โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ง่วงตลอดเวลา รู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลีย ระวังเสี่ยงเป็น ภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง!!

MThai.com

เผยแพร่ 19 ธ.ค. 2561 เวลา 05.10 น.
หากรู้สึกเหนื่อยๆ เพลียๆ ง่วงนอนตลอดเวลา ซึม เบลอ นอยด์ นอกจากความเครียดแล้ว มันอาจจะมาจากรวามผิดปกติของ ภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง ก็เป็นได้

เชื่อว่าหลายคนคงต้องเคยเจอกับอาการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์อยู่ดีๆ ก็รู้เหนื่อยๆ เพลียๆ ง่วง ซึม เบลอ นอยด์ ก้มมองดูนาฬิกาก็ได้แต่คิดว่าเมื่อไหร่จะเลิกงาน เวลาผ่านไปช้าเหลือเกิน อาการเหล่านี้นอกจากจะมีสาเหตุอาจมาจากความเครียดบวกกับกิจวัตรประจำวันที่ต้องแบบเดิมๆ ตลอดแล้ว มันยังเป็นสัญญาณเตือนของร่างกายว่าคุณกำลังเข้าข่ายผิดปกติ เป็น ไฮโปไกลซีเมีย (Hypoglycemia) หรือภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง แล้วยังไงล่ะ แม้จะไม่ร้ายแรง แต่ก็ไม่ควรวางใจเด็ดขาด!

ไฮโปไกลซีเมีย (Hypoglycemia) หรือภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง

อาการดังกล่าวไม่ได้มีสาเหตุหรือเกิดจากสิ่งเร้าภายนอก หากแต่เกิดจากภายในตัวของคุณเองมูลเหตุที่นำมาซึ่งภาวะอ่อนเพลียเรื้อรังคือ การดำเนินชีวิตแบบผิดๆ ส่งผลให้ร่างกายมี “ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ” ไม่มีเรี่ยวแรงทำอะไรตลอดทั้งวัน ศัพท์สากลเรียกภาวะนี้ว่า Chronic Fatigue Syndrome (CFS)

อาการของภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง

อาการหลักๆ หรือสัญญาณที่บ่งชี้ว่าคุณกำลังเข้าสู่ CFS นั่นก็คือ เพลีย-หมดแรง ทั้งที่พักผ่อนเพียงพอ หรือนอนมาแล้วหลายชั่วโมง เมื่อตื่นขึ้นมาก็ไม่สดชื่น อยากนอนซ้ำอีก สมองคิดอะไรไม่ออก ตื้อ สับสน บางรายมีอาการปวดเมื่อย-ปวดเนื้อปวดตัว-ปวดหลัง หนักเข้าคือลุกขึ้นเดินนอยดแล้วการทรงตัวไม่ดี เป็นตะคริวบ่อย เท้าเย็น

บ่อยครั้งที่คุณเกิดอาการ อยากจะพึ่ง “ความหวาน” โดยเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายกระชุ่มกระชวยสดชื่นขึ้นดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม กาแฟ หรือแม้แต่เครื่องดื่มชูกำลัง แต่นั่นคือ “ความเชื่อผิดๆ” เพราะยิ่งเราบริโภคความหวานเข้าสู่ร่างกายมาก ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะพุ่งขึ้นสูง ร่างกายก็จะผลิตอินซูลินออกมาเพื่อควบคุมให้ระดับน้ำตาลต่ำลง แต่แล้วคุณก็บริโภคหวานเข้าไปอีกตับอ่อนของคุณก็จะต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นและทำงานตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องดี

วิธีป้องกัน

ภาวะ CFS มักจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้หญิงวัยทำงานช่วงอายุราวๆ 25-45ปี โดยสาเหตุที่แท้จริงยังไม่ชัดเจน แต่สามารถป้องกันได้ โดยเฉพาะการ “หลีกเลี่ยงน้ำตาล” คือไม่ควรเพิ่มน้ำตาลเข้าไปในร่างกาย ผ่านการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง

นอกจากนี้ จำเป็นต้องควบคุมอารมณ์ไม่ให้เครียดจนเกินไป ขณะเดียวกันต้องพักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากการพักผ่อนจะช่วยให้ร่างกายได้ฟื้นฟูตัวเองขณะนอนหลับ สำหรับอาหารที่ควรจะรับประทานเพิ่มคือ อาหารจำพวกโปรตีน วิตามิน ธาตุเหล็ก และแมกนีเซียม

อีกหนึ่งอาการที่มีระดับความรุนแรงจนกลายเป็น “โรค” คือการ “นอนหลับง่ายเกินไป” เรียกได้ว่าหลับได้ทุกเวลา ทุกการกระทำ หลับกะทันหัน หลับทั้งยืน หลับขณะขับรถ หรือแม้กระทั่งหลับขณะมีเพศสัมพันธ์ โรคนี้เรียกว่า “โรคลมหลับ” แม้จะยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ชี้ชัดว่าโรคดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นเพราะสารเคมีในสมองกลุ่มสารสื่อประสาท Hypocretin ผิดปกติ โดยโรคนี้เกิดขึ้นกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

โรคลมหลับ

ข้อมูลจาก รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า นายกสมาคมประสาทวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน ประสาทวิทยา ระบุว่า โรคลมหลับมี 4 อาการหลัก คือ

  1. ง่วงนอนฉบับพลัน วันๆ หนึ่งอาจเกิดขึ้นได้หลายครั้ง

  2. กล้ามเนื้ออ่อนแรง คอตก ผล็อยหลับได้ทันที

  3. อาการผีอำ

  4. เห็นภาพหลอนขณะกำลังจะหลับ ส่วนใหญ่เป็นภาพที่น่ากลัวและรูปร่างประหลาด

โรคลมหลับจะค่อยๆ มีอาการรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ระยะแรกจะง่วงนอนในเวลากลางวัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศร้อน อาการจะเป็นมากขึ้น ต่อมาจะนอนไม่หลับในเวลากลางคืน และจะนอนหลับในช่วงกลางวันบ่อยขึ้น ในที่สุดอาการจะรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ คำแนะนำก็คือให้รีบพบแพทย์ตั้งแต่มีอาการระยะแรก

ที่มา : www.thaihealth.or.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...