โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

หนุ่มนครปฐม เลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี ส่งขายร้านอาหารตามสั่ง สร้างรายได้ใกล้ตัวทุกวัน

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 21 มี.ค. 2565 เวลา 01.38 น. • เผยแพร่ 21 มี.ค. 2565 เวลา 01.36 น.

คุณเวสารัช ตรีโชติ หรือพี่โจ้ อยู่บ้านเลขที่ 12/2 หมู่ที่ 5 ตำบลสามควายเผือก อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์นครปฐม เลือดนักสู้ ผู้ที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ที่ถึงแม้ว่าจะยังไม่สำเร็จสายอาชีพที่เลือกเดิน แต่จะขอทำต่อไปเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของตนเองและเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร

พี่โจ้ เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตรว่า ก่อนที่จะผันตัวมาเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว ตนเรียนจบคณะอักษรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร หลังจากเรียนจบมีโอกาสได้เข้าทำงานในตำแหน่งนักวิชาการแผนที่กรุงเทพฯ แต่ด้วยความที่มีนิสัยส่วนตัวที่ไม่ชอบทำงานอยู่ในกรอบเข้าออกเป็นเวลา จึงตัดสินใจลาออกจากงานมาเปิดร้านมินิมาร์ท เปิดได้สักระยะก็มีเหตุให้ต้องปิดกิจการกันไป จึงกลับมานั่งคิดทบทวนใหม่ว่าจะทำอะไรต่อไปดีให้เหมาะกับนิสัยส่วนตัวที่ชอบทำงานอิสระ และสามารถใส่ความคิดของตัวเองลงไปในงานได้ ก็มาประจวบเหมาะกับที่บ้านจังหวัดนครปฐมมีที่ดินว่างเปล่าของคุณพ่อที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่จำนวน 2 ไร่ครึ่ง จึงตัดสินใจที่จะมาลองทำอาชีพเกษตรกรรม ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ดูสักครั้ง

ซึ่งในช่วงแรกของเส้นทางสายเกษตรก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะพื้นเพที่บ้านไม่มีใครทำการเกษตรมาก่อนเลย ต้องเริ่มต้นลองผิดลองถูกด้วยตนเองใหม่ทั้งหมด แต่โชคยังดีที่ได้มีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการเป็นหนึ่งในยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์จังหวัดนครปฐม จึงใช้โอกาสตรงนี้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ จากเพื่อนๆ ภายในกลุ่ม เกิดเป็นความรู้สึกอุ่นใจมากขึ้นที่มีเพื่อนในกลุ่มคอยให้คำปรึกษา จึงพยายามทำมาเรื่อยๆ

โดยเริ่มจากการปลูกพืชผักหลากหลายชนิด แต่พืชผักที่ปลูกไว้ก็ตายหมด เพราะประสบการณ์ยังน้อย แต่ก็ยังไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจแรกคือ การทำเกษตรผสมผสาน มีการทดลองปลูกไปเรื่อยๆ เพียงแค่ยังไม่ได้ผลผลิตที่ทำออกมาขายได้ จึงพักจากการปลูกพืชผักแล้วมาทดลองเลี้ยงไก่ไข่ เพราะมองเห็นว่าจะสามารถเก็บไข่ขายสร้างรายได้ทุกวัน แต่ในช่วงแรกของการเลี้ยงไก่จำเป็นต้องควักเงินเก็บที่มีอยู่ออกมาเป็นทุนค่าอาหารก่อน จนกว่าไก่จะออกไข่ให้เก็บได้

เริ่มต้นเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี 200 ตัว สร้างรายได้บนเส้นทางสายเกษตร

เจ้าของบอกว่า ณ ปัจจุบันนี้ มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 2 ไร่ครึ่ง แบ่งพื้นที่เลี้ยงไก่ปล่อยตามธรรมชาติบนพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ และพื้นที่อีก 1 ไร่ครึ่งที่เหลือแบ่งขุดบ่อน้ำ และปลูกพืชผักผลไม้ทิ้งไว้หลากหลายชนิด เช่น มะม่วง มะพร้าว มะละกอ กล้วย ฝรั่ง ชมพู่ อย่างละนิดละหน่อย ซึ่งหลายคนคงสงสัยว่าในเมื่อปลูกผักแล้วไม่ประสบผลสำเร็จทำไมไม่ใช้พื้นที่ที่เหลือมาเลี้ยงไก่ให้หมด ก็ต้องตอบว่าเพื่อสร้างความหลากหลายทางอาหาร การทำเกษตรผสมผสานมีข้อดีหลายอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้คือ

