและมีในสิ่งที่คนฟังทั่วไปชื่นชอบด้วย อย่างเพลงของวง MILD เล่าเรื่องที่พอป  ๆ มาโดยตลอด และเรียกแนวทางของตัวเองว่าวาไรตี้พอปมาโดยตลอดและไม่มีความชัดเจนว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ จนกระทั่งมาถึงอัลบั้ม 4 ‘MI4D (โฟร์)’ เป้รู้สึกว่าวง MILD คนจะมีตัวตนได้แล้ว จึงต้องหาในสิ่งที่วงถนัดและทำได้ดีสุดท้ายก็มาเจอดนตรีฮิปฮอป ซึ่งเป้พยายามจะทำมาตลอดตั้งแต่เด็ก ๆ หากสังเกตเพลงของวง MILD ตั้งแต่อัลบั้มแรกเราจะเห็นองค์ประกอบของเพลงแรปและฮิปฮอปสอดแทรกอยู่ตลอด พอในอัลบั้มนี้ที่ MILD เริ่มรู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้วจึงได้เอาส่วนผสมนี้มาใส่ในส่วนผสมเดิมจนได้รับเสียงตอบรับที่ดีและทำให้วง MILD เจอทางและเอกลักษณ์ของตัวเองในที่สุด

หาส่วนผสมที่ลงตัว

หากในวงของเรามีความชอบในแนวดนตรีที่ไม่เหมือนกัน นักร้องชอบฮิปฮอป มือกีตาร์ชอบบลูส์ มือเบสชอบแจ๊ส มือกลองชอบร็อก ลองหาส่วนผสมตรงกลางที่ลงตัวสำหรับทุกคนดูแต่บนพื้นฐานของความเป็นพอป (เพื่อให้เข้าถึงคนฟังได้ง่าย) เพราะพอปคือการสื่อความไปถึงคนหมู่มากให้ได้มากที่สุด อย่างในเพลงของวง MILD ก็มีส่วนผสมที่หลากหลายอย่างในเพลงนึงอาจมีทั้งความเป็นพอป ฮิปฮอป ร็อก แจ๊ส โซล และอื่น ๆ อยู่เพลงเดียวกันก็ได้ แต่ผสานกันได้อย่างกลมกล่อมลงตัวและมีความพอปที่เข้าหูและเนื้อหาที่กระทบใจคนฟัง นอกจากนี้สมาชิกวงแต่ละคนก็จะรู้สึกว่าตัวเองได้มีส่วมร่วมในการทำเพลงได้มีสิ่งที่ตัวเองชอบและความเป็นตัวเองอยู่ในนั้น

สุดท้ายที่ต้องย้ำอีกครั้งคือ การทำซ้ำและฝึกฝนไปในทางที่ถูกต้องและเอาเพลงออกมาให้คนอื่นฟัง เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ พัฒนาตัวเอง ฝึกฝนและกล้าที่จะเอาเพลงของตัวเองออกไปให้คนอื่นได้ยิน

วิเคราะห์เพลง ‘Sayonara’

ขอยกตัวอย่างเพลง ‘Sayonara’ เพลงฮิตจากอัลบั้มชุดที่ 4 ‘MI4D (โฟร์)’ ที่ MILD เริ่มแน่ใจในแนวทางของวง แต่อยากใส่ความชัดลงไปให้มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มากขึ้น ในชุดนี้เราจึงได้เห็นการใส่ความเป็นฮิปฮอปลงไปอย่างเข้มข้น รวมไปถึงการผสมผสานแนวดนตรีที่หลากหลายอย่างเจนจัด และการทดลองทำอะไรใหม่ ๆ ที่น่าสนใจซึ่งเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากเพลง Sayonara เพลงนี้

ในด้านของเนื้อหาเพลง ‘Sayonara’ มีการตั้งชื่อด้วยคำเรียบง่ายที่เราคุ้นเคยกันดี แต่มีความน่าสนใจ แทนที่จะตั้งว่า ‘ลาก่อน’ เฉย ๆ แต่เลือกใช้คำว่าลาก่อนในภาษาญี่ปุ่นแทนเพื่อสร้างความสนใจให้กับคนฟังตั้งแต่เห็นชื่อเพลงเลย

ส่วนเนื้อหาของเพลงก็เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ที่ถึงจุดที่กำลังล่มสลาย เป็นความรู้สึกที่ว่าเราควรหยุดมันไว้ที่ตรงนี้ก่อน ก่อนที่เราจะไปถึงจุดที่เกลียดกันและไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ได้อีกเลยไม่ว่าจะในรูปแบบไหนก็ตาม เนื้อเพลงท่อนแรกเปิดมาแบบหวาน ๆ ชื่นชมคนรักที่มาพร้อมดนตรีหวาน  ๆ ด้วยเสียงกีตาร์โปร่งผสมเครื่องสาย ‘รอยยิ้มของเธอ ยังคงอ่อนหวานซึ้งใจ / แววตาคู่เดิม ยังคงสวยเกินกว่าใคร / อยากมองหน้าเธอ กอดเธอแนบชิดอิงกาย’ ก่อนที่ในประโยคท้ายจะเข้ามาเบรกความหวานเหมือนปลุกเราให้ตื่นจากฝัน ‘แต่ทำไม่ได้ เพราะใจเหนื่อยล้าเกินทน’

แล้วจากนั้นเพลงก็เข้ามาสู่ท่อนแรป เพิ่มดีกรีความเร่าร้อนให้กับบทเพลง ตัดความหวานจากท่อนก่อน บรรยายถึงความวุ่นวาย สับสน ปวดร้าวในจิตใจ จากนั้นก็เข้ามาสู่ท่อนพรีคอรัสซึ่งถือว่าแปลกมาก เพราะเพลงส่วนใหญ่จะมีท่อนร้อง – พรีคอรัส – และคอรัส แต่เพลงนี้จะมีท่อน ‘แรป’ เข้ามาแทรกตรงกลาง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เพลงนี้ยาวถึง 5.32 นาที แต่ถึงอย่างนั้นกลับเป็นการจัดวางที่ดีและทำให้เพลงนี้ไม่น่าเบื่อเลย

เอาจริง ๆ ท่อนพรีนี่ให้อารมณ์เหมือนท่อนร้องปกติเลย ไม่ได้มีความรู้สึกของการผลักและดันไปสู่คอรัสเหมือนเพลงอื่น ๆ  แต่สุดท้ายแล้วท่อนนี้ก็ส่งเข้าฮุคได้อย่างมีพลัง เหมือนคล้าย ๆ ปล่อยเราให้สบายใจไปกับท่อนนี้ก่อน ก่อนที่อยู่ดี ๆ  ก็ส่งเรามาที่ท่อนฮุคที่เข้มข้นไปด้วยอารมณ์ เปี่ยมไปด้วยพลังทั้งในเนื้อร้อง เมโลดี้ และการเรียบเรียงดนตรีที่ทำได้อย่างลงตัวมาก

สำหรับการวางเมโลดี้ในท่อนคอรัสนี้ เราจะเห็นว่าเป้ใช้โน้ตยาวและเสียงสูง ซึ่งเป้เลือกจะใช้การร้องเสียงหลบแทนการดันเสียงขึ้นไปซึ่งช่วยสร้างเสน่ห์ให้กับบทเพลงได้ดี

“ฉันว่าเราหยุด

ก่อนดีไหม

ก่อนจะสายไป

ก่อนอะไรอะไรจะเปลี่ยนแปลง

หนึ่งคำพูดแรงแรง (ฮ้า)

เลิกแสดง

ว่าเรายังคงรักกันเหมือนเดิม”

ก่อนจะเข้าสู่ท่อนบรรเลงแซกโซโฟนเติมความแจ๊สซี่ที่หวานปนเซ็กซี่ แล้วโยนเข้าสู่ท่อนแรปอีกครั้งและตามลำดับเดิม พรีคอรัส-คอรัส และหลังจากคอรัสรอบนี้จะเข้าสู่ท่อนโซโลของเพลงซึ่งคราวนี้มาในอารมณ์แบบร็อกเข้มข้นเลย ยิ่งดีดอารมณ์คนฟังให้พีคเข้าไปอีก

จากนั้นจึงเข้าสู่ท่อนคอรัสอีกสองครั้ง โดยในครั้งที่สองมีการเปลี่ยนคีย์ให้พีคเข้าไปอีก ! ก่อนที่จบเพลงด้วยท่อนเปียโนหวานเศร้า เป็นการจบมหากาพย์ทางอารมณ์อันหลากล้นของการลาจากที่งดงาม ‘ซาโยนาระ’ ! แต่สำหรับวง MILD แล้วเราคงพูดคำนี้เพียงเบาๆ  เพราะหวังไว้ในใจว่าวันหนึ่งเมื่ออะไร ๆ ลงตัวแล้ว พวกเขาจะกลับมาทำเพลงดี ๆ ให้เราได้ฟังกันอีก

Source

GOOD HOPE Class | ชั้นเรียนที่ 6 ‘สอนการประพันธ์เนื้อเพลง’

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

เทคนิคการแต่งเพลงในแบบฉบับของวง MILD ที่ทำให้โดนใจแฟนเพลงตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ (ที่พักวง)
เทคนิคการแต่งเพลงในแบบฉบับของวง MILD ที่ทำให้โดนใจแฟนเพลงตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ (ที่พักวง)
เทคนิคการแต่งเพลงในแบบฉบับของวง MILD ที่ทำให้โดนใจแฟนเพลงตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ (ที่พักวง)
เทคนิคการแต่งเพลงในแบบฉบับของวง MILD ที่ทำให้โดนใจแฟนเพลงตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ (ที่พักวง)
เทคนิคการแต่งเพลงในแบบฉบับของวง MILD ที่ทำให้โดนใจแฟนเพลงตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ (ที่พักวง)
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...