  • เกษตรผสมผสานช่วยให้หลุดพ้นจากปัญหาสินค้าล้นตลาดได้
  • เกษตรผสมผสานช่วยลด ละ เลิก การใช้สารเคมีได้ ปลูกหลายอย่างปัญหาแมลงรบกวนจะไม่ค่อยเกิดขึ้น และถือเป็นการสร้างระบบนิเวศที่ดีด้วยมีสัตว์หลายชนิด ทำให้เกิดระบบนิเวศที่เกื้อกูลกัน
  • ข้อนี้สำคัญที่สุดคือ เกษตรกรจะสามารถพึ่งตัวเองได้ เพราะสามารถผลิตอาหารที่หลากหลายไว้บริโภคเองได้

ในส่วนของขั้นตอนการเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดีก็ไม่ยุ่งยาก เริ่มจากการหาลูกพันธุ์ไก่มาเลี้ยงที่ฟาร์ม ไปซื้อพันธุ์มาจากตลาดนครปฐม ราคาในตอนนั้นตัวละประมาณ 30 บาท เป็นไก่ไข่พันธุ์ไฮบริด มีข้อดีคือ พันธุ์ไฮบริดจะออกไข่ได้ปริมาณค่อนข้างสูง แต่ยังมีข้อเสียคือ ไก่พันธุ์ไฮบริดจะเหมาะกับการเลี้ยงแบบอุตสาหกรรม จะมีการตอบสนองกับอาหารเม็ดได้ดีกว่าอาหารจากธรรมชาติ และสุขภาพจะไม่ค่อยแข็งแรง ซึ่งในการนำมาเลี้ยงครั้งแรกภายในฟาร์มก็เกิดปัญหาพอสมควร เพราะตามความตั้งใจของที่ฟาร์มคือต้องการเลี้ยงแบบกึ่งออร์แกนิก จึงต้องใช้เวลาปรับเพื่อให้ไก่ชินกับวิธีการเลี้ยงแบบใหม่ ในช่วงแรกไก่จะป่วยบ่อย จำเป็นต้องมีการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา แต่เมื่อไก่เริ่มปรับตัวได้สามารถทนแดด ทนฝนได้ดี ที่ฟาร์มก็หยุดใช้ยาทันที แล้วเปลี่ยนมาเป็นการเลี้ยงแบบปล่อยธรรมชาติเต็มรูปแบบ

ลักษณะพื้นที่ปล่อยเลี้ยงไก่ธรรมชาติ ที่ฟาร์มจะปลูกพืชผักผลไม้เอาไว้ และจะมีพื้นที่ส่วนที่แบ่งเอาไว้ปลูกไม้เนื้อแข็ง ใช้วิธีกั้นให้ไก่เข้าไปเดินในนั้น เพื่อให้ช่วยกำจัดวัชพืช และไก่ก็ได้ขุ้ยหาอาหารกินตามความต้องการ

การดูแล ปกติไก่ไข่ที่เลี้ยงแบบอุตสาหกรรม ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 5-6 เดือน ไก่จะออกไข่ให้เก็บได้แล้ว แต่ไก่ที่ฟาร์มเลี้ยงแบบกึ่งออร์แกนิกต้องใช้เวลาเลี้ยงนานประมาณ 8 เดือน ถึง 1 ปี ถึงจะเริ่มเก็บไข่ได้ครั้งแรก เวลาการเลี้ยงจะต่างกันมากพอสมควร แต่ข้อดีของการเลี้ยงแบบออร์แกนิกคือ ไม่มีการเร่งให้ไก่รีบออกไข่ เพราะฉะนั้นไก่จะอายุยืนและออกไข่ได้นานกว่าไก่ที่เลี้ยงแบบอุตสาหกรรม

อาหาร ที่ใช้เลี้ยงจะใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติผสมกับอาหารสำเร็จรูป ในอัตราส่วน

  • อาหารสำเร็จรูป 30 เปอร์เซ็นต์
  • ข้าวเปลือก 10 เปอร์เซ็นต์
  • แหน 30 เปอร์เซ็นต์
  • ข้าวโพด 10 เปอร์เซ็นต์
  • หญ้าสด 20 เปอร์เซ็นต์

ให้อาหารตามปกติเช้า-เย็น ไก่ 200 ตัว โดยปกติจะให้อาหารวันละ 20 กิโลกรัม หรือบางวันจะเก็บตำลึงที่ขึ้นตามริมรั้วมาผสมในอาหารให้ไก่กินไปด้วย เพื่อเพิ่มคุณภาพของไข่ที่ออกมา

ปริมาณไข่ไก่ที่เก็บได้ในแต่ละวัน… ไก่ 200 ตัว เก็บไข่ได้ทุกวัน เฉลี่ยแล้วได้วันละ 40-60 เปอร์เซ็นต์ของไก่ที่เลี้ยง จะเก็บไข่ได้วันละ 2-3 แผง ผลผลิตถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง ขนาดของไข่มีตั้งแต่ไซซ์ใหญ่ กลาง เล็ก ในปริมาณเท่าๆ กัน ราคาขายไซซ์ใหญ่ บรรจุ 10 ฟอง ราคา 50 บาท มีการดึงดูดผู้บริโภคด้วยการเพิ่มสีสันให้กับไข่ มีการเพิ่มรูปร่างหน้าตาให้ไข่น่ารักขึ้น โดยการปั๊มการ์ตูนยิ้มลงไปบนไข่ ซึ่งหมึกที่ใช้จะเป็นหมึกฟูดเกรดปลอดภัยต่อผู้บริโภคแน่นอน ตรงนี้ถือเป็นจุดดึงดูดความสนใจผู้บริโภคได้ในระดับหนึ่ง และในส่วนของไข่ไซซ์กลางและไซซ์เล็กจะนำไปขายให้กับร้านอาหารตามสั่งเจ้าประจำที่อยู่แถวบ้าน ราคาแผงละ 80 บาท 1 แผง มี 30 ฟอง ถือเป็นการสร้างรายได้ง่ายๆ และใกล้ตัวมากๆ จึงอยากจะแนะนำมือใหม่ที่อยากจะเลี้ยง ให้เริ่มหาตลาดจากร้านค้าในหมู่บ้านก่อนก็ได้

รายได้ จากการขายไข่ตอนนี้ยังได้ไม่มาก เพียงเดือนละ 3,000-4,000 บาท แต่ในอนาคตคาดการณ์ว่าเมื่อไรที่ผักผลไม้ที่ปลูกทิ้งไว้เติบโตให้ผลผลิตรายได้ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงแรกก็ยังต้องอดทนตรงนี้ไปก่อน และก็อยากฝากให้กำลังใจสำหรับคนที่กำลังเริ่มต้นเส้นทางสายเกษตรเหมือนกันว่า อย่าเพิ่งท้อ ถึงแม้ตอนเริ่มต้นรายได้ยังไม่มาก แต่อย่างน้อยก็ไม่อิ่มท้อง ให้อดทนไปถึงวันที่สิ่งที่เราตั้งใจเลี้ยงตั้งใจปลูกกลับมาทนแทนรายได้ให้กับเรา

ฝากถึงเกษตรกรทุกรุ่น

“ปัญหาการทำเกษตรที่ผมพบเจอบ่อยๆ คือ เกษตรกรส่วนใหญ่มักจะทำเกษตรเชิงเดี่ยว ดังนั้น ปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อทำอะไรเยอะๆ ก็จะต้องใช้แรงงานเยอะ ใช้สารเคมีเยอะ ซึ่งตรงนี้ทำให้เขาไม่มีกำไรในการทำเกษตร ขายผลผลิตได้เงินมาต้องเอาไปใช้หนี้ค่าปุ๋ยค่ายาหมด เหนื่อยมากแต่ไม่มีกำไร เพราะเกิดจากความเข้าใจผิด ส่วนหนึ่งว่ายิ่งทำเยอะจะยิ่งได้เยอะ แต่จริงๆ แล้วการทำเกษตรที่ดีควรจะเริ่มจากการพึ่งตัวเองให้ได้ เราจะต้องมีความหลากหลาย เราจะต้องสร้างสภาวะแวดล้อมให้เกื้อกูลในการทำเกษตร ถ้าเราไม่ทำแบบนั้นเราจะต้องพึ่งสารเคมีพึ่งแรงงาน เราจะต้องพึ่งอะไรอีกหลายอย่างที่เหนือการควบคุม และเกิดเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทำให้ระยะยาวเราไม่สามารถอยู่ได้ ก็เลยทำให้คนมองการเกษตรในแง่ที่ไม่ค่อยดีนัก นี่คือ ในมุมมองของเกษตรกรรุ่นใหม่อย่างผม ผมก็เป็นอีกหนึ่งคนที่เป็นคนเมืองมาก่อน เพิ่งจะมาเริ่มเป็นคนสวนประสบการณ์ยังไม่มาก แต่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดบนเส้นทางที่ตนเองเลือกเดิน” พี่โจ้ กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรืออยากแวะเวียนไปเยี่ยมชมที่ Jojo Farm สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทร. 089-896-4092

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...